"เจ้ารู้หรือไม่... รอยแผลเป็นที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่รอยแผลที่ประทับอยู่บนผิวเนื้อ หากแต่เป็นรอยแผลที่ถูกกาลเวลาฝังกลบไว้ใต้ก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งต่อให้ใช้โอสถทิพย์บรรพกาลหรือพลังปราณเซียนระดับใด ก็ไม่อาจลบเลือนมันให้จางหายไปได้"
น้ำเสียงของเฟยหลงราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยมวลพลังอัดอั้นราวกับภูเขาผาที่แบกรับฟ้าดินไว้ทั้งยวง เขานั่งนิ่งอยู่บนแผ่นศิลาโบราณ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย ท่ามกลางหมู่เมฆหมอกสีเทาทะมึนที่หมุนวนราวกับมีชีวิต เบื้องล่างคือเหวลึกไร้ก้นบึ้งที่ส่งเสียงคำรามกึกก้องคล้ายเสียงร่ำไห้ของวิญญาณนับหมื่น
ไป่หลันยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังนางเซียนแห่งสำนักเหมันต์นิรันดร์อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงเรืองรองจากผลึกน้ำแข็งพันปีที่นางพกติดกาย เส้นผมสีดำสนิทดุจหมึกจีนถูกรวบไว้ด้วยปิ่นหยกสลักลายวิหคสวรรค์ ทว่าแววตาคู่คมที่มักจะเยียบเย็นและห่างเหินจากโลกหล้า บัดนี้กลับทอดมองแผ่นหลังอันกำยำแต่โดดเดี่ยวของบุรุษเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเอ่ยคำ
นางไม่เคยเห็นเฟยหลงในสภาพนี้มาก่อน
บุรุษผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้กระบี่เพียงเล่มเดียวทะลวงผ่านค่ายกลหมื่นอสูรจนสะเทือนไปทั่วทั้งสามภพ บุรุษผู้ทะนงตนจนแม้แต่เงาของฟ้าดินก็ยังไม่ก้มหัวให้ บัดนี้ ไหล่ทั้งสองข้างของเขากลับลาดลงเล็กน้อย ราวกับความทรงจำบางอย่างที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมา กำลังบดขยี้กระดูกสันหลังของจอมยุทธ์ผู้ไร้พ่ายให้แหลกสลายลงทีละน้อย
"ข้าไม่เคยคิดอยากรู้เรื่องราวในอดีตของใคร... เจ้าก็รู้" ไป่หลันเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเย็นเยียบดุจธารน้ำแข็ง แต่กลับสั่นเครือเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวแทบไม่รู้ตัว "สำนักเหมันต์นิรันดร์สอนให้เราตัดขาดจากโลกีย์ ตัดสิ้นความผูกพันและอดีตอันไร้แก่นสาร... แต่วันนี้ เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่า หัวใจของเจ้ากำลังแบกรับน้ำหนักที่แม้แต่สวรรค์ก็ยังไม่อาจทานทน?"
เฟยหลงไม่หันกลับมามอง เขายกมือขึ้นสัมผัสรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณไหปลาร้าด้านซ้าย รอยแผลที่เกิดจากกระบี่มารโลหิตเมื่อเจ็ดปีก่อน—แต่นั่นไม่ใช่แผลที่เขากำลังพูดถึง
"เจ้าเข้าใจถูกแล้วไป่หลัน... อดีตคือพันธนาการ ผู้ที่ยังติดอยู่กับอดีตย่อมไม่สามารถก้าวไปถึงจุดสูงสุดแห่งเต๋าได้" เฟยหลงแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยันตัวเอง "ข้าเคยเชื่อเช่นนั้น ข้าเคยคิดว่าวิถีกระบี่ของข้าบริสุทธิ์ ดาบของข้าไร้ความลังเล เพราะข้าตัดขาดจากทุกสิ่งแล้ว... จนกระทั่งวันที่ข้ายืนอยู่บนยอดเขาอัคคีทมิฬ และมองดูร่างของอาจารย์ ค่อยๆ แหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีต่อหน้าต่อตา"
ลมหนาวพัดโชยผ่าน ยอดเขาเมฆาคล้อยสั่นสะเทือนเล็กน้อยตามแรงอารมณ์ที่แปรปรวนของเขา ไอสังหารสีขาวเงินแผ่พุ่งออกจากร่างของเฟยหลงโดยไม่รู้ตัว จนเกล็ดน้ำแข็งรอบกายแตกละเอียดเป็นผุยผง
ไป่หลันก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิกของเฟยหลง ช่วยดึงสติอันดำดิ่งของเขาให้กลับคืนมา นางไม่ได้พูดปลอบโยน เพราะนางรู้ดีว่าคนอย่างเฟยหลงไม่ต้องการความสงสารจากใคร สิ่งที่เขาต้องการคือการปลดปล่อย—หรืออย่างน้อยที่สุด ก็คือการได้ระบายความจริงที่ถูกกักขังไว้ในกรงขังแห่งความรู้สึกนึกคิดมาเนิ่นนาน
