“คำพูดสุดท้ายที่เขาฝากไว้กับภรรยาก่อนหายตัวไป คือคำว่า ‘มันกลับมาทวงหนี้แล้ว’... คุณคิดว่าเขาหมายถึงหนี้อะไรครับ รินรดา?”
ศรัณย์วางแฟ้มคดีลงบนโต๊ะไม้โอ๊กของสำนักงานสืบสวนสอบสวน กลางดึกคืนนี้มีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะที่ขับเน้นให้ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึมยิ่งกว่าปกติ เขามองรอยคราบกาแฟบนเอกสารที่รินรดาเพิ่งส่งให้ มือของเธอสั่นเล็กน้อยขณะวางปืนพกคู่กายลงข้างแฟ้มนั้น
รินรดากอดอก สายตาจ้องเขม็งไปที่รูปถ่ายของ ‘วิชัย’ นักการเมืองท้องถิ่นผู้ทรงอิทธิพลที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยจากห้องทำงานที่ล็อคจากด้านใน “ในมุมมองของตำรวจ มันคือหนี้ธุรกิจครับศรัณย์ แต่อย่าถามหาหลักฐานในที่เกิดเหตุ เพราะห้องนั้นปิดตายสนิท วงจรปิดจับภาพได้แค่เขาเดินเข้าไป... แล้วก็ไม่มีใครเห็นเขาเดินออกมาอีกเลย”
“ปิดตายจากข้างใน แต่ม่านหน้าต่างถูกเปิดทิ้งไว้ครึ่งหนึ่ง” ศรัณย์พึมพำ เขาหยิบรูปถ่ายมุมกว้างขึ้นมาพินิจ “คุณรินครับ วิทยาศาสตร์อธิบายการหายตัวไปของคนหนึ่งคนในห้องสี่เหลี่ยมไม่ได้ แต่บางครั้ง... ร่องรอยที่ทิ้งไว้บนกำแพงอาจจะบอกอะไรเราได้มากกว่าที่เห็น”
“อย่าบอกนะว่าคุณเห็นอะไรอีกแล้ว” รินรดาถอนหายใจพลางขยับตัวเข้ามาใกล้ ความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวศรัณย์ทำให้เธอต้องกระชับเสื้อคลุม “ที่นั่นมีรายงานว่าคนในบ้านได้ยินเสียงสวดมนต์ภาษาแปลกๆ ตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนหน้า”
“นั่นไม่ใช่คำสวดมนต์ครับ แต่มันคือเสียงเรียก” ศรัณย์ตอบเสียงเรียบ เขาลุกขึ้นยืนเดินไปที่บอร์ดสืบสวนที่มีภาพของ ‘ธนากร’ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ศรัณย์จับตามองมานาน “ธนากรและวิชัยเป็นหุ้นส่วนกันมาตลอดสิบปี คนหนึ่งทำหน้าที่ฟอกขาว อีกคนคอยเช็ดรอยเลือด แต่วันนี้... หุ้นส่วนที่ภักดีกลับกลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในคดีที่น่าจะเกี่ยวพันกับเรื่องไสยศาสตร์สายดำที่ผมเคยเตือนคุณไว้”
รินรดาขมวดคิ้ว “ธนากรเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม การจะดึงเขาเข้ามาในคดีที่โยงถึงเรื่องลี้ลับ คุณต้องมีหลักฐานที่หนักแน่นพอ ไม่งั้นเราสองคนได้ถูกเด้งออกจากกรมก่อนจะทันได้ไขคดีแน่ๆ”
“หลักฐานชิ้นนั้น... กำลังรอเราอยู่ที่บ้านของวิชัยครับ” ศรัณย์หยิบเสื้อโค้ทขึ้นมาสวม “ไปเถอะครับ ก่อนที่วิญญาณของผู้ที่จากไปจะหมดความอดทนจนตัดสินใจทำอะไรที่เรารั้งไม่อยู่”
---
รถยนต์คันหรูแล่นเข้าสู่คฤหาสน์สไตล์โมเดิร์นของวิชัย บรรยากาศภายในบ้านเงียบเชียบจนได้ยินเสียงหัวใจของตนเอง ศรัณย์ก้าวลงจากรถก่อนจะหยุดชะงัก สายตาของเขาเปลี่ยนไปทันทีที่มองไปยังชั้นสองของตัวบ้าน รินรดาหยิบไฟฉายขึ้นมาเตรียมพร้อม เธอสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของศรัณย์จึงกระซิบถาม
“คุณเห็นอะไร”
