เซียนเครื่องเทศกับสหายทหารผู้เย็นชา•ตอนที่ 3

สหายทหารผู้มาพร้อมฝืนฟืน

ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
"ปึง! ปึง! ปึง!" เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางความมืดมิดของยามวิกาล ดึงหลินหว่านให้หลุดจากภวังค์ความคิดเรื่องสูตรเครื่องเทศหมักเนื้อในมิติพิเศษ ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความระแวดระวัง ในยุคเจ็ดสิบปลายเช่นนี้ ความสงบสุขมักเป็นเพียงภาพลวงตา ยิ่งบ้านหลังเก่าท้ายหมู่บ้านของนางตั้งอยู่โดดเดี่ยว ยิ่งดึงดูดพวกเหลือบไรตระกูลเดิมหรืออันธพาลท้องถิ่นให้เข้ามาหาเรื่องได้ง่าย นางก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบ ย่องไปหยิบไม้ฟืนท่อนสั้นที่มุมห้องครัวขึ้นมาถือไว้มั่น ความเย็นเฉียบของเนื้อไม้ช่วยเรียกสติให้ตื่นตัว มือเรียวค่อยๆ ดึงสลักไม้ออก ปิดบังรัศมีตะเกียงน้ำมันก๊าดให้เหลือเพียงแสงสว่างริצוબ ก่อนจะกระชากบานประตูเปิดออกกว้างอย่างไม่เกรงกลัว ทว่า... ภาพเบื้องหลังบานประตู กลับไม่ใช่ญาติผู้พี่จอมโลภหรือคนเกียจคร้านที่นางเตรียมตัวจะฟาดฟันให้หน้าหงาย ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ภายใต้แสงจันทร์สลัว ไหล่กว้างหนาทึบ บดบังลมหนาวของยามดึกเสียมิด เขาสวมเสื้อโค้ททหารสีเขียวเข้มเก่าๆ ที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินและคราบเขม่าควัน กลิ่นอายดิบเถื่อนแต่ทว่าสะอาดสะอ้านแบบฉบับนายทหารปลดประจำการลอยปะทะจมูก นางเงยหน้าขึ้นมองตามลำคอหนา ไล่ขึ้นไปสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่ลึกล้ำราวกับห้วงน้ำวน ทว่ากลับฉายแววความห่วงใยเจือความเหนื่อยล้าไว้อย่างชัดเจน "สหายโจว?" หลินหว่านอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความประหลาดใจ โจวอี้เฉิน... เพื่อนบ้านผู้เงียบขรึมที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังถัดไปเมื่อไม่กี่วันก่อน บุรุษผู้ที่ชาวบ้านต่างลือกันว่าพูดน้อยยิ่งกว่าทองคำ และมักจะเก็บตัวเงียบเชียบราวกับวิญญาณ เขากวาดสายตาสำรวจหลินหว่านตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่านางปลอดภัยและถือท่อนไม้เตรียมฟาดเขาอยู่ รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากหนาก็ปรากฏขึ้นชั่วแวบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นเกบท้ายทอยแก้เก้อ "ดึกมากแล้ว ทำไมยังไม่นอนครับ... เอ๊ย... ทำไมนอนดึกนัก" โจวอี้เฉินรีบเปลี่ยนสรรพนามในใจแทบไม่ทัน เมื่อเห็นแววตาเฉียบคมของหญิงสาวที่ตวัดมองมา "ผมได้ยินเสียงกระเบื้องหลังคาบ้านคุณลั่นตอนลมพายุเมื่อตอนหัวค่ำ เกรงว่าน้ำจะรั่วซึมลงมาตอนดึก เลยถือวิสาสะ... เอาฟืนและอุปกรณ์มาช่วยดูให้หน่อย" พูดจบ เขาก็ชูมัดฟืนแห้งขนาดใหญ่ในมือซ้าย และเครื่องมือช่างเก่าๆ ในมือขวาให้ดูเป็นหลักฐาน หลินหว่านกวาดตามองฟืนแห้งที่ถูกมัดไว้อย่างประณีต และคราบเหงื่อที่ซึมตามไรผมของชายหนุ่ม หัวใจที่เคยตั้งกำแพงสูงลิ่วค่อยๆ อ่อนยวบลงอย่างประหลาด นางลดท่อนไม้ในมือลงช้าๆ พลางถอนหายใจเบาๆ "ดึกดื่นป่านนี้แล้วนะคะ สหายโจว หลังคารั่วไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยซ่อมก็ได้ ไยต้องลำบากมาตอนนี้ด้วยเล่าคะ" น้ำเสียงของนางแม้จะเจือแววตำหนิเล็กน้อย แต่กลับไม่มีความรังเกียจเจือปนเลยแม้แต่น้อย "พรุ่งนี้เช้าผมต้องเข้าป่าไปตัดไม้แต่เช้ามืด กลัวว่าถ้าปล่อยไว้ คืนนี้ถ้าฝนตกลงมาซ้ำ ข้าวของในบ้านคุณจะเสียหายหมด" โจวอี้เฉินตอบด้วยน้ำเสียงทุบต่ำ หนักแน่น และจริงใจ ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองตรงมาที่นางอย่างไร้ซึ่งเล่ห์กลใดๆ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมท่ามกลางความหนาวเย็น หลินหว่านพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้า อาหารในมิติลับของนางยังมีซุปไก่ตุ๋นโสมร้อนๆ ที่เพิ่งทำเสร็จ หากปล่อยให้เขากลับไปมือเปล่าคงดูใจร้ายเกินไปนัก อีกทั้งการมีเพื่อนบ้านที่พึ่งพาได้ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยคนจ้องจะเอาเปรียบเช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง "ถ้าเช่นนั้น... ก็รบกวนสหายโจวแล้วค่ะ ดึกดื่นหนาวเย็นเช่นนี้ เข้ามาผิงไฟดื่มน้ำขิงร้อนๆ ในบ้านก่อนเถอะค่ะ" นางเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมกับเบี่ยงตัวหลีกทางให้เขาเดินเข้ามา โจวอี้เฉินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมฉายแววประกายความยินดีวูบหนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินผ่านธรณีประตูเข้ามาอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้โคลนจากรองเท้าเปื้อนพื้นบ้านที่หญิงสาวเพิ่งเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยม กลิ่นอายความอบอุ่นเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาในบ้านไม้หลังเล็ก หลินหว่านหันไปจัดการต้มน้ำขิงผสมน้ำตาลแดงในหม้อดินเผา กลิ่นหอมเผ็ดร้อนของขิงแก่ผสมความหวานละมุนลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัว กลบกลิ่นอับชื้นของบ้านเก่าได้อย่างสิ้นเชิง ในขณะเดียวกัน โจวอี้เฉินก็ไม่รอช้า เขาปีนขึ้นไปสำรวจความเสียหายบนหลังคาอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับเสือดาว เสียงค้อนกระทบตะปูและเสียงขยับกระเบื้องดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบยามวิกาล ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง งานซ่อมแซมเฉพาะหน้าก็เสร็จสิ้น โจวอี้เฉินก้าวลงมาจากบันไดไม้ ปัดฝุ่นตามเนื้อตัวและเสื้อผ้า ก่อนจะเดินเข้ามาในห้องครัวที่ตอนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ หลินหว่านยื่นถ้วยกระเบื้องเคลือบที่มีน้ำขิงร้อนๆ ควันกรุ่นส่งให้เขา "ดื่มเสียหน่อยนะคะ ป้องกันหวัดจากลมค่ำค่ะ" ชายหนุ่มรับมาถือไว้ สัมผัสอุ่นจากถ้วยส่งตรงถึงฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านจากการทำงาน เขามองหน้าหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม แสงไฟจากตะเกียงส่องกระทบใบหน้าเนียนละเอียดและรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของนาง ทำให้หัวใจของนายทหารผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด กลับเต้นผิดจังหวะขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ "ขอบคุณครับ... น้ำขิงนี่ หอมมาก" เขาเอ่ยเบาๆ ก่อนจะยกซดจนหมดถ้วย ร่างกายที่หนาวเหน็บพลันอบอุ่นขึ้นมาทันที "ถ้าอย่างนั้น ฉันขอตัวไปหยิบผ้าแห้งมาให้คุณเช็ดหน้าเช็ดตาก่อนนะคะ..." หลินหว่านเอ่ยขึ้น พลางหมุนตัวเตรียมจะเดินไปที่ห้องนอนด้านใน ทว่า ในจังหวะที่นางก้าวเดินผ่านร่างหนาของโจวอี้เฉินนั้นเอง จู่ๆ ฝ่ามือใหญ่ของเขาก็เอื้อมออกมารั้งข้อแขนเรียวของนางไว้เบาๆ ไม่ให้เดินต่อ แรงสัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงทำให้หลินหว่านต้องชะงักฝีเท้า นางหันกลับไปมองด้วยความตกใจเล็กน้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อพบว่าระยะห่างระหว่างเขากับนางตอนนี้ใกล้ชิดกันจนเกินไป โจวอี้เฉินไม่ได้พูดอะไรทันที เขาก้มมองหน้านาง แววตาลึกล้ำราวกับซ่อนความลับบางอย่างที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยออกมา และก่อนที่หลินหว่านจะได้ทันตั้งคำถามใดๆ จู่ๆ เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง... ทว่าครั้งนี้ ไม่ใช่เสียงเคาะสุภาพเช่นก่อนหน้า แต่มันคือเสียงทุบและถีบประตูอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเสียงตะโกนโกลาหลที่คุ้นหูจนน่ารังเกียจของ "หลินเฉิง" ลูกพี่ลูกน้องตัวแสบที่ตามรังควานไม่เลิก! "หลินหว่าน! นังสารเลวเปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้! ฉันรู้ว่าแกซ่อนเงินเอาไว้ ส่งเงินมา ไม่งั้นฉันจะพังประตูบ้านแกให้พังพินาศแน่!" -------------------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "หลินฮวายุคปฏิรูป" มาโดยตลอดนะคะ!
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศกับสหายทหารผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%