"ท่านอาจารย์... เป็นผู้สอนข้าจับกระบี่ครั้งแรกในชีวิต" เฟยหลงเริ่มเอ่ยต่อ น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบจากห้วงลึกของกาลเวลา "ท่านเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในยุคสมัยนั้น ผู้คนต่างขนานนามท่านว่า 'กระบี่เทวะไร้พ่าย' ชีวิตของท่านอุทิศให้แก่คุณธรรมและการปกป้องสำนักกระบี่เมฆา... แต่สิ่งที่ท่านได้รับตอบแทนจากผู้อาวุโสในสำนัก กลับเป็นการหักหลังอย่างเลือดเย็น"
ไป่หลันเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย นางเป็นถึงประมุขสำนักเหมันต์ ย่อมรู้ดีว่าการแก่งแย่งชิงดีในยุทธภพนั้นโสมมเพียงใด แต่การหักหลังภายในสำนักใหญ่ระดับนั้น มักแลกมาด้วยเลือดเนื้อและคราบน้ำตาเสมอ
"พวกมันเกรงกลัวอำนาจและจิตวิญญาณที่เที่ยงธรรมของอาจารย์ เกรงว่าวันหนึ่งท่านจะก้าวขึ้นครองตำแหน่งเจ้าสำนักสูงสุดและกวาดล้างพวกกังฉินเหล่านั้น" เฟยหลงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เสียงกระดูกลั่นกรอบดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน "ในคืนที่ฝนดาวตกกระหน่ำซัดสาด สำนักกระบี่เมฆาถูกล้อมด้วยค่ายกลมารโลหิต อาจารย์ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว... ข้าในตอนนั้นเป็นเพียงเด็กหนุ่มโง่เขลาที่คิดว่าโลกนี้มีความยุติธรรม ข้าวิ่งถือกระบี่ไม้เข้าไปในกองเพลิง หวังจะช่วยอาจารย์"
ภาพเหตุการณ์ในอดีตฉายชัดขึ้นในห้วงความคิดของเฟยหลง กลิ่นคาวเลือด กลิ่นไหม้ของเนื้อหนัง และเสียงกรีดร้องโหยหวนของศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมยังคงติดตรึงอยู่ในโสตประสาทไม่เคยเสื่อมคลาย
"อาจารย์... ใช้พลังปราณเฮือกสุดท้าย ผลักข้าตกหน้าต่างลงสู่เหวลึก เพื่อปกป้องชีวิตข้าไว้" เฟยหลงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มคำรามด้วยเสียงอสุนีย์บาต "ก่อนที่ร่างของท่านจะถูกคมดาบของพวกทรยศเสียบทะลวงอก สายตาที่ท่านมองมาที่ข้า... ไม่มีแม้แต่ความหวาดกลัว มีเพียงความห่วงหาอาทร และคำสั่งเสียสุดท้ายที่สลักลึกอยู่ในดวงจิตของข้า..."
"ท่านว่าอย่างไร?" ไป่หลันเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา นางรู้สึกราวกับว่าหัวใจของตนเองถูกบีบอัดด้วยมือที่มองไม่เห็น
"'จงมีชีวิตอยู่... จงใช้กระบี่ของเจ้า ทวงคืนความยุติธรรมให้แก่แผ่นดินนี้ และ... อย่าได้มีความรัก เพราะความรักจะทำให้ดาบของเจ้าไร้คม'" เฟยหลงแค่นยิ้มขื่นๆ "น่าขันสิ้นดี... ข้าทำตามคำสั่งของท่านทุกอย่าง ข้าฝึกฝนวิถีกระบี่จนบรรลุขอบเขตเซียนกระบี่ไร้ลักษณ์ ข้าไล่ล่าล้างบางพวกทรยศทีละคนจนพวกมันต้องคุกเข่าขอชีวิตต่อหน้าคมดาบของข้า... ข้าคิดว่าข้าทำสำเร็จแล้ว ข้าคิดว่าวิญญาณของอาจารย์จะสงบสุข"
"แต่เจ้ากลับพบว่า... มันไม่ใช่เช่นนั้นใช่ไหม?" ไป่หลันต่อประโยคให้ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
"ใช่..." เฟยหลงหันกลับมาสบตาคู่งามของนาง แววตาที่เคยแข็งกร้าวและว่างเปล่า บัดนี้กลับสะท้อนภาพเงาของหญิงสาวตรงหน้าอย่างชัดเจน "ยิ่งข้าแข็งแกร่งขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งข้าตัดขาดจากโลกมนุษย์มากเท่าไหร่ ความว่างเปล่าในอกก็ยิ่งแผ่ขยายกว้างขึ้นเท่านั้น การแก้แค้นไม่ได้ทำให้จิตใจสงบลง มันเป็นเพียงการเติมเชื้อเพลิงให้กองไฟแห่งความแค้นโหมกระหน่ำหนักกว่าเดิม... จนกระทั่งข้าได้พบเจ้า"
ไป่หลันสะท้อนใจวูบ นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวเมื่อกระแสความร้อนระอุจากสายตาของบุรุษตรงหน้าพุ่งเข้าประชิด
