"เจ้ากล้าดียังไงถึงเหยียบย่างเข้ามาในเขตแดนชำระบาตร้อยปี... ไอ้สารเลวตระกูลซือ!"
น้ำเสียงของเฟยหลงต่ำลึกและสั่นเครือเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะคลื่นอารมณ์ดิบเถื่อนที่ถูกกวนให้ขุ่นคลักระหว่างความทรงจำอันเจ็บปวดกับการเผชิญหน้าในปัจจุบัน เงาร่างที่ก้าวพ้นม่านหมอกหนาทึบออกมานั้นคือ 'ซืออี้หลาง' ศิษย์พี่ร่วมสำนักผู้เคยทรยศหักหลังและลงมือสังหาร 'ท่านอาจารย์' ผู้อภิบาลวิถีกระบี่ของเขาเมื่อสี่ปีก่อน
รอยแผลเป็นบนหน้าอกของเฟยหลงราวกับจะกลับมาปวดร้าวขึ้นมาอีกครั้งทันทีที่เห็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเยาะหยันนั้น
ซืออี้หลางหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบแห้งคล้ายเสียงเสียดสีของโลหะกับหินผา มันกวาดตามองรอบกายด้วยความสมเพชเวทนา ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือของเฟยหลง
"เฟยหลง ศิษย์น้องโง่เขลา... เจ้าคิดว่าการก무กตัวฝึกปรือวิชาอยู่หลังเขาเหมันต์นี่ จะทำให้เจ้าล้างแค้นให้ตาแก่คร่ำครึคนนั้นได้งั้นรึ? น่าขันสิ้นดี วิถีกระบี่ที่ไม่มีแม้แต่เงาตัวตนเช่นเจ้า เป็นได้ก็แค่เศษสวะที่รอวันถูกฟ้าดินกวาดล้างเท่านั้น!"
บรรยากาศรอบกายพลันลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา ไม่ใช่เพราะพลังของซืออี้หลาง แต่เป็นเพราะปราณเหมันต์อันบริสุทธิ์ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของสตรีผู้หนึ่งซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเฟยหลง
ไป่หลัน... เทพีแห่งสำนักเหมันต์นิรันดร์ นางยังคงรักษา
ท่วงท่าอันสง่างามและเยือกเย็นดุจรูปสลักหยก ดวงเนตรคู่คมกริบราวกับกระบี่น้ำแข็งกวาดมองซืออี้หลางด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างไม่ปิดบัง
"ดินแดนแห่งนี้ไม่มีที่ให้คนไร้คุณธรรมเหยียบย่น... หากเจ้ายังไม่อยากกลายเป็นศพไร้ญาติฝังไว้ใต้ธารน้ำแข็ง จงไสหัวไปซะ" เสียงของไป่หลันเรียบเฉย ทว่ากลับทรงพลังกดดันจนซืออี้หลางต้องผถะถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
ซืออี้หลางกัดฟันกรอด แววตาฉายความอาฆาตมาดร้าย มันรู้ดีว่าตนเองมิอาจต่อกรกับยอดฝีมือแห่งสำนักเหมันต์ในเขตอาคมนี้ได้โดยลำพัง มันแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว
"หึ! ฝากไว้ก่อนเถอะ... เฟยหลง วันหน้าฟ้าใหม่ ศีรษะบนบ่าของเจ้า ข้าจะเป็นคนเก็บเกี่ยวมันด้วยมือของข้าเอง!"
สิ้นคำ ร่างของซืออี้หลางก็ระเบิดออกเป็นกลุ่มควันสีดำแล้วสลายหายไปกับสายลมแห่งหุบเขา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันหนักอึ้งและความโกรธเกรี้ยวที่ยังคงคุกกรุ่นอยู่ในอกของบุรุษหนุ่ม
เฟยหลงหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับจิตใจที่กำลังพายุโหมกระหน่ำ เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่นเสียจนข้อต่อนิ้วขาวซีด พลังปราณในร่างปั่นป่วนจนเกือบจะทะลักออกนอกเส้นชีพจร
"เจ้าใจร้อนเกินไปแล้ว..."
