เสียงหัวเราะเยาะราวจับกังวานมาจากห้วงนภาเบื้องบน ประดุจเสียงคำรามของมังกรทองที่เหยียดหยันมดปลวกในกำมือ เฟยหลงหรี่ตาลงมองขึ้นไปบนท้องฟ้า รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อเงาร่างมหึมาของผู้ฝึกตนในตำนานปรากฏลางๆ ท่ามกลางสายฟ้าสีทอง เมฆหมอกอัสนีเบื้องบนม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่น กดทับยอดเขาน้ำแข็งจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ทว่า ในวินาทีที่ความกดดันจากทัณฑ์สวรรค์กำลังจะบดขยี้ทุกสิ่ง เบื้องล่างกลับเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
พื้นดินสั่นไหวราวกับมีอสูรบรรพกาลตื่นจากการหลับใหล หมอกหนาทึบสีม่วงเข้มพวยพุ่งขึ้นจากรอยแยกของแผ่นหิน ล้อมรอบตัวพวกเขาไว้ในชั่วพริบตา
"ระวัง! เขตอาคมกลืนวิญญาณเก้าชั้นฟ้า"
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งดังขึ้น ไป่หลันสะบัดแขนเสื้อสีขาวบริสุทธิ์ กระบี่เหมันต์ในมือสะท้อนแสงประกายมรกต ขับไล่ไอหมอกสีม่วงที่พยายามแทรกซึมเข้าสู่จุดตันเทียน นางยืนหยัดอย่างสง่างาม ทว่าเม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดขึ้นตามไรผมกลับฟ้องชัดว่า อาคมนี้น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
เฟยหลงไม่กล่าววาจา เขาก้าวเท้าถอยหลังครึ่งก้าว อาศัยจังหวะที่คลื่นปราณอสูรพัดผ่าน ประเมินค่ายกลรอบตัวด้วยสายตาคมกริบดุจพญาอินทรี วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ของเขาถูกหล่อหลอมจากความเป็นความตาย ยิ่งสถานการณ์บีบคั้น สติสัมปชัญญะยิ่งคมชัดดุจใบมีด
"ค่ายกลนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อฆ่าพวกเรา... แต่มันมีไว้เพื่อแยกพวกเราออกจากเต๋า" เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคู่นั้นกวาดมองอักขระโบราณที่กำลังเรืองแสงบนผนังถ้ำผาชัน "มันกำลังทดสอบจิตใจของผู้ฝึกตน"
"จิตใจหรือ?" ไป่หลันแค่นเสียงเบา นางหันมามองบุรุษผู้ยืนเคียงข้าง แววตาคู่คมฉายแววซับซ้อน "สำหรับท่าน เต๋าคือสิ่งใดกันแน่? ถึงได้ทะนงตัวถึงเพียงนี้ ท่ามกลางเงาของมหาเทพเบื้องบน"
"เต๋าของข้า คือการกุมชะตาของตนเองไว้ในมือ มิใช่ก้มหัวให้ฟ้าดินลิขิต" เฟยหลงตอบกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นดุจขุนเขา ไร้ซึ่งความลังเล
ก่อนที่ไป่หลันจะทันได้ตอบคำถาม พื้นดินใต้เท้าก็ทรุดฮวบลง ทันใดนั้น เงาร่างนับร้อยที่ก่อตัวจากไอหมอกและจิตสังหารก็พุ่งทะยานออกมาจากความมืด มันคือ "อสูรเงาโลหิต" สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากความกลัวและปมในอดีตของผู้ที่ติดอยู่ในเขตอาคม
"ระวังตัว!"
