"เจตంటกระบี่ของพวกมันหาใช่ปราณมนุษย์... หากแต่เป็นกลิ่นอายแห่งซากศพที่ถูกควักออกจากขุมนรก!"
สุ้มเสียงของเฟยหลงต่ำทุ้มราวกับเสียงคำรามจากก้นบึ้งของปฐพี ในยามที่คลื่นพลังปราณระดับเซียนแท้จริงนับสิบสายกรีดผ่านม่านฟ้าทิศบูรพาลงมาดั่งดาวตกแผดเผา ความกดดันระดับมหภาคแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายหนาทึบราวกับถูกหลอมด้วยเหล็กน้ำพี้ หน้ากากทองคำนับร้อยชิ้นที่ลอยคว้างอยู่เบื้องบนยังคงส่งเสียงหัวเราะประสานกันระงมจนแก้วหูสั่นสะท้าน ทว่าในวินาทีวิกฤตินั้นเอง ร่างระหงของไป่หลันก็ก้าวเข้ามาเคียงข้าง แผ่นหลังบอบบางที่ห่อหุ้มด้วยอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์มิได้สั่นเทาแม้แต่น้อย ทว่ากลับแผ่ไอเย็นเยือกราวจับขั้วหัวใจออกมาต้านทานแรงกดดันระดับเซียนนั้นไว้
"พวกมันมิได้มาเพื่อเจรจา... แต่มาเพื่อฝังกลบพวกเราไว้ ณ ผืนป่ารกร้างแห่งนี้" ไป่หลันเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบเยือกเย็นดุจธารน้ำแข็งพันปี แต่นัยน์ตากลับสะท้อนเงาร่างของมหันตภัยที่กำลังพุ่งตรงมาอย่างชัดเจน นางยกมือเรียวดุจหยกสลักขึ้นวาดผ่านอากาศเบาๆ แผ่นน้ำแข็งอักขระโบราณนับพันแผ่นผุดขึ้นรอบตัวราวกับค่ายกลปะทุสวรรค์
เปรี้ยง!
เสียงระเบิดกัมปนาทสนั่นหวั่นไหว คลื่นพลังพรรคมารสายแรกพุ่งกระแทกเข้าใส่ค่ายกลน้ำแข็งของไป่หลันจนเกิดประกายไฟสีม่วงดำสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทนับสิบสายปรากฏขึ้นกลางอากาศ พวกมันสวมหน้ากากกระดูกอสูรและถืออาวุธวิญญาณโลหิตที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง นี่คือ "กองกำลังทมิฬโลหิต" ลูกสมุนมือขวาของเจ้าพรรคมารผู้เร้นกาย ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้ใช้พลังโลหิตกลืนกินวิญญาณบริสุทธิ์เป็นอาหาร
เฟยหลงไม่แม้แต่จะชายตามองกองกำลังเหล่านั้น แววตาของเขาทะนงตนและเยือกเย็นยิ่งกว่ากระบี่ในฝัก สติของเขาถูกหลอมรวมเข้ากับวิถีเต๋าแห่งกระบี่ไร้ลักษณ์ มือขวาที่กุมด้ามกระบี่มั่นเริ่มสั่นพับๆ มิใช่ด้วยความหวาดกลัว หากแต่เป็นความกระหายของคมกระบี่ที่ร่ำร้องหาเลือดเนื้อของเหล่ามารร้าย
"ศิษย์น้อง... เจ้าดูแลค่ายกลเบื้องหลัง ข้าจะเปิดทางให้เอง" เฟยหลงกล่าวสั้นๆ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยอำนาจเด็ดเดี่ยว
"ระวังตัวด้วย... ข้าไม่อนุญาตให้ท่านตายก่อนที่หนทางสู่เซียนจะบรรลุ" ไป่หลันปรายตามามองเขาเพียงนิดเดียว ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่นางจะสะบัดมือซัดฝ่ามือเหมันต์ทะลวงสวรรค์ออกไปอย่างไร้ความปรานี
พริบตาถัดมา ฉากการต่อสู้ครั้งใหญ่ก็อุบัติขึ้นอย่างดุเดือดตระการตา!
เงาร่างของเฟยหลงหายวับไปจากจุดยืนเดิม ราวกับสายลมไร้ร่องรอย เขาพุ่งทะยานเข้าหากลุ่มกองกำลังทมิฬโลหิตที่กรูเข้ามาดั่งฝูงตั๊กแตน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ถูกปลดปล่อยออกมาในรูปแบบของเส้นแสงสีเงินยวงที่บางเบาดั่งปีกจักจั่น ทว่าคมกริบเสียจนสามารถผ่าผืนฟ้าออกเป็นสองซีกได้ด้วยการตวัดเพียงครั้งเดียว
ฉับ! ฉับ! ฉับ!
