"อย่ามองตาพวกมัน ริน... อย่าแม้แต่จะสบตาเด็ดขาด!"
เสียงของศรัณย์แหบพร่าแต่มั่นคง เขาคว้าข้อมือของรินรดาไว้แน่น สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังร่างเงาตะคุ่มที่รายล้อมรถยนต์คันเก่ง เสียงเคาะกระจกเบาๆ ในตอนแรก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงเล็บจิกขูดขีดโลหะจนเกิดเสียงแสบแก้วหู ราวกับฝูงสัตว์ร้ายที่หิวกระหายกำลังพยายามจะชำแหละเหล็กกล้าเข้ามา
รินรดาไม่ได้กรีดร้อง ความเป็นตำรวจมือปราบทำให้เธอข่มความกลัวไว้ใต้ใบหน้าที่เคร่งขรึม แม้ดวงตาจะสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของชาวบ้านที่รายล้อมอยู่ภายนอก ภายใต้แสงไฟหน้ารถที่สาดส่องไปกระทบ พวกเขาไม่ได้โกรธแค้น ไม่ได้โหวกเหวกโวยวาย สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ‘ความว่างเปล่า’ ในดวงตาคู่นั้น ใบหน้าทุกใบเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยของอารมณ์ความรู้สึกราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ไร้วิญญาณบรรจุอยู่ภายใน
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น ศรัณย์... ทำไมทุกคนถึง..." รินรดาถามพลางยกมือขึ้นกุมปืนประจำกายที่คาดเอวไว้โดยสัญชาตญาณ
"พวกเขาสูญเสียบางอย่างไปแล้ว" ศรัณย์ตอบขณะมืออีกข้างหยิบเอา ‘ตะกรุดโทน’ ที่เคยห้อยคอออกมาคล้องไว้ที่กระจกมองหลัง กลิ่นสาบสางของโคลนและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยทะลุผ่านช่องแอร์เข้ามา "ไม่ใช่แค่จิตใจ แต่เป็นจิตวิญญาณ... ที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านคนเป็นมานานแล้ว รินรดา"
ทันใดนั้น เสียงเคาะหยุดลงกะทันหัน ทุกอย่างเงียบสงัดราวกับโลกทั้งใบถูกสูบอากาศออกไป ชาวบ้านนับสิบชีวิตที่ล้อมรถอยู่ต่างก้มหน้าลงพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าสู่ความมืดมิดของทิวไม้โดยไม่หันกลับมามองอีกแม้แต่น้อย
"พวกเขาไปแล้ว?" รินรดาขยับตัวด้วยความประหม่า
"เปล่า... พวกเขากำลังรอ" ศรัณย์สตาร์ทรถอย่างรวดเร็ว เสียงเครื่องยนต์คำรามก้องทำลายความเงียบ แต่เขากลับไม่ขับรถออกไปทันที "ริน มองดูที่กระจกมองหลังนั่นสิ"
รินรดามองตามคำบอก ภาพในกระจกไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่ควรจะเป็น แสงไฟท้ายรถสีแดงสลัวฉายภาพร่างเหล่านั้นที่กำลังนั่งพับเพียบลงบนพื้นถนน พวกเขาเริ่มพนมมือขึ้นพร้อมกัน ปากที่ปิดสนิทขยับเป็นจังหวะเชื่องช้าราวกับกำลังสวดภาวนาถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าดงดิบเบื้องหน้า
"พิธีเรียกขวัญ..." ศรัณย์พึมพำ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหดหู่ "แต่เป็นการเรียกขวัญที่ผิดฝาผิดตัว พวกเขาไม่ได้เรียกขวัญของตัวเองกลับมา แต่กำลังเรียก ‘อะไรบางอย่าง’ ให้มาสิงสู่ร่างแทนที่"
รถเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ รินรดารู้สึกเหมือนมีสายตานับร้อยคู่จ้องมองทะลุแผ่นเหล็กเข้ามา เธอหันไปมองศรัณย์ที่ตอนนี้เหงื่อซึมตามไรผม ชายหนุ่มผู้เคยละทิ้งวิชาอาคมกำลังเผชิญหน้ากับบาปที่ตระกูลของเขาสร้างไว้แต่กาลก่อน
"เราต้องไปที่วัดร้างท้ายหมู่บ้าน" ศรัณย์กล่าวทำลายความเงียบ "นั่นคือจุดศูนย์กลางของมวลพลังงานนี้ ถ้าขวัญของคนที่ถูกพรากไปไม่ได้ถูกส่งกลับไปสู่ที่ชอบๆ ความเป็นมนุษย์ของคนในหมู่บ้านนี้ก็จะถูกกลืนกินจนหมดสิ้น และถึงตอนนั้น... เราสองคนจะเป็นเป้าหมายถัดไป"
"ถ้าการสืบสวนตามหลักนิติวิทยาศาสตร์อธิบายเรื่องนี้ไม่ได้" รินรดาสูดหายใจเข้าลึกๆ สายตาของเธอเริ่มแปรเปลี่ยนจากความกังขาเป็นความมุ่งมั่น "งั้นฉันจะใช้กฎหมายของฉัน และคุณ... ใช้กฎของหมอผี เราจะจบเรื่องนี้ด้วยกัน"
รถคันดังกล่าวขับเคลื่อนผ่านทางลูกรังที่สั่นสะเทือนไปตลอดทาง สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากหมู่บ้านที่ดูปกติกลายเป็นบ้านร้างที่พังทลาย ผุพังด้วยกาลเวลาและพลังงานบางอย่างที่กดทับไว้ ศรัณย์เหยียบเบรกเมื่อถึงหน้าวัดร้างเก่าแก่ที่มีซุ้มประตูไม้แกะสลักรูปยักษ์ที่บิดเบี้ยว
เขาก้าวลงจากรถ ความหนาวเหน็บพุ่งเข้าปะทะผิวกายทันที บรรยากาศรอบวัดเงียบสงัดเกินกว่าจะเป็นธรรมชาติ ไม่มีเสียงแมลง ไม่มีเสียงนกกลางคืน มีเพียงเสียงกระซิบแว่วมาจากยอดไม้
"อยู่ใกล้ฉันไว้" ศรัณย์สั่งพลางคว้าไฟฉายจากรินรดามาถือไว้ "อย่าเหยียบลงบนกองขี้เถ้าพวกนั้นเด็ดขาด นั่นไม่ใช่ขี้เถ้าไม้ แต่มันคือ..."
เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังก้องขึ้นจากด้านในอุโบสถ ไม่ใช่ฝีเท้าของคนหลายคน แต่เป็นฝีเท้าของคนเพียงคนเดียวที่ก้าวออกมาอย่างช้าๆ มั่นคง ทรงพลัง
ชายชราผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมสีมอซอเดินก้าวออกมาจากเงามืดของประตูอุโบสถ ใบหน้าของเขาเหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้ ดวงตาคู่นั้นขุ่นมัวแต่กลับแฝงไปด้วยความฉลาดเฉลียวที่น่าสะพรึงกลัว เขาไม่ได้มองศรัณย์หรือรินรดาเลยแม้แต่น้อย เขากลับมองผ่านไปที่ความว่างเปล่าข้างหลังทั้งคู่
"คุณทายาทตระกูลหมอผี..." เสียงของชายชราแหบพร่าและกังวานราวกับเสียงหินกระทบกัน "ในที่สุดสายเลือดที่หลบหนี ก็กลับมาเป็นเครื่องบูชาที่สมบูรณ์เสียที"
ศรัณย์ชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน... ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่ที่เคยถูกฆ่าตายโดยพลังมืดหวนกลับมาอีกครั้ง เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อไขคดีเพียงอย่างเดียว แต่นี่คือการเผชิญหน้ากับโชคชะตาที่ถูกเขียนไว้ด้วยเลือด
"ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นเครื่องบูชา" ศรัณย์ตอบกลับ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยไอสังหารที่เริ่มแผ่ออกมา "ฉันมาเพื่อทวงคืนความถูกต้องที่ตระกูลของคุณพรากไปจากหมู่บ้านนี้"
ชายชรายิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันที่ดำสนิท เขาขยับมือช้าๆ หยิบเอา ‘กระจกเงาโบราณ’ แผ่นหนึ่งออกมาจากย่าม และสิ่งที่ปรากฏในเงาสะท้อนของกระจกนั้น ไม่ใช่ภาพของวัดร้างหรือตัวเขาเอง แต่มันคือภาพของศรัณย์ในชุดหมอผีเต็มยศที่กำลังถูกเงาดำลากลงสู่หลุมศพ
"ความถูกต้องหรือ?" ชายชราหัวเราะลั่น "ดูสิ... กระจกเงาบานนี้ไม่ได้โกหก ใครคือคนที่ดึงเอาวิญญาณคนในหมู่บ้านไปขังไว้กันแน่ ระหว่างฉัน... หรือทายาทที่แท้จริงอย่างเจ้า?"
รินรดาชักปืนออกมาเล็งไปที่ชายชราทันที แต่ศรัณย์กลับยกมือขึ้นห้ามด้วยสีหน้าที่ซีดเผือด
"ศรัณย์... หมายความว่ายังไง?" รินรดาถามด้วยเสียงสั่น
ศรัณย์นิ่งเงียบ ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังเงาสะท้อนในกระจกโบราณ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของตัวเอง... เขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นใต้ผิวหนัง พลังงานมหาศาลกำลังตีกลับจากภายในสู่ภายนอก
ทันใดนั้น แสงไฟฉายที่รินรดาถืออยู่ก็ดับพรึบลงพร้อมกัน!
ท่ามกลางความมืดมิดสนิท ร่างของศรัณย์ไม่ได้ยืนอยู่ที่เดิมอีกต่อไป เสียงกระซิบของวิญญาณนับร้อยรอบวัดพากันเปล่งเสียงออกมาพร้อมกันว่า ‘ยินดีต้อนรับกลับบ้าน’ รินรดารีบควานหาไฟฉายในความมืด แต่สิ่งที่เธอได้ยินก่อนที่ไฟจะสว่างขึ้น คือเสียงลมหายใจที่เย็นเฉียบข้างใบหูของเธอเอง
"ริน... หนีไป..." เสียงของศรัณย์ดังขึ้น แต่ไม่ใช่เสียงที่เธอคุ้นเคย เพราะมันเป็นเสียงของชายชราคนนั้นที่พูดผ่านปากของศรัณย์ออกมา!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในความมืดมิดแห่งความจริงนี้นะครับ
นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 23
พิธีเรียกขวัญ
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!