เสียงหวานทุ้มกระซิบแผ่วเบาอยู่ข้างกาย ไป่หลันก้าวเข้ามาใกล้ นางเอื้อมมือเรียวดุจหยกขาวมาวางทับลงบนหลังมือของเขาที่กำลังสั่นเทา ความเย็นยะเยือกจากปลายนิ้วของนางแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกาย ช่วยดับไฟโทสะในใจของเฟยหลงให้สงบลงอย่างน่าประหลาด
เฟยหลงลืมตาขึ้น มองสตรีผู้ยืนเคียงข้าง แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงเหลือเพียงความซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย "ข้าไม่อาจปล่อยให้มันลอยนวลอยู่ได้ ไป่หลัน... หนี้เลือดนี้ ข้าต้องชำระด้วยชีวิตของมันเท่านั้น"
"การล้างแค้นด้วยความโกรธเกรี้ยว คือหนทางสู่ความวิบัติ" ไป่หลันกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง นางดึงมือกลับไปประสานไว้เบื้องหน้า ดวงตาดุจหญ้าครามมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "เจ้าเรียนรู้วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ เพื่อตัดขาดจากกิเลสทางโลก มิใช่เพื่อมาเป็นทาสของความแค้น หากใจเจ้ายังยึดติดกับความตายของอาจารย์ เจ้าก็ไม่มีวันบรรลุถึงขั้นสูงสุดแห่งเต๋าได้"
คำพูดของนางราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของเฟยหลง เขานิ่งงึดไปชั่วขณะ สมองประมวลผลคำสอนอันลึกซึ้งนั้น เต๋า... คือความว่างเปล่า คือการไหลไปตามธรรมชาติ ไร้ลักษณ์ ไร้ร่องรอย แล้วเหตุใดเขาจึงยังคงแบกรับความแค้นอันหนักอึ้งนี้ไว้ราวกับก้อนหินที่ผูกติดกับขา
"ถ้าหากข้าปล่อยวางความแค้น... แล้วความกตัญญูล่ะ? จิตวิญญาณของอาจารย์ที่ตายตาไม่หลับล่ะ? จะให้ข้าเมินเฉยต่อบาปที่มันก่อขึ้นอย่างนั้นหรือ?" เฟยหลงถามกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและสั่นเครือ ความขัดแย้งในใจสะท้อนผ่านแววตาที่เจ็บปวด
ไป่หลันถอนหายใจเบาๆ เป็นครั้งแรกที่นางแสดงความอ่อนโยนผ่านสีหน้า นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ลอยแตะจมูก "ความกตัญญูมิใช่การเอาเลือดล้างเลือด แต่เป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่อาจารย์ของเจ้าปรารถนา อาจารย์ของเจ้ามิได้ต้องการให้เจ้ากลายเป็นปีศาจกระหายเลือด หากแต่ต้องการให้เจ้าเป็นผู้ผดุงคุณธรรมในยุทธภพ การที่เจ้ายังใช้ความแค้นนำทาง เจ้ากำลังทำลายวิถีกระบี่ที่ท่านอุตส่าห์ปูทางไว้ให้ด้วยมือของเจ้าเอง"
เฟยหลงนิ่งอึ้งไป คำพูดของนางสั่นคลอนรากฐานความคิดทั้งหมดที่เขายึดถือมาตลอดสี่ปี ปรัชญาเต๋าที่เขาเคยเข้าใจเป็นเพียงเปลือกนอก บัดนี้กลับถูกรื้อถอนและประกอบขึ้นใหม่ผ่านมุมมองที่ลึกซึ้งและกว้างไกลยิ่งกว่าเดิม
รอยร้าวในจิตใจของเขา คล้ายกับถูกสายธารแห่งปัญญาชำระล้างจนสะอาดสะอ้าน ความโกรธเกรี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันสงบนิ่ง ปราณกระบี่ในตันtian (ตันเถียน) ของเขาเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วที่แปลกประหลาด ออร่าสีครามเข้มแผ่ขยายออกรอบตัวจนหิมะรอบกายลอยคว้างกลางอากาศ
ไป่หลันเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนี้ นางถอยหลังเว้นระยะให้เขา เพื่อไม่ให้เข้าไปขัดขวางกระบวนการบำเพ็ญเพียรที่กำลังก้าวกระโดด
"เจ้ากำลังจะ..."
ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ เฟยหลงก็หลับตาลง ร่างกายของเขาลอยขึ้นเหนือพื้นดินช้าๆ พลังฟ้าดินรอบหุบเขาเหมันต์หลั่งไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเขาดั่งกระแสน้ำเชี่ยว ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยปลอดโปร่งพลั่นแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท เมฆฝนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าสีครามที่ผ่าลงมาอย่างไร้ความปรานี
ทัณฑ์สวรรค์... ด่านเคราะห์ที่ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนต้องเผชิญเมื่อก้าวข้ามขอบเขตพลังครั้งใหญ่!
สายฟ้าสายแรกผ่าผ่าลงมาตรงกลางศีรษะของเฟยหลงอย่างจัง แรงกระแทกมหาศาลทำให้พื้นดินรอบตัวยุบตัวลงเป็นหลุมลึก ทว่าเฟยหลงกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ร่างกายของเขาเปล่งประกายแสงสีทองจางๆ ผสานกับปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
ไป่หลันยืนมองเหตุการณ์ด้วยความระทึกใจ แม้นางจะเป็นยอดฝีมือผู้ผ่านด่านเคราะห์มาแล้ว แต่นางก็รู้ดีว่าสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ระลอกนี้รุนแรงกว่าปกติหลายเท่าตัว เนื่องจากจิตใจของเฟยหลงเพิ่งจะหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งความแค้น ฟ้าดินจึงทดสอบเขาด้วยบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุด
สายฟ้าสายที่สองและสามผ่าลงมาติดต่อกันราวกับห่าฝน แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาบนยอดเขาพังทลายลงมา เสียงคำรามของฟ้าดินกลบทุกสรรพเสียงในโลกหล้า
เฟยหลงคำรามก้องในลำคอ ดวงตาที่ลืมขึ้นเปล่งประกายเจิดจ้าดุจดวงตะวัน ทันใดนั้น เขาก็ชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝักด้วยมือเพียงข้างเดียว!
*ฉึบ!*
ประกายกระบี่สีครามบริสุทธิ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆหนาทึบและปะทะเข้ากับสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์สายที่สี่ที่กำลังพุ่งลงมาอย่างจัง เกิดเป็นคลื่นกระแทกพลังงานมหาศาลแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างจนยอดเขาสั่นสะเทือน
ทว่า ในวินาทีที่ประกายกระบี่และสายฟ้ากำลังกลืนกินกันอยู่นั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องบนก็แยกออกจากกันเป็นรอยแยกสีดำสนิท และมีเงาร่างปริศนาอีกร่างหนึ่ง... เงาร่างที่แผ่กลิ่นอายกดดันยิ่งกว่าซืออี้หลางนับร้อยเท่า ก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทำให้โลกล่มสลายได้ทั้งใบ
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นวิถีกระบี่ที่น่าสนใจเสียจริง ศิษย์สำนักเหมันต์... เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของ 'ราชันย์โลหิต' ผู้นี้พ้นอย่างนั้นหรือ?"
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่นิรันดร์พยศรักนางเซียนเหมันต์•ตอนที่ 4
ปรัชญาเต๋าในรอยร้าว
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่นิรันดร์พยศรักนางเซียนเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!