เสียงเนื้อหนังและโลหิตถูกคมกระบี่เฉือนขาดดังประสานเสียงกับเสียงกรีดร้องโหยหวน เฟยหลงเคลื่อนไหวราวกับเทพเซียนผู้ลงมาทัณฑ์ทัณฑ์บน ทุกย่างก้าวที่เขาเหยียบย่างลงไปบนพื้นดิน ปราณกระบี่จะระเบิดออกเป็นดอกบัวกระบี่นับร้อยดอก สังหารลูกสมุนพรรคมารจนร่างแหลกสลายกลายเป็นละอองแสงสีดำ ทว่าพวกมันหาได้มีความกลัวไม่ ยิ่งเลือดสาดกระเซ็นมากเท่าไหร่ กลิ่นอายความกระหายเลือดของพวกมันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น
"ฮ่าๆๆๆ! สมแล้วที่เป็นผู้ถือครองกระบี่ไร้ลักษณ์! แต่คิดหรือว่าเจ้าจะต้านทาน 'ค่ายกลโลหิตกลืนวิญญาณ' ของพวกเราได้ทั้งหมด!" ผู้นำกองกำลังพรรคมารผู้หนึ่ง ซึ่งมีระดับพลังบำเพ็ญเพียรสูงถึงขั้นเซียนแท้จริงช่วงต้น แผדเสียงคำรามก้อง มันสะบัดมือเรียกกระบี่กระดูกมารเล่มมหึมาพุ่งตรงเข้าหมายปลิดชีพเฟยหลงจากด้านหลังในยามที่เขากำลังตวัดกระบี่รับมือกับสมุนนับสิบ
"ระวัง!" ไป่หลันอุทานเบาๆ หัวใจของนางกระตุกวูบ
แต่เฟยหลงหาได้สะดุ้งสะเทือนไม่ เขามีรอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย่อหยิ่ง ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยในขณะที่เขาพลิกข้อมืออย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องหันกลับไปมอง ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์แปรเปลี่ยนเป็นโล่พลังใสบริสุทธิ์สะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืน รับคมกระบี่กระดูกมารได้อย่างสมบูรณ์แบบจนเกิดประกายไฟสว่างวาบราวกับดวงอาทิตย์แผดเผาในยามวิกาล
"วิถีกระบี่... หาใช่การมองเห็นด้วยตา หากแต่เป็นการสัมผัสด้วยจิตวิญญาณที่เหนือกว่าพวกมดปลวกเช่นพวกเจ้า"
เฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานทรงพลัง เขาส่งกระแสจิตกระตุ้นแก่นแท้พลังปราณทั้งหมดในร่าง ทะลวงขีดจำกัดเดิมจนเกิดเสียงคำรามก้องจากภายในตันtian (ตันเถียน) ของตนเอง แรงกดดันระดับมหาศาลระเบิดออกเป็นวงกว้างจนพื้นดินรอบรัศมีร้อยลี้แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ร่างของผู้นำพรรคมารผู้เร้นกายสะอึกจนกระอักเลือดออกมาคำโต สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อพบว่าพลังของเฟยหลงกำลังก้าวข้ามขอบเขตที่มนุษย์จะเอื้อมถึงไปทีละน้อย
วิชาดาบและกระบี่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ท้องฟ้ายามราตรีถูกย้อมให้กลายเป็นสีเงินยวงสลับกับโลหิตฉาน ไป่หลันยืนมองแผ่นหลังอันองอาจของบุรุษผู้เป็นที่รักด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้ง นางรู้ดีว่าศึกครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมหาสงครามในยุทธภพที่กำลังจะมาถึง และวิถีเต๋าที่พวกเขากำลังเดินอยู่นั้นเต็มไปด้วยขวากหนามแห่งโชคชะตาที่ฟ้าดินกำหนดไว้
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังเข้าทางฝ่ายของเฟยหลง และคมกระบี่ไร้ลักษณ์กำลังจะปลิดชีวะผู้นำพรรคมารลงในดาบเดียว...
จู่ๆ ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวด้วยปราณกระบี่ก็พลันมืดสนิทลงอย่างไร้สาเหตุ เสียงหัวเราะอันน่าสะพรึงกลัวที่เคยดังมาจากหน้ากากทองคำนับร้อย กลับเงียบหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงราวกับภูเขาทั้งลูกกำลังเคลื่อนตัวกดทับลงมาจากเบื้องบน และที่น่าตกใจยิ่งกว่า...
แสงจันทร์สีนวลบนฟากฟ้ากลับกลายเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิตสดๆ พร้อมกับเงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติเบื้องหน้า ชายผู้สวมหน้ากากมังกรเพลิงและถือ "กระบี่กลืนตะวัน" ที่สาบสูญไปเมื่อพันปีก่อน กำลังจ้องมองมาที่เฟยหลงด้วยแววตาสมเพชเวทนา พร้อมกับเอ่ยคำพูดที่ทำให้ลมหายใจของเฟยหลงและไป่หลันต้องสะดุดกึก...
"ศิษย์รัก... เจ้าคิดว่าอาจารย์ของเจ้าตายเพราะฝีมือใครกันเล่า?"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงแห่งเต๋าไปกับตัวอักษรเหล่านี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
กระบี่นิรันดร์พยศรักนางเซียนเหมันต์•ตอนที่ 8
คืนล้อมจันทร์
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่นิรันดร์พยศรักนางเซียนเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!