“หยุดอยู่ตรงนั้น รินรดา อย่าขยับไปมากกว่านี้แม้แต่นิ้วเดียว!”
เสียงของศรัณย์แหบพร่าและเต็มไปด้วยความตึงเครียด เขาคว้าแขนของตำรวจสาวไว้แน่นจนรอยนิ้วมือจมลงบนเนื้อผ้า รินรดาชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูห้องโถงกลางของตึกร้างแห่งนี้ แสงไฟฉายในมือของเธอสั่นไหวเล็กน้อย กวาดผ่านพื้นปูนที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นหนาและรอยด่างดำที่ไม่น่าพิสมัย
“ศรัณย์... นายเห็นอะไร? ตรงนั้นมันก็แค่ห้องโถงกว้างๆ นายจะมาประสาทเสียกับแค่ฝุ่นพวกนี้ไม่ได้นะ” รินรดาพยายามเค้นน้ำเสียงให้มั่นคง แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาจากอกก็ตาม
ศรัณย์ไม่ตอบ เขาปล่อยมือจากแขนของเธอ นัยน์ตาที่เคยเรียบเฉยบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีนิลที่ดูลึกจนน่ากลัว เขากำลังมองทะลุผ่านความว่างเปล่าไปสู่เส้นด้ายอาคมสีเลือดที่ขึงสลับไปมาอย่างซับซ้อนในอากาศเหนือพื้นปูน รอยยิ้มสมเพชปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม
“นี่ไม่ใช่แค่ที่พักพิงของพวกจรจัดรินรดา แต่นี่คือ 'วงกตอาถรรพ์' ที่ถูกถักทอขึ้นเพื่อสังเวยชีวิต... เราเดินเข้ามาในกรงที่มันเปิดประตูรอไว้แล้ว”
ศรัณย์ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ใช้ปลายนิ้วแตะที่อากาศว่างเปล่า ทันใดนั้นเส้นด้ายล่องหนก็สว่างวาบเป็นสีแดงฉานราวกับเส้นเลือดที่กำลังสูบฉีด รินรดาถอยหลังกรูด มือขวาเอื้อมไปแตะซองปืนข้างเอวตามสัญชาตญาณ แม้เธอจะรู้ดีว่าเหล็กกล้าและกระสุนตะกั่วจะไร้ความหมายต่อสิ่งที่เธอไม่อาจเข้าใจ
“ล้อเล่นกันใช่ไหม... กฎหมาย ฟิสิกส์ หรืออะไรก็ตามที่ฉันยึดถือ มันไม่มีเหตุผลอะไรมารองรับเรื่องแบบนี้ได้เลย!”
“ความจริงไม่เคยสนใจว่าคุณจะยอมรับมันหรือไม่” ศรัณย์หันมามองเธอ แววตาของเขาอ่อนลงเพียงชั่วครู่ “คุณเลือกได้นะรินรดา จะถอยกลับไปทางเดิมตอนนี้ หรือจะก้าวข้ามเส้นนี้ไปพร้อมกับผม เพื่อดูว่าใครกันที่กล้าเล่นสนุกกับความเป็นความตายถึงขนาดนี้”
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอมองเข้าไปในความมืดมิดของห้องโถงที่ดูเหมือนจะมีเสียงกระซิบแว่วดังออกมาจากทุกทิศทุกทาง เสียงนั้นฟังดูคล้ายเสียงสวดมนต์ในภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ มันแผ่วเบาแต่ทิ่มแทงเข้าไปในโสตประสาท ความเป็นตำรวจในตัวเธอสั่งให้ถอย แต่ความอยากรู้และพันธะที่ต้องคลี่คลายคดีฆาตกรรมนี้กลับยึดเหนี่ยวให้เธอยืนหยัดอยู่ข้างเขา
“ถ้าฉันตายที่นี่ ฉันจะตามไปหลอกหลอนนายเป็นคนแรก ศรัณย์” เธอกล่าวพร้อมกับสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเดินข้ามธรณีประตูตามเขาเข้าไป
ทันทีที่เท้าของทั้งคู่สัมผัสพื้นโถงกลาง บานประตูเหล็กที่เคยเปิดค้างไว้อย่างเชื่องช้าก็กระแทกปิดลงด้วยแรงมหาศาล เสียง 'ปัง!' ดังสนั่นก้องไปทั่วตึกร้าง รินรดารีบพุ่งไปผลักประตู แต่พบว่ามันถูกล็อกตายราวกับเป็นเนื้อเดียวกันกับกำแพง
“พิธีกรรมเริ่มแล้ว” ศรัณย์เอ่ยเบาๆ เขาหยิบเหรียญโบราณที่ห้อยคอออกมา พึมพำคาถาบทสั้นๆ เสียงของเขาเปลี่ยนไป มันดังกังวานและทรงพลังราวกับไม่ใช่เสียงของคนธรรมดา
