"ถ้ารสชาติยังจืดชืดเหมือนน้ำล้างหม้ออีกแม้แต่หยดเดียว ข้าจะถือว่าฝีมือการทำครัวของเจ้าถดถอยลงไปถึงก้นบึ้งแล้วนะเจ้าคะท่านพี่..."
หลินฟางเอ่ยเย้าแหย่พร้อมกับทรายกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ขัดมัน กลิ่นหอมกรุ่นของแกงเผ็ดเนื้อตุ๋นยาจีนที่ลอยฟุ้งอบอวลอยู่เบื้องหน้า ชวนให้ต่อมน้ำลายในช่องปากทำงานอย่างบ้าคลั่ง น้ำซุปสีแดงฉานที่มีชั้นน้ำมันพริกสีส้มใสลอยหน้าเล็กน้อย ส่งกลิ่นหอมหวลของเครื่องเทศนานาชนิดทั้งโป๊ยกั๊ก ออบเชย และพริกแห้งคั่วคละคลุ้งไปทั่วเรือนหลังน้อย เส้นเอ็นเนื้อที่ถูกเคี่ยวจนเปื่อยนุ่มละลายในปากถูกตักราดลงบนข้าวสวยร้อนๆ เม็ดอวบอ้วนที่ส่งควันกรุ่น
ฉินอวี้จวินหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ดวงตาคมกริบที่มักใช้พิจารณาราชการแผ่นดินและกดดันเหล่าขุนนางกังฉินยามนี้กลับทอประกายอ่อนโยนจนแทบละลาย เขาวางช้อนเงินลงบนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีมุกอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเลื่อนจานผัดผักกาดขาวใส่เห็ดหอมสดจากมิติลับมาไว้ตรงหน้าภรรยา
"เจ้าก็รู้ว่าเรื่องการรบข้าอาจจะพอมีฝีมืออยู่บ้าง แต่เรื่องการเอาใจภรรยานั้น... ข้าต้องยกให้เป็นที่หนึ่งในใต้หล้าอยู่แล้วนี่คะ ลองชิมดูสิว่าถูกปากเจ้าหรือไม่" น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเย้าพร้อมกับคีบชิ้นเนื้อติดเอ็นส่วนที่ดีที่สุดวางลงบนชามของนาง
นี่คือช่วงเวลาแห่งความสงบสุขที่หาได้ยากยิ่ง หลินฟางแย้มยิ้มบางๆ นางตักน้ำแกงเข้าปากช้าๆ เพื่อซึมซับรสชาติ รสเผ็ดร้อนของพริกผสมผสานกับความกลมกล่อมของกระดูกวัวที่เคี่ยวข้ามคืน แทรกด้วยความหอมหวานจากหัวไชเท้ารสชาติเยี่ยมที่นางเพิ่งเก็บเกี่ยวมาจากมิติลับเมื่อยามสาย รสสัมผัสที่ระเบิดความอร่อยซ่านไปทั่วลิ้นทำให้ดวงตากลมโตเป็นประกายด้วยความพึงพอใจ อาหารมื้อนี้ไม่อาจเรียกว่าแค่ 'อร่อย' แต่เป็นความพิถีพิถันที่รังสรรค์ขึ้นจากความใส่ใจของชายหนุ่มผู้มีฐานะเบื้องหลังเป็นถึงจวินหวังผู้ยิ่งใหญ่
ทว่า... ความสุขมักมีเวลาจำกัดเสมอ
*ปัง!*
เสียงถีบประตูลานบ้านไม้ไผ่ด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกนั้นรุนแรงจนบานประตูไม้เก่าแก่เกือบหลุดออกจากวงกบ เศษฝุ่นละอองและละอองดินปลิวฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ บรรยากาศอบอุ่นและกลิ่นหอมเย้ายวนของอาหารในเรือนชะงักงันลงในทันที
ฉินอวี้จวินหุบยิ้มฉับพลัน รัศมีกดดันอันเยือกเย็นและดุดันแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่ในเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบหรี่ลงอันตราย ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังถูกรบกวนเวลากินอาหาร เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากสั่งการอันใด เงาร่างหลายร่างก็พรูเข้ามาในเขตบ้านอย่างถือวิสาสะ
ผู้นำกลุ่มคือชายวัยกลางคนสวมอาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นเงินลายเมฆมงคล เนื้อผ้าชั้นดีตัดเย็บอย่างประณีตบ่งบอกถึงฐานะร่ำรวยจากเมืองหลวง ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มเย่อหยิ่งและแววตาดดูแคลนระคนสมเพช ขณะที่ด้านหลังมีผู้ติดตามร่างกำยำอีกสี่คนเดินตามอารักขาอย่างเข้มงวด
"โอ้... นี่น่ะหรือเรือนหออันแสนสุขของอดีตท่านอ๋องผู้สูงส่ง? ช่างน่าสมเพชเสียจริง อยู่ในหมู่บ้านโสมมกลิ่นขี้โคลนเช่นนี้ กินอาหารกลิ่นฉุนกึกจนแสบจมูก... เจ้าลงมาต่ำต้อยถึงเพียงนี้เชียวหรือ ฉินอวี้จวิน!"
