เซียนเครื่องเทศกับสหายทหารผู้เย็นชา•ตอนที่ 2

ฟาดหน้าญาติด้วยถ้วยแกงก้นครัว

ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
"ถ้าสะใภ้รองหลินคนนี้ยังกล้าก้าวเข้ามาในห้องครัวของฉันอีกแม้แต่ก้าวเดียว อย่าหาว่าฉันไม่เตือนเรื่องใบรับรองความประพฤติที่กองพลทหารจะส่งไปติดประกาศหน้าหมู่บ้าน!" เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเสียงเศษกระเบื้องแตกกระจาย กลิ่นไอความเกรี้ยวกราดคละคลุ้งไปทั่วห้องครัวเก่าๆ ของบ้านพักตระกูลโจว หลินหว่านยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มเยдяสξดกระด้างแต่นัยน์ตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก นางกวาดสายตามอง 'ป้าสะใภ้ใหญ่' จ้าวว์ซื่อ ที่กำลังหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่นเทิ้ม สองมือของหญิงวัยกลางคนคนนั้นยังคงกำถุงแป้งสาลีและห่อเนื้อเค็มที่ฉกฉวยมาจากตู้ไม้ไผ่แน่นราวกับคีมเหล็ก ในยุคปี 1970 ยุคที่ข้าวยากหมากแพง เสบียงอาหารทุกขีดทุกกรัมคือน้ำพักน้ำแรงและชีวิต แต่ป้าสะใภ้ใหญ่ผู้ขึ้นชื่อเรื่องการรีดไถและปล้นชิงข้าวของของคนอื่นลับหลัง กลับถือวิสาสะพังกลอนประตูเข้ามาหยิบฉวยเสบียงที่โจวอี้เฉินเพิ่งขนกลับมาจากตลาดมืดเมื่อครู่ "นังเด็กไร้หัวนอนปลายเท้า! แกกล้าดียังไงมาไล่ฉัน!" จ้าวซื่อแผดเสียงแหลมสูงจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน นางถลึงตาใส่หลินหว่านด้วยความแค้นเคือง "ของพวกนี้ในบ้านหลังนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ใหญ่ของแกที่เป็นทหารหาเงินมา... ช้าก่อน! เงินพวกนี้ก็มาจากส่วนกลางของตระกูลโจว! ฉันในฐานะป้า จะมาหยิบข้าวของไปนิดหน่อยมันผิดตรงไหน!" "ป้าสะใภ้ใหญ่พูดได้ไพเราะน่าฟังเสียจริงนะคะ" หลินหว่านก้าวเท้าช้าๆ เข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยท่าทีสง่างาม น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่ากลับทรงพลังกดดันจนจ้าวซื่อเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว "เงินส่วนกลางตระกูลโจว? ตั้งแต่สามีฉันปลดประจำการมาจนถึงตอนนี้ ตระกูลโจวเคยส่งแป้งมาให้พวกเราสักขีดเดียวไหมคะ? หรือว่าความจำของป้าเสื่อมถอย จนลืมไปแล้วว่าเมื่อเดือนก่อน ครอบครัวเราเพิ่งถูกขับไล่ออกจากบ้านใหญ่ตัวเปล่า พร้อมกับหนี้สินที่พวกท่านจงใจยัดเยียดให้?" จ้าวซื่อหน้าซีดเผือดลงชั่วขณะ ก่อนจะตวาดกลบเกลื่อน "อย่ามาพูดจาเพ้อเจ้อ! แกมันก็แค่ผีหิวโซที่แต่งเข้ามาเพื่อผลาญสมบัติ!" "ผลาญสมบัติเหรอคะ?" หลินหว่านแค่นหัวเราะในลำคอ นางก้มลงหยิบถ้วยแกงก้นครัวที่ยังคงมีน้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนส่งกลิ่นหอมกรุ่นคละคลุ้ง กลิ่นหอมเย้ายวนของเครื่องเทศสี่สหายผสมผสานกับความมันกลมกล่อมของเนื้อตุ๋นพะโล้ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ จนจ้าวซื่อเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างห้ามไม่อยู่ นี่คือแกงที่หลินหว่านแอบปรุงขึ้นโดยใช้มิติลับผสมผสานกับวัตถุดิบชั้นเลิศ แม้จะเป็นเพียงก้นหม้อ แต่มันก็หอมหวนจนคนข้างบ้านยังต้องชะโงกหน้าออกมาสูดดม "ของอร่อยขนาดนี้ ถ้าป้าอยากได้นัก..." หลินหว่านยื่นถ้วยแกงในมือเข้าไปใกล้ จนจ้าวซื่อต้องเบิกตากว้างด้วยความโลภ นางยื่นมืออันสั่นเทาออกไปหมายจะคว้าถ้วยนั้นมาครอง เพี๊ยะ! เสียงตบหลังมือดังสนั่น หลินหว่านใช้ทัพพีไม้เคาะลงบนหลังมือของจ้าวซื่ออย่างแม่นยำและไร้ความปรานี จนอีกฝ่ายร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ถุงแป้งในมือหลุดร่วงลงมากระแทกพื้น ฝุ่นแป้งสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่ว "อุ๊ย มือลื่นไปหน่อยค่ะ" หลินหว่านแย้มยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ทว่าแววตากลับคมกริบราวนิดใบมีด "ของกินในบ้านนี้ ต่อให้ฉันเททิ้งให้หมูกิน ก็ไม่มีวันตกถึงท้องปลิงดูดเลือดอย่างป้าเด็ดขาด!" "นังสารเลว! แกกล้าทำร้ายฉันเรอะ!" จ้าวซื่อกรีดร้องสุดเสียงด้วยความคลุ้มคลั่ง นางเงื้อมือขึ้นหมายจะตบหน้าหลินหว่านให้หายแค้น ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่มือหยาบกร้านจะทันได้แตะต้องปลายผมของหลินหว่าน ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าทหารสีเขียวเข้มของโจวอี้เฉินก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวได้อย่างไร้สุ้มเสียง มือหนาราวกับคีมเหล็กคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของจ้าวซื่อไว้แน่น บีบเพียงเบาๆ จนได้ยินเสียงกระดูกลั่นกรอบ โจวอี้เฉินไม่ได้พูดอะึงสักคำ เขายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหลินหว่านราวกับกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันพังทลาย ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องมองจ้าวซื่อด้วยความเย็นชาไร้ก้นบึ้ง อุณหภูมิภายในห้องครัวลดฮวบลงจนจ้าวซื่อรู้สึกหนาวยะเยือกไปถึงไขกระดูก "ใครอนุญาตให้เธอ... เข้ามาในบ้านของฉัน?" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของโจวอี้เฉินเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่มันกลับทรงพลังกดดันเสียจนจ้าวซื่อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง นายทหารผ่านศึกที่ผ่านสนามรบมาโชกโชน แม้จะปลดประจำการแล้ว แต่รัศมีอำนาจสังหารไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย "พี่... พี่รอง... ฉันแค่..." จ้าวซื่อละล่ำละลักพูดไม่ออก นางเจ็บข้อมือแทบขาดใจ และยิ่งหวาดกลัวสายตาของโจวอี้เฉินยิ่งกว่าสิ่งใด "ไสหัวไป." โจวอี้เฉินสะบัดมือออกอย่างไม่ใยดี จนจ้าวซื่อเซถลาล้มกลิ้งไม่เป็นท่าไปกองอยู่หน้าประตูบ้าน "ถ้ายังมีครั้งหน้า อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจศักดิ์ศรีความเป็นญาติ" จ้าวซื่อลนลานตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งหนีออกไปจากบ้านอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งถุงแป้งที่แตกกระจายไว้เบื้องหลัง ความอับอายและความแค้นสุมแน่นอยู่ในอกจนแทบกระอักเลือด หลินหว่านมองตามหลังป้าสะใภ้ใหญ่ที่วิ่งหนีหายลับไปในความมืด ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก นางหันกลับมามองสามีที่ยืนนิ่งอยู่ข้างกาย กลิ่นอายความอบอุ่นและแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนหัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะ "มือไม่เจ็บนะ?" โจวอี้เฉินเอ่ยถามเสียงนุ่ม ทสายตากลับสำรวจร่องรอยบนตัวภรรยาอย่างละเอียดถี่ถ้วน "ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ" หลินหว่านส่ายหน้าเบาๆ รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก นางเงยหน้ามองสามีพลางเอ่ยเย้า "แต่ว่า... ฝีมือการต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญของฉันเมื่อครู่ น่ากลัวไปหน่อยไหมคะ?" โจวอี้เฉินไม่ตอบทันที เขายื่นมือหนามาปัดเศษแป้งที่ติดอยู่ตรงไหล่ของนางออกอย่างเบามือ สัมผัสอุ่นร้อนทำให้หลินหว่านเผลอกลั้นหายใจ "เธอทำถูกแล้ว" โจวอี้เฉินเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาส่อแววพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด "คนประเภทนั้น... ต้องใช้ไม้แข็งถึงจะเข้าใจ" บรรยากาศในห้องครัวกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทว่าในความเงียบนั้นกลับอบอวลไปด้วยความหวานล้ำที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน หลินหว่านหันไปมองถ้วยแกงก้นครัวที่ยังคงอุ่นร้อนอยู่บนเตา ก่อนจะนึกถึงแผนการใหญ่ในการทำธุรกิจค้าขายในตลาดมืดวันพรุ่งนี้ ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะผ่อนคลายจากเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อครู่ เสียงเคาะประตูกลับดังขึ้นอีกครั้ง... ก๊อก ก๊อก ก๊อก ไม่ใช่เสียงเคาะแบบคนในหมู่บ้านที่มักจะผลักเข้ามาตามอำเภอใจ แต่เป็นเสียงเคาะสามครั้งอย่างเป็นระเบียบและหนักแน่น ผิดวิสัยคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง หลินหว่านขมวดคิ้วมุ่น หันไปสบตากับโจวอี้เฉินที่แววตาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที ดึกป่านนี้แล้ว... ใครกันที่มาเคาะประตูบ้านของพวกเขา? ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "หลินฮวายุคปฏิรูป" เสมอมานะคะ
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศกับสหายทหารผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%