เซียนเครื่องเทศกับสหายทหารผู้เย็นชา•ตอนที่ 20

ค่ำคืนในกระท่อมกลางป่า

ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
เสียงฟืนปะทุในเตาไฟดังเปรี๊ยะ ปลประกายไฟสีส้มวับวามขับเน้นใบหน้าคมคายของโจวอี้เฉินให้ดูเคร่งขรึมยิ่งขึ้นไปอีก "น้ำต้มรากบัวผสมพุทราจีนนี้ ดื่มเสียหน่อยเถอะค่ะ จะได้ช่วยขับความชื้นในร่างกายออกไปบ้าง ค่ำนี้ป่าดิบชื้นลมแรง เกรงว่าบาดแผลเก่าที่หัวไหล่ของคุณจะกำเริบขึ้นมาอีก" หลินหว่านเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่แฝงความใส่ใจไว้อย่างแนบเนียน มือเรียวบางยื่นชามกระเบื้องเคลือบสีหม่นที่ส่งกลิ่นหอมหวานละมุนของสมุนไพรไปตรงหน้าชายหนุ่ม โจวอี้เฉินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวหันมามองสตรีตรงหน้า เงาสะท้อนจากเปลวเพลิงในเตากระทบลงบนดวงตาคู่นั้น เผยให้เห็นประกายความไหววูบที่ยากจะคาดเดา เขารับชามกระเบื้องมาถือไว้ ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับอาวุธและงานหนักโดยบังเอิญสัมผัสโดนปลายนิ้วเรียวนุ่มของนาง ความรู้สึกราวกับกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นผ่านผิวสัมผัส ทำให้ทั้งคู่ต่างชะงักค้างไปชั่วอึดใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาต้องมาติดอยู่ในกระท่อมร้างกลางป่าลึกแห่งนี้ด้วยกันตามลำพัง เหตุการณ์ความวุ่นวายจากพวกญาติจอมสูบเลือดที่หมู่บ้านเมื่อตอนบ่าย ทำให้ทั้งคู่ต้องรีบขนสมุนไพรและเครื่องเทศล็อตสำคัญหนีขึ้นมาเคลียร์บัญชีสินค้าในมิติลับ ก่อนจะหลบมาพักพิงยังกระท่อมปลายนาของตระกูลโจว ทว่าพายุฝนฤดูใบไม้ผลิที่กระหน่ำลงมาอย่างกะทันหัน กลับตัดขาดเส้นทางกลับหมู่บ้านโดยสมบูรณ์ บรรยากาศภายในกระท่อมไม้หลังเล็กจึงอบอวลไปด้วยความเงียบงันที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ "ขอบคุณ... หว่านหว่าน" เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มเอ่ยขึ้นแผ่วเบา โจวอี้เฉินไม่ใช่คนพูดเก่ง ยิ่งกับเรื่องความรู้สึก ยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะเอื้อMนเอ่ยออกมาตรงๆ แต่ทุกการกระทำของเขากลับชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่หลินหว่านทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของสะใภ้กำมะมะที่ถูกรังแก นายทหารปลดประจำการผู้นี้คือเกราะกำบังอันแข็งแกร่งที่สุด คอยปกป้องนางจากคำครหาและพวกป้าสะใภ้จอมตะกละที่จ้องจะมาสูบเลือดสูบเนื้อตักตวงผลประโยชน์จากกิจการเครื่องเทศของนางเสมอมา หลินหว่านเบนสายตาหนีรอยยิ้มจางๆ และแววตาที่ลึกล้ำเกินกว่าจะรับไหวของเขา นางก้มลงจัดการกับเตาไฟตรงหน้า หยิบเอาหม้อดินเผาใบเล็กที่ซ่อนกลิ่นอายความวิเศษจากมิติลับออกมา ภายในนั้นคือ "ไก่ตุ๋นเครื่องเทศห้าพะโล้สูตรลับเฉพาะ" ที่นางแอบเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ มาตั้งแต่ช่วงบ่าย กลิ่นหอมฟุ้งของโป๊ยกั๊ก อบเชย ลูกผักชี และพริกเสฉวนคั่วเกรียม ลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งกระท่อมไม้เก่าๆ จนกลิ่นอัปชื้นของป่าเขาถูกแทนที่ด้วยความหอมยั่วน้ำลายอย่างสิ้นเชิง "กลิ่นหอมนัก..." โจวอี้เฉินพึมพำ ดวงตาคมเข้มทอดมองแผ่นหลังบอบบางที่กำลังงגתตักเนื้อไก่ใส่ชามให้เขาอย่างคล่องแคล่ว "คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ให้ผมทำเองดีกว่าไหม" "นั่งนิ่งๆ ไปเถอะค่ะ บาดแผลที่หัวไหล่ของคุณเพิ่งจะสมานตัวได้ไม่นาน อย่าทำเป็นเก่งให้มากนักเลย" หลินหว่านเอ็ดเบาๆ ทว่าน้ำเสียงกลับเจือแววเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด นางยื่นชามข้าวต้มร้อนๆ ที่โปะด้วยเนื้อไก่ตุ๋นเปื่อยนุ่มชุ่มฉ่ำน้ำพะโล้ส่งให้เขา "กินเสียค่ะ ก่อนที่มันจะเย็น ชิมดูสิว่ารสชาติพอใช้ได้ตามมาตรฐานของเซียนเครื่องเทศอย่างฉันหรือเปล่า" ชายหนุ่มรับชามมา กลิ่นหอมเข้มข้นเตะจมูกจนต่อมรับรสทำงานอย่างตื่นตัว