"เก้าอี้ตัวนี้... ฉันเกรงว่าคนจากเมืองหลวงอย่างพวกเธอ คงนั่งได้ไม่สบายก้นนักหراหรอกค่ะ"
สำเนียงราบเรียบแต่เฉียบคมของหลินหว่านดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศในห้องรับแขกของบ้านตระกูลโจวที่อุณหภูมิลดฮวบลงจนแทบติดลบ เสียงกระแทกถ้วยชาเคลือบกระเบื้องหยาบลงบนโต๊ะไม้ไผ่ดัง *ก๊อก* สะท้อนความไม่ต้อนรับอย่างโจ่งแจ้ง
หวังฮูหยินผู้สวมเสื้อโค้ตผ้าขนสัตว์เนื้อดีตัดเย็บอย่างประณีต ขยับแว่นกรอบทองบนดั้งจมูกพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความรู้สึกดูแคลนระคนรังเกียจ พื้นดินอัดแน่น ฝาผนังดินเหนียวปะปนฟางข้าว และกลิ่นอายของบ้านนอกคอกนาที่ลอยอบอวล สิ่งเหล่านี้ทำให้ท่านหญิงผู้สูงศักดิ์แห่งเมืองหลวงรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
"หลินหว่าน... นี่คือท่าทางที่ลูกสะใภ้พึงปฏิบัติต่อผู้อาวุโสอย่างนั้นหรือ?" หวังฮูหยินเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยจ้องเขม็งมาที่หญิงสาว "เธอคงคิดว่าแต่งงานมาอยู่บ้านนอกแล้ว จะปีกกล้าขาแข็ง ลืมสายเลือดตระกูลหลินผู้สูงส่งไปแล้วกระนั้นสิ?"
หลินหว่านแย้มยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา นางวางตะหลิวทองเหลืองขนาดเล็กในมือลงบนโต๊ะ ชายเสื้อผ้าฝ้ายสีครามสะอาดสะอ้านไม่มีรอยยับย่นแม้แต่น้อย ท่าทางของนางสง่างามและเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าคุณหนูในห้องหอ "สายเลือดตระกูลหลินหรือคะ? น่าเสียดายจริงๆ ที่ความทรงจำของฉันจำได้แต่ภาพตอนที่พวกท่านโยนฉันออกจากบ้านราวกับหมูราวกับหมา เพื่อหลีกหนีการถูกตรวจสอบในยุคปฏิรูปเมื่อหลายปีก่อน... ตอนนี้พอเห็นฉันตั้งตัวได้ กลับกลายมาเป็นผู้มีพระคุณทวงบุญคุณอย่างนั้นหรือคะ น่าขันสิ้นดี"
"บัง-อาจ!" หญิงรับใช้ข้างกายหวังฮูหยินตบโต๊ะฉาดใหญ่ แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้แผดเสียงมากกว่านั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าทหารสีเขียวเข้มของโจวอี้เฉินก็ก้าวเข้ามาประชิดขอบประตู บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มแผ่ไอสังหารและแรงกดดันระดับสนามรบออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด สายตาคมปลาทองคู่นั้นกวาดมองผู้มาเยือนทั้งสองราวกับมองซากศพ หวังฮูหยินถึงกับกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอโดยไม่รู้ตัว
โจวอี้เฉินก้าวมายืนเคียงข้างภรรยา มือหนาเอื้อมไปโอบไหล่บางของหลินหว่านไว้หลวมๆ เป็นการแสดงออกถึงจุดยืนอย่างชัดเจนและมั่นคง "บ้านตระกูลโจวของพวกเรา เป็นพื้นที่ทำมาหากินสุจริต ไม่ต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญ หากท่านทั้งสองมาเพื่อซื้อเครื่องปรุงรส... ทางเรายินดีต้อนรับในฐานะลูกค้า แต่หากมาเพื่อสร้างความวุ่นวาย... เกรงว่าถนนสายออกจากหมู่บ้านด้านนอก ทหารยามกำลังตรวจตราความเรียบร้อยอย่างเข้มงวดพอดีครับ"
คำว่า 'ครับ' จากปากของโจวอี้เฉิน หนักแน่นและเยือกเย็นจนหวังฮูหยินหน้าถอดสี หล่อนรู้ดีว่าสามีของหลินหว่านผู้นี้แม้จะดูเป็นคนพูดน้อย แต่เบื้องหลังคืออดีตนายทหารหน่วยรบพิเศษที่แม้แต่ข้าราชการระดับสูงในเมืองยังเกรงใจ
"อี้เฉิน... ใจเย็นก่อนค่ะ ให้เกียรติแขกผู้สูงศักดิ์จากเมืองหลวงสักนิดเถอะค่ะ" หลินหว่านเอ่ยปรามสามีด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ทว่าแววตากลับระยิบระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์ "อันที่จริง การที่หวังฮูหยินเดินทางมาไกลถึงที่นี่ ก็เพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่หรือคะ?"