"ไป่หลัน..." เฟยหลงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายของเขาสوนสะท้อนด้วยพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัว แต่ย่างก้าวที่เดินเข้าไปหานางกลับมั่นคงและอ่อนโยนอย่างประหลาด "เจ้าคือสตรีคนแรกที่ทำให้ข้ารู้สึกว่า โลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความตายและการฆ่าฟัน เจ้าผู้เย็นชาดุจน้ำแข็ง กลับเป็นคนเดียวที่กล้าเอื้อมมือมาสัมผัสเปลวไฟในใจของข้า... คำสอนของอาจารย์บอกให้ข้าไร้รักเพื่อความแข็งแกร่ง แต่ข้ากลับพบว่า... การมีเจ้าอยู่เคียงข้าง ทำให้ข้าอยากมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องบางสิ่งมากกว่าการเป็นเซียนผู้ไร้พ่ายที่โดดเดี่ยวบนยอดเขา"
หัวใจของไป่หลันเต้นระรัวราวกับกลองศึก นางพยายามรักษาความเยือกเย็นของสำนักเหมันต์ไว้เป็นเกราะป้องกันครั้งสุดท้าย แต่กำแพงน้ำแข็งที่สร้างมานับร้อยปีกลับเริ่มละลายลงอย่างรวดเร็วภายใต้ความร้อนแรงของถ้อยคำและแววตาที่จริงจังของเขา
"เฟยหลง... เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดอะไรอยู่? หากบรรพบุรุษสำนักเหมันต์รู้เรื่องนี้—"
"ข้าไม่สน!" เฟยหลงเอ่ยตัดบท น้ำเสียงหนักแน่นดุจประกาศิตสวรรค์ เขาขยับเข้าไปประชิดตัวนางจนได้กลิ่นไอความเย็นบริสุทธิ์จากกายสาว มือหนายื่นออกไปกุมมือเรียวบางที่สั่นเทาเล็กน้อยของนางไว้แน่น "ต่อให้สวรรค์เบื้องบนไม่ยอมรับ ต่อให้ยุทธภพทั้งผองตราหน้าว่าข้าเป็นมารวิปริต ข้า... เฟยหลง ผู้นี้ ก็ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใดบนโลกหล้า แม้แต่เงาของตัวเอง!"
บรรยากาศรอบกายเงียบงัดลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่ประสานกัน ท่ามกลางความตึงเครียดและห้วงอารมณ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำบรรยาย ไป่หลันเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยเยียบเย็นไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับไหวระริกหยาดเยิ้มด้วยความรู้สึกที่ยอมจำนนต่อหัวใจตนเองอย่างสมบูรณ์
นางกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำใดคำหนึ่งออกมาเพื่อทำลายความเงียบงันนี้
*ครืนนนนนนน—!*
จู่ๆ ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยคำรามด้วยเสียงอสุนีย์บาตกลับผ่าเปรี้ยงลงมาอย่างรุนแรงจนยอดเขาเมฆาคล้อยสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หมอกควันสีดำสนิทพวยพุ่งขึ้นมาจากหุบเบื้องล่าง พร้อมกับกลิ่นอายพลังปราณมารระดับมหาเทพที่แผ่พุ่งปกคลุมไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ!
เฟยหลงหรี่ตาลงทันที ประกายตาดุดันคมกริบดุจใบกระบี่พุ่งวาบ เขาผละมือออกจากไป่หลันอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝัก เสียงหวีดหวิวของคมดาบกรีดทะลวงอากาศจนเกิดประกายไฟสีม่วงเข้ม
"ดูเหมือนว่า... อดีตที่เจ้าคิดว่าฝังกลบไปแล้ว จะไม่ได้ยอมตายตามกาลเวลาอย่างที่เจ้าคิดนะ... เฟยหลง"
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดุจมาจากขุมนรกดังสะท้อนก้องมาจากกลุ่มหมอกควันสีดำ พร้อมกับร่างเงาดำทะมึนของบุรุษผู้สวมหน้ากากกะโหลกอสูรปรากฏขึ้นบนยอดผาฝั่งตรงข้าม และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ในมือของมันกำลังถือป้ายวิญญาณสลักชื่อของ 'อาจารย์' เฟยหลงอยู่!
"ศิษย์ทรยศ... ในที่สุดพวกมันก็ส่งหมาล่าเนื้อตัวสุดท้ายมาเก็บกวาดสินะ" เฟยหลงแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาดำมืดเต็มไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่ปรากฏตัวมาในเรื่องนี้
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงแห่งเต๋าไปกับตัวอักษรเหล่านี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
กระบี่นิรันดร์พยศรักนางเซียนเหมันต์•ตอนที่ 9
แผลใจที่เปิดเผย
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่นิรันดร์พยศรักนางเซียนเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!