เสียงกระแทกของถ้วยกระเบื้องเคลือบสีครามลงบนโต๊ะไม้สักหนาหนัก ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานส่วนตัวในยามวิกาล บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยไอเย็นยะเยือกจากเครื่องปรับอากาศ ผสมผสานกับความเคร่งเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวันของชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้าน
ศิลาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด นิ้วเรียวยาวนวดคลึงขมับทั้งสองข้างเพื่อขับไล่ความอ่อนล้า เอกสารกองโตบนโต๊ะยังคงรอการสะสาง แต่สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวสมองของเขากลับไม่ใช่ตัวเลขผลประกอบการ หรือเล่ห์เหลี่ยมของคู่แข่งทางธุรกิจ หากแต่เป็นกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและน้ำซุปเคี่ยวเคี่ยวจากฝ่ามือของหญิงสาวคนหนึ่ง
แอ๊ด...
เสียงเปิดประตูแผ่วเบาพร้อมกับร่างระหงของรินรดาที่ก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมถาดไม้รองถ้วยกระเบื้องที่มีไอความร้อนพวยพุ่งขึ้นมาลอยละล่อง ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองสามีจอมบ้างานที่ยังคงนั่งหน้าเคร่งเครียดอยู่หน้ากองเอกสาร นางวางถาดลงบนโต๊ะทำงานอย่างเบามือ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่ทรงพลัง
"ถ้าคุณยังไม่อยากล้มป่วยไปเสียก่อน กรุณาหยุดสายตาจากกระดาษพวกนั้นแล้วมองหน้าฉันสักสามวินาทีครับ... คุณศิลา"
ศิลาเงยหน้าขึ้น ดวงคมเข้มที่เคยฉายแววเยชาชาและเฉียบขาดต่อโลกภายนอก บัดนี้กลับอ่อนแสงลงทันทีเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ซ่อนความดุเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มบางเบา เขายอมวางปากกาในมือลงอย่างว่าง่าย ราวกับลูกเสือตัวใหญ่ที่ยอมสยบให้แก่ผู้ฝึกสอนคนโปรด
"ผมนึกว่าคุณหลับไปแล้วเสียอีก ริน..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เจือความเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด
"ถ้าฉันไม่เข้ามาดู คุณคงนั่งทำงานจนถึงเช้าโดยไม่แตะต้องอะไรเลยสินะคะ... อ๊ะ หมายถึง นะครับ" รินรดาเผลอหลุดสำนวนติดปาก แต่ก็รีบแก้คำพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนชามกระเบื้องลายครามตรงหน้าให้ขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มมากยิ่งขึ้น "วันนี้ฉันทำซุปกระดูกหมูตุ๋นรากบัวใส่พริกไทยดำสูตรพิเศษ เป็นครั้งแรกที่คุณจะได้ชิมฝีมือฉันตอนดึกๆ แบบนี้ ลองดูสิครับว่ารสชาติจะถูกปากท่านประธานผู้เย่อหยิ่งคนนี้หรือเปล่า"
กลิ่นหอมละมุนของน้ำซุปที่เคี่ยวเคี่ยวจนงวดได้ที่ ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องทันทีที่ฝาปิดถูกเปิดออก กลิ่นหอมหวานธรรมชาติของรากบัวผสมผสานกับความเผ็ดร้อนนุ่มนวลของพริกไทยดำชั้นดี และความหวานกลมกล่อมจากกระดูกหมูที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่มละลายในปาก มันไม่ใช่แค่กลิ่นอายของอาหารธรรมดา แต่เป็นกลิ่นไอความอบอุ่นที่ถูกปรุงแต่งขึ้นด้วยความใส่ใจ
ศิลาชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบมองชามซุปตรงหน้าสลับกับใบหน้าเนียนนุ่มของภรรยา เขาไม่เคยคิดเลยว่า ชีวิตที่ถูกรายล้อมไปด้วยผลประโยชน์ เงินตรา และความหวาดระแวง จะมีสักวันที่ถูกเยียวยาด้วยซุปชามเดียวจากมือของหญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ
ชายหนุ่มตักน้ำซุปสีอำพันใสขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วจิบคําแรกเข้าปาก ความร้อนละมุนแผ่ซ่านไปทั่วช่องอก ปลุกประสาทสัมผัสทุกส่วนที่ด้านชาจากการทำงานหนักให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง รสชาติกลมกล่อม หอมหวาน ละมุนลิ้น และเผ็ดร้อนปลายลิ้นพอดิบพอดี มันไม่ใช่รสชาติจากเชฟมิชลินราคาแพง แต่เป็นรสชาติที่มีเพียง "รินรดา" คนเดียวในโลกที่สามารถทำมันออกมาได้
"อร่อย..." ศิลาเอ่ยพึมพำออกมาเบาๆ ดวงตาคมมองตรงมาที่นางเอกด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย "อร่อยจนผมไม่อยากแบ่งให้ใครกินอีกเลย..."
