เสียงโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดบนโต๊ะทำงานส่งเสียงแผ่วเบาติดต่อกันเป็นครั้งที่สาม ท่ามกลางความเงียบงันของห้องครัวที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จ รินรดากำลังใช้ผ้าสะอาดเช็ดเคาน์เตอร์สแตนเลสจนขึ้นเงา ดวงตาคู่สวยเหลือบมองหน้าจอที่แสดงชื่อของเลขาธิการคนสนิทของคุณชายศิลา
นี่ไม่ใช่เวลาปกติที่อีกฝ่ายจะโทรมา ยิ่งดึกดื่นค่อนไปทางเที่ยงคืนแบบนี้ ย่อมมีเหตุการณ์ไม่ปรกติเกิดขึ้นหลังกำแพงคฤหาสน์หลังใหญ่ตระกูลอัครเดชากุลอย่างแน่นอน
"คุณรินรดาครับ ขออภัยที่ต้องรบกวนยามวิกาล... แต่คุณศิลาอาการไม่สู้ดีเลยครับ ไข้ขึ้นสูงมากและเพ้อเรียกหาแต่คุณริน..." ปลายสายกล่าวด้วยน้ำร้อนรนจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
รินรดานิ่งงัดไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความตกใจ แต่เพราะความทรงจำเกี่ยวกับชายหนุ่มผู้เย่อหยิ่ง เย็นชาต่อคนทั้งโลก แต่กลับกลายร่างเป็นลูกสุนัขตัวโตที่คอยอ้อนขออาหารฝีมือเธอทุกครั้งที่พบหน้า ผุดขึ้นมาในหัว
"ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ครับ" เธอตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยว ก่อนจะคว้ากระเป๋าผ้าใบโปรดแล้วก้าวออกจากร้านทันที
รถยนต์คันหรูสีดำสนิทมารอรับเธออยู่ก่อนแล้วที่หน้าปากซอยราวกับรู้หน้าที่ พลขับก้มศีรษะให้เธอด้วยความเคารพอย่างสูงตั้งแต่เธอก้าวขึ้นรถ บรรยากาศภายในห้องโดยสารเงียบสงบ มีเพียงกลิ่นอายของความกังวลที่ลอยอบอวลอยู่จางๆ รินรดามองทัศนียภาพยามค่ำคืนนอกกระจกหน้าต่าง แสงไฟนีออนจากตึกรามบ้านช่องค่อยๆ เลือนหาย ถูกแทนที่ด้วยแนวต้นไม้ใหญ่และรั้วเหล็กดัดอลังการของคฤหาสน์หลังโตที่เธอก้าวเข้ามาไม่กี่ครั้ง
เมื่อประตูห้องนอนใหญ่บนชั้นสองเปิดออก กลิ่นอายความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศปะทะเข้ากับใบหน้า รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของคุณชายศิลานอนซมอยู่บนเตียงนอนคิงไซส์สีเข้ม ใบหน้าคมคายที่ปกติมักจะเรียบเฉยและทรงอำนาจ บัดนี้กลับมีเม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ริมฝีปากแห้งผากและซีดเซียว ลมหายใจเข้าออกร้อนผ่าวจนน่าตกใจ
"คุณศิลา..." เธอเรียกเบาๆ พลางเดินเข้าไปใกล้
ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาที่มักจะคมกริบดั่งเหยี่ยวปรือขึ้นช้าๆ เมื่อรับรู้ถึงสัมผัสคุ้นเคย และกลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ ที่ลอยมาแตะจมูก มือหนาที่ร้อนจัดคว้าข้อมือเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงความฝัน
"คุณ... ริน" เสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากลำคอ "ผมหนาว..."
รินรดานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง หัวใจที่เคยตั้งกำแพงหนาแน่นพลันกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ ผู้ชายคนที่คอยกว้านซื้อวัตถุดิบราคาแพงมาให้เธอทำอาหาร คนที่คอยปกป้องเธอจากสายตาดูถูกของญาติๆ สายเลือดเดียวกัน ยามนี้กลับนอนป่วยเจ็บไร้พิษสงอยู่ตรงหน้า
"รู้ตัวไหมครับว่าเป็นผู้ใหญ่ประสาอะไร ป่วยการเมืองหรือไงถึงปล่อยให้ไข้ขึ้นสูงขนาดนี้" น้ำเสียงของเธอแม้จะเจือแววต่อว่า แต่กลับแฝงความห่วงใยไว้อย่างแนบเนียน
เธอสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป มือเรียวรีบจัดการเปลี่ยนผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดตามใบหน้า ลำคอ และฝ่ามือให้อย่างเบามือ ความร้อนจากตัวเขาส่งผ่านผืนผ้าขนหนูมาถึงมือเธอ ศิลาหลับตาลงรับสัมผัสนั้นอย่างว่าง่าย ผิดวิสัยประธานบริษัทหนุ่มผู้เย่อหยิ่งโดยสิ้นเชิง
แต่ในยามวิกาลที่เงียบงันเช่นนี้ ท้องฟ้าด้านนอกกลับส่งเสียงคำรามครืนครั่น เมฆฝนตั้งเค้าดำทะมึน และไม่นานนัก หยดน้ำฝนเม็ดใหญ่ก็เริ่มโปรยปรายกระทบกระจกหน้าต่าง เสียงสายฝนที่สาดซัดทำให้บรรยากาศภายในห้องกว้างใหญ่ยิ่งดูอ้างว้างและเงียบเหงาลงไปอีก