ท่ามกลางความมืด แสงสีแดงจากพื้นห้องโถงเริ่มลามเลียขึ้นไปตามกำแพง เผยให้เห็นร่างเงาที่นั่งขัดสมาธิอยู่รอบวงกลมตรงกลาง พวกมันไม่ใช่คน... ร่างเหล่านั้นคือซากศพที่แห้งกรัง ผิวหนังแนบติดกระดูก แต่ดวงตายังคงเบิกโพลงจ้องมองมาที่ผู้บุกรุกทั้งสอง
“นี่มันอะไรกัน... คนพวกนี้...” รินรดายกปืนขึ้นเล็งไปที่ร่างเหล่านั้น แต่ศรัณย์กลับกดลำกล้องปืนของเธอลง
“อย่าได้ลองดีกับพวกมัน รินรดา ดูที่พื้นสิ”
สายตาของเธอเบนลงไปตามคำบอก สิ่งที่เห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ที่ใจกลางวงกลมนั้นมีร่างของเด็กสาวคนหนึ่งถูกมัดไว้กับเสาไม้เก่าๆ ใบหน้าของเธอซีดเผือดเหมือนศพแต่หน้าอกยังกระเพื่อมขึ้นลงช้าๆ รอบตัวเด็กสาวมีหยดเลือดที่ถูกวาดเป็นอักขระโบราณเชื่อมโยงไปยังร่างของซากศพทั้งหลาย
“ศรัณย์... เราต้องช่วยเธอ” รินรดาขยับตัว แต่ศรัณย์คว้าข้อมือเธอไว้แน่น
“ถ้าเราก้าวเข้าไปตอนนี้ เราจะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องสังเวยทันที ดูดีๆ นั่นไม่ใช่คนธรรมดา แต่นั่นคือร่างทรงที่ถูกเลือกไว้สำหรับพิธีปิดกล่องดวงวิญญาณ... คนที่ทำแบบนี้ไม่ได้ต้องการแค่ชีวิต แต่มันต้องการ 'ภาชนะ'”
ทันใดนั้น ร่างของเด็กสาวที่ดูเหมือนไร้สติก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาของเธอไม่ได้เป็นสีขาวหรือดำ แต่กลับว่างเปล่าราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง มุมปากของเด็กสาวค่อยๆ ฉีกยิ้มกว้างจนน่าสยดสยองเกินกว่ามนุษย์จะทำได้
“มาถึงจนได้นะ... ทายาทผู้ทรยศ” เสียงแหบพร่าดังก้องขึ้นในหัวของทั้งสองคน ไม่ใช่เสียงที่ออกมาจากปากเด็กสาว แต่มันดังออกมาจากกำแพงทุกด้านของตึก
ศรัณย์ขมวดคิ้วแน่น เขารู้จักเสียงนี้... เสียงที่เขาหลบหนีมาตลอดหลายปี เสียงของคนที่พรากทุกอย่างไปจากชีวิตเขา
“แกยังไม่ตายอีกหรือ...” ศรัณย์คำรามออกมาด้วยความโกรธที่ปิดไม่มิด
รินรดามองดูศรัณย์สลับกับร่างเด็กสาว หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเมื่อเห็นเงาสีดำทมิฬค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากเงามืดหลังเสาไม้ เงานั้นค่อยๆ คลี่คลายออกมาเป็นชายร่างสูงในชุดคลุมสีเทาที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด มันก้าวออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะที่บาดลึกถึงกระดูก
“ยินดีต้อนรับสู่กับดักที่ข้าเตรียมไว้ให้แกโดยเฉพาะ ศรัณย์” ชายผู้นั้นหยุดลงตรงหน้าเด็กสาว ก่อนจะหันมามองทั้งสองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาต “ในเมื่อแกไม่ยอมกลับไปรับตำแหน่ง ก็จงกลายเป็นเชื้อเพลิงในพิธีบูชายัญนี้ซะ เพื่อที่ข้าจะได้อัญเชิญ 'สิ่งนั้น' กลับมาสู่โลกนี้อีกครั้ง”
ศรัณย์ชักมีดอาคมออกมาจากฝัก แสงสีฟ้าหม่นของตัวมีดสว่างขึ้นในความมืด แต่ก่อนที่เขาจะได้ขยับตัว ร่างของเด็กสาวก็พุ่งเข้าหาพวกเขาด้วยความเร็วเหนือธรรมชาติ กรงเล็บที่แหลมคมของเธอแทงทะลุผ่านอากาศเข้ามาหาลำคอของรินรดาอย่างรวดเร็ว
ขอให้ทุกท่านติดตามตอนต่อไปในความมืดมิดที่กำลังจะกลืนกินทุกอย่างนะครับ
เข็มทิศมองวิญญาณครับ
นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 9
กับดักในตึกร้าง
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!