"ปากหวานเสียจริงนะคะ... เอ๊ย นะครับ" รินรดาแกล้งค้อนใส่เบาๆ ทว่ามุมปากกลับระบายยิ้มกว้างด้วยความพึงพอใจ "ทานให้อหมดนะครับ ถือเป็นการเติมพลังก่อนที่คุณจะเคลียร์เอกสารกองนั้นให้เสร็จ"
บรรยากาศภายในห้องทำงานที่เคยอึมครึม บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความหวานชื่นและกลิ่นหอมกรุ่นของซุปร้อนๆ เคมีระหว่างสามีสายเปย์ผู้คลั่งรักกับภรรยาฝีมือเอกทำให้ห้องสี่เหลี่ยมนี้อบอุ่นยิ่งกว่าเตาผิงไฟในฤดูหนาว ศิลาตักซุปทานอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีสายตาของรินรดาคอยมองดูด้วยความเอ็นดู
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นาน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างรุนแรงและไร้ซึ่งมารยาท ขัดจังหวะบรรยากาศอันแสนอบอุ่นในห้องทำงานส่วนตัวลงอย่างไม่ใยดี ศิลาขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าหล่อเหลากลับคืนสู่ความเย็นชาและน่าเกรงขามในเสี้ยววินาที รินรดาเองก็หันไปมองทางประตูกระจกฝ้าด้วยความประหลาดใจ
ก่อนที่ทั้งคู่จะทันได้เอ่ยปากอนุญาต ประตูบานหรู1ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้การเคารพ ร่างท้วมของป้าสะใภ้จอมโลภแห่งตระกูลใหญ่ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้อง พร้อมกับรอยยิ้มหยันที่เคลือบยาพิษบนใบหน้าหนาเตอะ
"แหมๆ ดึกดื่นค่ำคืนแบบนี้ สองสามีภรรยาคงสวีทกันจนลืมโลกเลยสินะคะคุณศิลา... ถึงว่าล่ะ ปล่อยให้ฉันกับน้องรอข้างล่างตั้งนานสองนาน ที่แท้ก็แอบมานั่งกินข้าวกันสองต่อสองนี่เอง!"
รินรดาหรี่ตามองผู้มาเยือนอย่างรู้ทัน รอยยิ้มเยдяบนมุมปากปรากฏขึ้นช้าๆ นางวางช้อนในมือลงอย่างใจเย็น ก่อนจะหันไปสบตากับศิลาที่กำลังส่งสายตาเจ้าเล่ห์กลับมา ราวกับกำลังบอกเป็นนัยว่า... *เหยื่อเดินมาติดกับดักเองโดยไม่ต้องออกแรงต้อนเลยทีเดียว*
"นั่นสิคะ... ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ป้ายังอุตส่าห์ถ่อสังขารมาถึงห้องทำงานส่วนตัวของสามีฉันได้" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือน "หรือว่า... เงินก้อนโตที่เพิ่งเอาไปเมื่อเดือนก่อน มันละลายหายไปกับสายลมจนหมดเกลี้ยงแล้วล่ะคะ?"
คำพูดจี้ใจดำนั้นทำให้หน้าของป้าสะใภ้เปลี่ยนสีทันที ร่างท้วมสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยว นางอ้าปากเตรียมจะแผדเสียงโวยวายตามนิสัยเดิม แต่ทว่า... ก่อนที่เสียงแหลมๆ นั้นจะได้หลุดออกมาจากลำคอ ศิลากลับยกมือขึ้นห้ามด้วยท่าทางเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก ซึ่งทำให้คนมองต้องขนลุกซู่ไปจนถึงกระดูกสันหลัง
"ก่อนที่ป้าจะพูดอะไรออกมา..." ศิลาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ กวาดสายตาดุจพญาอินทรีมองผู้เป็นป้าสะใภ้ "ช่วยดูให้ดีเสียก่อนว่า... ใครคือเจ้าของบริษัทแห่งนี้ และใครคือคนที่อนุญาตให้ป้าก้าวเท้าเข้ามาเหยียบที่นี่!"
สิ้นคำพูดอันทรงพลัง บรรยากาศในห้องก็ดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งทันที รินรดายกถ้วยซุปขึ้นจิบช้าๆ อย่างใจเย็น รอคอยชมการฟาดฟันขั้นเด็ดขาดที่กำลังจะอุบัติขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า...
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความอบอุ่นและคมดาบในบทนี้ด้วยกันนะครับ
กาแฟโบราณแก้วโต
กับข้าวร้านข้างทาง กับคุณชายสายเปย์ผู้หิวโหย•ตอนที่ 23
กลิ่นไอรักในห้องครัว
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวร้านข้างทาง กับคุณชายสายเปย์ผู้หิวโหย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!