“เงาครับ... เงาที่ไม่ใช่ของคน” ศรัณย์เดินนำขึ้นไปยังห้องทำงานชั้นสอง ทันทีที่ผลักบานประตูเข้าไป กลิ่นกำยานจางๆ ผสมกับกลิ่นคาวเลือดที่จางมากจนแทบไม่ได้กลิ่นก็ลอยมาแตะจมูก ศรัณย์หยิบเข็มทิศพกพาออกมา เข็มสีดำด้านในหมุนคว้างอย่างบ้าคลั่ง
“รินครับ ถอยไปข้างหลัง” ศรัณย์สั่งเสียงเฉียบ
เขาคว้ากริชเงินเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ วาดลงในอากาศเป็นรูปอักขระโบราณ แสงสีฟ้าหม่นวูบขึ้นเพียงชั่วขณะก่อนจะดับลง เผยให้เห็นรอยจารึกที่ซ่อนอยู่หลังวอลเปเปอร์สีขาว รอยจารึกนั้นไม่ได้เขียนด้วยหมึก แต่เขียนด้วย 'รอยเลือด' ที่แห้งกรังจนกลายเป็นสีดำ
“นี่มันอะไรกัน...” รินรดาอุทานขณะส่องไฟไปที่กำแพง “นี่มันรายชื่อคนตาย... แล้วชื่อสุดท้ายคือ ‘ศรัณย์’?”
ศรัณย์นิ่งอึ้ง หัวใจของเขากระตุกวูบ เขาไม่เคยรู้จักวิชัยเป็นการส่วนตัวมาก่อน แล้วทำไมชื่อของเขาถึงไปปรากฏในห้องทำงานของนักการเมืองที่หายสาบสูญได้?
“ดูนี่สิครับ” ศรัณย์ชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้อง มีกล่องไม้แกะสลักวางอยู่บนโต๊ะทำงาน ภายในนั้นไม่ได้มีเอกสารสำคัญ แต่เป็นรูปถ่ายใบหนึ่ง... รูปถ่ายวัยเด็กของเขาที่ถ่ายคู่กับพ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว ในรูปนั้นมีมือปริศนาวางอยู่บนไหล่ของศรัณย์วัยเด็ก มือที่ดูบิดเบี้ยวและมีรอยสักยันต์ที่คุ้นตา
ความทรงจำจากตอนที่แล้วผุดขึ้นมาในหัวทันที *‘ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... ลูกชายที่รัก’*
ประตูห้องทำงานที่เพิ่งปิดลงไป บัดนี้กลับเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางที่ดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เขาคือธนากร... คนที่ศรัณย์พยายามจะเปิดโปง แต่ในวินาทีนี้ สายตาของธนากรกลับดูเลื่อนลอยเหมือนคนที่ถูกควบคุม
“ของที่ระลึกที่ผมตามหามานาน” ธนากรเอ่ยเสียงแหบพร่า น้ำเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของนักธุรกิจผู้สุขุม แต่เป็นเสียงที่คุ้นหูจนศรัณย์ต้องหยุดหายใจ “พ่อเก็บไว้ให้แกมาตลอด... ศรัณย์... ถึงเวลาที่แกต้องชดใช้หนี้เลือดที่พ่อแกทิ้งไว้แล้ว”
ศรัณย์หันไปมองรินรดาที่ตอนนี้ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสะกด แต่สิ่งที่ทำให้ศรัณย์แทบคลั่งไม่ใช่คำขู่ของธนากร... หากแต่เป็นเสียงกระซิบที่ดังออกมาจาก 'กระจกเงา' บานใหญ่ในห้องนั้น
กระจกที่เงาสะท้อนของศรัณย์... ไม่ได้กำลังหันหน้าตามเขา แต่มันกำลังยืนแสยะยิ้มกว้าง ในขณะที่ตัวจริงของศรัณย์ยังคงยืนนิ่งด้วยความตระหนก!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของผมและวิญญาณอาฆาตนะครับ ขอบคุณครับ
นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 36
คดีนักการเมืองหายสาบสูญ
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตามรณะ: บันทึกคดีวิญญาณอาฆาต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!