เสียงแหลมสูงที่เจือด้วยความเย้ยหยันดังขึ้น ฉินอวี้จวินไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย เขายังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจAเย็น ราวกับแขกไม่ได้รับเชิญกลุ่มนี้เป็นเพียงฝุ่นผงที่ปลิวมาติดปลายเล็บ
หลินฟางวางตะเกียบลงช้าๆ นางปรายตามองผู้มาใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมาในหัวทันที คนผู้นี้คือ 'ฉินฮุ่ย' ลูกพี่ลูกน้องสายรองจากจวนตระกูลฉินในเมืองหลวง ผู้ซึ่งเคยร่วมมือกับคนชั่วแย่งชิงสมบัติและขับไล่สามีของนางให้มาตกระกำลำบากในชนบทแห่งนี้
"ที่แท้ก็สุนัขรับใช้ที่ชอบเที่ยวเห่าหอนตามตรอกซอกซอยนี่เอง... ลมอะไรหอบท่านมาถึงชายแดนกันดารเช่นนี้ล่ะเพคะ หรือว่าที่จวนในเมืองหลวงไม่มีอาหารดีๆ กิน จนต้องดลบันดาลให้ท่านตามกลิ่นแกงเนื้อของสามีข้ามาไกลนับร้อยลี้?" หลินฟางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใสซื่อ ทว่าแววตากลับคมกริบราวน้ำแข็ง ยืนขึ้นเต็มความสูงเพื่อเผชิญหน้า
ฉินฮุ่ยหน้าเขียวคล้ำลงทันทีเมื่อได้ยินคำเหน็บแนม เขาแค่นเสียงฮึดฮัด "สามีภรรยาไร้ยางอาย! เจ้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านต่ำต้อย กล้าดียังไงมาพูดจาสามหาวกับข้า! รู้ไหมว่าข้ามาที่นี่เพราะอะไร... ฮึ่ม ได้ยินว่าพวกเจ้าแอบทำเกษตรกรรมแปลกประหลาดจนพืชผลขายดิบขายดี แถมยังมีสูตรอาหารพิสดาร ข้าได้รับพระราชโองการลับจากองค์ชายสาม ให้มาตรวจสอบว่าพวกเจ้าซุกซ่อนทรัพย์สินหรือสมบัติลับใดที่ควรตกเป็นของทางการหรือไม่!"
หลินฟางลอบแค่นเสียงในใจ สมบัติลับอันใดกัน? ที่แท้ก็แค่อยرىความโลภอยากได้สูตรอาหารและพืชผลในมิติลับของนางต่างหาก ช่างน่าไม่อายเสียจริงตามกลิ่นอาหารมาแท้ๆ แต่กลับยกข้ออ้างเรื่องราชการมาขู่
"ตรวจสอบหรือเพคะ..." หลินฟางก้าวเท้าออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว รอยยิ้มเย้ายวนผุดขึ้นที่มุมปาก ทว่าแววตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "เกรงว่าท่านจะไม่มีปัญญาแม้แต่จะเดินออกไปจากหมู่บ้านนี้ด้วยซ้ำ... เพราะกลิ่นแกงเนื้อที่ท่านกำลังสูดดมอยู่นี้ ผสมด้วยเครื่องเทศสูตรลับเฉพาะที่ต่อให้ท่านเอาทรัพย์สินทั้งจวนมาแลก ข้าก็ไม่ขายให้สุนัขเช่นท่านหรอกนะเจ้าคะ"
"เจ้า! นังสารเลว ปากกล้านักนะ!" ฉินฮุ่ยบันดาลโทสะจนหน้าดำคร่ำเครียด ชักกระบี่ออกจากฝักพุ่งเป้ามาที่หลินฟางทันทีโดยไม่ทันตั้งตัว
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟแตกกระจายวับวาวในอากาศ ฉินอวี้จวินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มือหนาดีดตะเกียบไม้ไผ่คู่หนึ่งออกไปอย่างแม่นยำ ปลายตะเกียบกระแทกเข้าที่ด้ามกระบี่ของฉินฮุ่ยอย่างจังจนกระบี่หลุดจากมือกระเด็นปักคาเสาเรือน
ฉินฮุ่ยสะบัดมือที่ชาหนึบด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาคมปลาบที่มองมา ราวกับกำลังมองซากศพเดินได้
"ไสหัวไปซะ..." ฉินอวี้จวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่กดดันจนทุกคนในรัศมีสั่นสะท้าน "ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ... ไม่ใช่แค่ขับไล่พวกเจ้าออกไป แต่อาจจะส่งศพพวกเจ้ากลับเมืองหลวงในโลงไม้ผุๆ แทน"
ฉินฮุ่ยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เข่าแทบทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด แต่ในจังหวะนั้นเอง สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นไหหมักผลไม้ลึกลับที่วางอยู่มุมระเบียง ซึ่งส่งกลิ่นหอมหวานเย้ายวนใจยิ่งกว่าสิ่งใดที่เขาเคยสัมผัสมาในชีวิต
แววตาโลภโมฆะฉายวาบขึ้นมาในดวงตาของฉินฮุ่ย เขาอาศัยจังหวะที่ทุกคนเผลอ พุ่งตัวเข้าไปคว้าไหหมักนั้นขึ้นมาทันที พร้อมกับหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง
"ฮ่าๆๆๆ! อยากได้นักใช่ไหมสมบัติลับนี่! ถ้าข้าทำลายมันซะ พวกเจ้าก็—"
*ฉึก!*
เสียงวัตถุบางอย่างปักลงบนเนื้อดังขึ้นตัดเสียงหัวเราะของฉินฮุ่ยฉับพลัน ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า!
-
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนสวนส้มปลายฟ้ามาโดยตลอดนะคะ
เซียนเกษตรสาวกับเจ้าของสวนผลไม้ผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 5
แขกไม่ได้รับเชิญจากเมืองหลวง
ผลงานโดย สวนส้มปลายฟ้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สวนส้มปลายฟ้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเกษตรสาวกับเจ้าของสวนผลไม้ผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!