เฟยหลงพุ่งทะยานออกไปดุจสายฟ้าฟาด ฝ่ามือข้างหนึ่งสะบัดออก ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พุ่งแหวกอากาศเกิดเป็นเสียงหวีดหิวแหลมคม ร่างของอสูรเงาตัวแรกขาดเป็นสองท่อนในพริบตา ทว่า มันกลับไม่สลายหายไป กลับแยกออกเป็นสองร่างและพุ่งเข้าโจมตีจากมุมอับ
"พวกมันไม่มีวันหมดสิ้น หากใจของพวกท่านยังมีความหวั่นไหว" ไป่หลันเอ่ยเตือน นางหมุนตัวกลางอากาศ กระบี่เหมันต์วาดเป็นวงกลมสีขาวบริสุทธิ์ ไอเย็นยะเยือกแช่แข็งอสูรเงาที่ดาหน้าเข้ามาให้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในชั่วพริบตา ความงดงามของนางยามร่ายรำกระบี่นั้นราวกับเทพธิดาผู้ลงมาจากสรวงสวรรค์ แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดไร้ความปรานี
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดและยืดเยื้อ ปราณอสูรในเขตอาคมหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนกดทับลมหายใจของทั้งคู่ให้ติดขัด บาดแผลเริ่มปรากฏบนอาภรณ์ของเฟยหลง ขณะที่ลมหายใจของไป่หลันเริ่มติดขัด เมฆหมอกอัสนีเบื้องบนยังคงคำรามกึกก้อง ราวกับเยาะเย้ยความพยายามอันน้อยนิดของพวกเขายุทธภพนี้ไม่มีที่ให้สำหรับผู้ที่อ่อนแอ
"เฟยหลง!" ไป่หลันอุทานเบื้องหน้า เมื่ออสูรเงาตนหนึ่งที่มีขนาดใหญ่เท่าภูเขาพุ่งทะยานเข้ามาจากจุดบอด พลังปราณของมันระเบิดออกจนแผ่นดินสะเทือน
เฟยหลงไม่หลบเลี่ยง เขากัดฟันกรอด รวบรวมลมปราณทั้งหมดที่มีเข้าสู่จุดตันเทียน ดึงเอาเคล็ดวิชาสูงสุดของกระบี่ไร้ลักษณ์ออกมาใช้งาน ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง เขาก้าวเข้าไปยืนขวางเบื้องหน้าของนางเซียนสาว แววตาของเขาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะปกป้อง
"ข้าบอกแล้ว... ข้าไม่ยอมให้ใครหน้าไหนพรากสิ่งใดไปจากข้าอีก"
ฉับพลัน! แสงกระบี่เจิดจ้าดุจดวงอาทิตย์แผดเผาทะลวงทะลุร่างของอสูรเงายักษ์จนแหลกสลายเป็นจุล แรงสะท้อนจากการระเบิดกระแทกร่างของทั้งสองกระเด็นไปกระแทกกับผนังถ้ำอย่างแรง เฟยหลงกระอักเลือดออกมาคำโต ทว่า เขากลับใช้ดาบปักลงกับพื้นเพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้มลงต่อหน้าหญิงสาว
ไป่หลันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ นางมองแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลและความทรหดอดทน หัวใจที่เคยเยือกแข็งดุจน้ำค้างนับพันปีกลับไหววูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างหลั่งไหลเข้าสู่ก้นบึ้งของจิตใจ นางก้าวเข้าไปใกล้ ยื่นมือเรียวบางออกไปสัมผัสบาดแคลนบนบ่าของเขาอย่างแผ่วเบา โดยไร้ซึ่งความถือตัวเช่นเคย
"ท่าน... ทำเช่นนี้ทำไม?" น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย
"เพราะเจ้าคือสตรีคนเดียวที่คู่ควรจะยืนเคียงข้างข้า บนเส้นทางแห่งเต๋าอันโดดเดี่ยวนี้" เฟยหลงหันกลับมาสบตา นางเซียนสาวด้วยรอยยิ้มมุมปาก นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนเงาของนางไว้อย่างชัดเจน
ทว่า ความเงียบงันกลับเข้าปกคลุมอีกครั้ง เมื่ออักขระบนผนังถ้ำเริ่มเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีแดงฉาน อากาศรอบตัวหนתึบจนแทบหายใจไม่ออก เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงและน่าสะพรึงกลัวกำลังก้าวเข้ามาใกล้จากความมืดเบื้องลึกของเขตอาคม มันไม่ใช่เสียงของอสูรเงา... แต่เป็นบางสิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่า และคุ้นเคยอย่างยิ่งสำหรับเฟยหลง
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นม่านหมอกออกมา ใบหน้านั้นทำให้เฟยหลงต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนโกรธเกรี้ยว
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านผลงานของกระบี่ไร้ลักษณ์ด้วยใจระทึกนะครับ
กระบี่นิรันดร์พยศรักนางเซียนเหมันต์•ตอนที่ 3
มรสุมในหุบเขาหมอก
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่นิรันดร์พยศรักนางเซียนเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!