รินรดารู้ดีว่ายาแผนปัจจุบันอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะดึงสติและพลังชีวิตของผู้ชายคนนี้ให้กลับมาเป็นปกติได้โดยเร็ว เธอลุกขึ้นเดินสำรวจห้องครัวขนาดเล็กภายในปีกตึกส่วนตัวของเขา เปิดตู้เย็นดูวัตถุดิบพบว่ามีข้าวโอ๊ต เนื้อไก่ฉีกคุณภาพดี และขิงแก่สดใหม่ที่แม่บ้านจัดเตรียมไว้สำหรับทำอาหารอ่อนๆ
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของหญิงสาว ในเมื่อแพทย์ประจำตัวยังเดินทางมาไม่ถึง และไข้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง เธอคงต้องใช้วิธีการบำบัดแบบฉบับเชฟมือทอง
เตาแก๊สขนาดเล็กถูกจุดขึ้น หม้อใบย่อมส่งเสียงน้ำเดือดปุดๆ รินรดาจัดการซอยขิงแก่เป็นเส้นบางเฉียบลงไปต้มกับน้ำซุปกระดูกไก่เคี่ยวเคี่ยวจนส่งกลิ่นหอมฉุยกลบกลิ่นยาคละคลุ้งในห้อง ความเผ็ดร้อนละมุนของขิงผสานกับความหวานกลมกล่อมของน้ำซุป ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บจากพิษไข้ได้เป็นอย่างดี เธอบรรจงใส่ข้าวสุทธิลงไปเคี่ยวจนแตกตัวเป็นเนื้อเดียวกัน ปรุงรสด้วยเกลือทะเลเพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ร่างกายของผู้ป่วยต้องทำงานหนักเกินไป
ไม่นานนัก กลิ่นหอมกรุ่นของ "โจ๊กขิงสดไก่ฉีก" ก็ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณห้องนอนใหญ่ กลิ่นอายความอบอุ่นแบบโฮมเมดตัดกับความหรูหราเย็นชาของคฤหาสน์หลังนี้อย่างสิ้นเชิง
รินรดากลับมาที่เตียงพร้อมชามกระเบื้องเคลือบสีขาวในมือ เธอยันตัวศิลาให้ลุกขึ้นพิงหัวเตียง ชายหนุ่มลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาสสีเข้มมองชามโจ๊กในมือเธอสลับกับใบหน้าของเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"ทานเสียหน่อยครับ จะได้กินยาตาม" เธอตักโจ๊กคำเล็กๆ เป่าเบาๆ จนไอความร้อนจางลง แล้วจ่อ0ไว้ใกล้ริมฝีปากของเขา
ศิลานิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบทอดมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย เขาอ้าปากรับโจกร้อนๆ เข้าไป รสชาติเผ็ดร้อนอบอุ่นของขิงกระจายไปทั่วช่องปาก ปลุกประสาทสัมผัสที่อิดโรยให้ฟื้นคืนชีพทีละน้อย ความอบอุ่นจากอาหารแล่นพล่านลงสู่ท้อง ทว่าความอบอุ่นที่แท้จริงกลับมาจากปลายนิ้วที่ประคองชาม และสายตาที่เฝ้ามองเขาอย่างไม่วางตาต่างหาก
"อร่อยไหมครับ" เธอถามเสียงนุ่ม เมื่อเห็นเขาจัดการจนหมดชาม
"อร่อย..." ศิลาตอบเสียงแหบพร่า แต่แววตาเป็นประกายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มือหนายื่นออกไปหมายจะกุมมือเธอไว้เหมือนเดิม ทว่าจังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็กรีดแทรกบรรยากาศอันเงียบงันขึ้นเสียก่อน
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
ประตูห้องนอนเปิดออกช้าๆ โดยไม่รอให้เจ้าของอนุญาต ร่างชราทว่าสง่างามของ "คุณหญิงแม่" แห่งตระกูลอัครเดชากุล ก้าวเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่บึ้งตึงและสายตาดุร้ายที่มองตรงมายังรินรดา
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว สะใภ้ร้านข้างทางอย่างเธอ... มีสิทธิ์อะไรมาอยู่ในห้องนอนลูกชายฉันตามลำพัง?"
บรรยากาศในห้องพลิกผันจากความอบอุ่นกลายเป็นเย็นเยียบในพริบตา ศิลาขมวดคิ้วมุ่นเตรียมจะเอ่ยปากปกป้องภรรยา แต่รินรดากลับยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน เธอยิ้มรับรอยยิ้มเย็นชาของผู้เป็นแม่สามีอย่างไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
"คุณแม่มาก็ดีเลยครับ..." รินรดาหันไปสบตากับหญิงสูงวัยด้วยแววตาที่คมกริบไม่แพ้กัน "ผมกำลังจะบอกคุณพอดีว่า... ลูกชายของคุณแม่ กำลังจะตกเป็น 'เชลย' ของฝีมืออาหารผมไปตลอดชีวิตเสียแล้วครับ"
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับเรื่องราวของผมนะครับ
กาแฟโบราณแก้วโต
กับข้าวร้านข้างทาง กับคุณชายสายเปย์ผู้หิวโหย•ตอนที่ 22
ค่ำคืนที่เงียบเหงา
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวร้านข้างทาง กับคุณชายสายเปย์ผู้หิวโหย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!