เขาคีบเนื้อไก่เข้าปาก รสสัมผัสแรกคือความนุ่มละมุนลิ้นที่แทบจะละลายในปาก ตามด้วยรสชาติเค็มหวานกลมกล่อมที่ซึมซาบเข้าถึงเนื้อใน ปิดท้ายด้วยความเผ็ดร้อนซ่าลิ้นนิดๆ จากพริกเสฉวนคั่วที่ช่วยตัดเลี่ยนได้อย่างลงตัว รสชาตินี้ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายที่หนาวสั่นอบอุ่นขึ้นเท่านั้น แต่ทว่ามันยังอุ่นลามไปถึงก้นบึ้งของหัวใจที่ด้านชามานานนับปีของนายทหารหนุ่ม โจวอี้เฉินเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แสงไฟวับวามสาดส่องใบหน้างามที่ตอนนี้มีคราบเขม่าจางๆ ติดอยู่ข้างแก้มนิดหน่อย แต่มันกลับทำให้เธอดูมีชีวิตชีวาและงดงามจับตาในความรู้สึกของเขาอย่างบอกไม่ถูก "อร่อยมาก... อร่อยที่สุดเท่าที่ผมเคยทานมา" เขาเอ่ยด้วยน้ำหนักเสียงที่จริงจัง ดวงตาคู่นั้นจ้องมองนางไม่วางตา ความรู้สึกบางอย่างที่สะสมมานานนับแรมปี ค่อยๆ ก่อตัวและทะยานขึ้นจนยากจะควบคุม หลินหว่านรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่ซ่านมาจากสายคู่นั้น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึก นางรีบหลบสายตา ก้มหน้าตักข้าวเข้าปากเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า ทว่าในจังหวะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปในทิศทางที่หวานซึ้งและใกล้ชิดเกินกว่าเส้นคำว่า "เพื่อนบ้าน" หรือ "คู่ค้าทางธุรกิจ" จะนิยามได้นั้น *ตึง! ตึง! ตึง!* เสียงทุบประตูกระท่อมอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงโวยวายแหลมสูงที่คุ้นหูจนน่าสะอิดสะเอียนดังแทรกฝ่าสายฝนเข้ามา "อี้เฉิน! หลรินหว่าน! ฉันรู้ว่าพวกแกสองคนแอบมาสวีตกันอยู่ในนี้! เปิดประตูเดี๋ยวนี้เลยนะยะ! นังตัวดี แกกล้าดียังไงถึงซ่อนสูตรลับเครื่องเทศไม่ยอมเอาไปแบ่งให้ตระกูลโจว! เปิดประตู! ไม่งั้นฉันจะพังเข้ามาแล้วนะ!" เสียงแหลมปรี๊ดของ "สะใภ้ใหญ่จาง" ป้าสะใภ้จอมโลภมากดังแผดก้องแข่งกับเสียงฟ้าผ่าด้านนอก ทำลายบรรยากาศอันอบอุ่นในยามค่ำคืนลงจนย่อยยับ โจวอี้เฉินวางชามในมือลงทันที ใบหน้าคมคายที่เมื่อครู่ยังมีความอ่อนโยนฉายชัด กลับคืนสู่ความเย็นชาและดุดันดั่งพญายมในชั่วพริบตา รังสีสังหารแผ่ออกมาจากร่างกำยำจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลง หลินหว่านวางตะเกียบลงเช่นกัน มุมปากสลักรอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้น ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับด้วยความท้าทาย "ดูท่าทาง... ค่ำคืนนี้พวกเราคงไม่ได้พักผ่อนกันง่ายๆ แล้วล่ะค่ะ" นางเอ่ยเสียงเบาพลานลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ในเมื่อพวกมันอยากหาเรื่องนัก ฉันก็จะใช้ 'ไม้เด็ด' ต้อนรับแขกยามวิกาลให้สาสมกับการเดินทางมาไกลเสียหน่อย!" นางก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม หยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีดำสนิทที่บรรจุผงเครื่องเทศพิเศษสำหรับ "จัดการคนปากเสีย" ออกมาจากมิติลับ ส่งให้โจวอี้เฉินพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทำเอาหัวใจนายทหารหนุ่มกระตุกวูบ ทว่า ในวินาทีที่โจวอี้เฉินกำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนอันไม่ได้รับเชิญนั้นเอง... แสงไฟจากคบเพลิงด้านนอกก็สาดส่องผ่านรอยแตกของผนังไม้เข้ามา พร้อมกับเงาร่างของใครอีกคน—คนที่ไม่ควรจะมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้—ก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตู พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทำให้ทั้งหลินหว่านและโจวอี้เฉินต้องชะงักค้างไปพร้อมๆ กัน! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้างหลินหว่านและอี้เฉินมาจนถึงตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศกับสหายทหารผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%