นางตบมือเบาๆ สองครั้ง หญิงสาวจากหมู่บ้านที่ถูกจ้างมาเป็นคนงานเดินถือถาดไม้เข้ามา วางลงตรงหน้าแขกผู้สูงศักดิ์ กลิ่นหอมอวลอันเป็นเอกลักษณ์พวยพุ่งขึ้นทันทีจนหวังฮูหยินและสาวใช้ถึงกับผะอืดผะอมด้วยความหิวโหยปนประหลาดใจ
มันคือ "ผงพะโล้สูตรลับเจ็ดสหาย" และ "น้ำมันพริกหมาล่าสวรรค์" ที่ถูกบรรจุลงในขวดแก้วใสปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งอย่างประณีต ฉลากกระดาษสีน้ำตาลพิมพ์ลายตัวอักษรจีนโบราณคำว่า *'หลินจี้ - ตำนานรสชาติแห่งมิติลับ'* ดูโดดเด่นและมีระดับราวกับสินค้าส่งอกจากต่างประเทศ
"นี่คือ..." หวังฮูหยินขมวดคิ้วมองขวดแก้วตรงหน้า
"สินค้าล็อตแรกจาก 'โรงงานเครื่องปรุงรสหลินจี้' ของพวกเราค่ะ" หลินหว่านโน้มตัวลงเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง "ตอนนี้ ร้านอาหารทั่วทั้งมณฑลกำลังแย่งชิงสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนจำหน่าย และวัตถุดิบของเรากำลังจะกลายเป็นสินค้าควบคุมที่แม้แต่คหบดีในเมืองหลวงก็ยังต้องต่อแถวซื้อ... หวังฮูหยิน ท่านคิดว่าตระกูลหลินของท่านในตอนนี้ มีคุณสมบัติพอที่จะเจรจาธุรกิจกับเราหรือยังคะ?"
คำพูดนั้นราวกับตบหน้าฉาดใหญ่เข้าที่กลางแสกหน้าของหวังฮูหยิน ตระกูลหลินที่เคยร่ำรวยและดูแคลนหลินหว่าน บัดนี้กลับต้องมาง้อขอซื้อสินค้าจากหญิงสาวที่พวก1นางเคยขับไลไสส่ง!
หวังฮูหยินกัดริมฝีปากจนห้อเลือด มือที่สั่นเทาเอื้อมไปแตะขวดแก้วเย็นเฉียบนั้น ความทะเยอทะยานที่จะนำเครื่องปรุงรสนี้กลับไปผูกขาดในเมืองหลวงเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงและเงินทองของตระกูลหลินกำลังตีรันกับความหยิ่งทะนงตน "เธอตั้งเงื่อนไขเท่าไหร่? หลินหว่าน... ว่ามา! ตระกูลหลินพร้อมจ่ายไม่อั้น!"
หลินหว่านหัวسะเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวسะเราะที่ไพเราะราวกับกระดิ่งเงิน แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกหนสันหลังวาบ นางหันไปสบตากับโจวอี้เฉิน สามีหนุ่มพยักหน้ารับรู้สัญญาณในทันที
"เงื่อนไขของฉันง่ายมากค่ะ..." หลินหว่านโน้มตัวเข้าไปกระซิบใกล้ๆ จนหวังฮูหยินต้องเอนกายหนีด้วยความหวาดหวั่น "นั่นคือ... พวกท่านต้องกราบขอขมาต่อหน้าป้ายวิญญาณมารดาของฉันที่ถูกพวกท่านขับไล่ไสส่งจนตรอมใจตายเสียก่อน... แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องธุรกิจกัน"
บรรยากาศในห้องรับแขกเงียบสนิทลงในพริบตา เสียงลมพัดผ่านหน้าต่างกระดาษสาทำเอาหัวใจของทุกคนเต้นระทึก หวังฮูหยินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนแทบคลั่ง ขณะที่โจวอี้เฉินก้าวเท้าขยับเข้ามาบังตัวภรรยาไว้อย่างปกป้อง พร้อมกับที่เสียงฝีเท้าหนักแน่นจำนวนมากกำลังดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน—
ไม่ใช่เสียงของชาวบ้านทั่วไป... แต่เป็นเสียงรองเท้าคอมแบทของทหารยามกองกำลังท้องถิ่นที่วิ่งเข้ามาล้อมบ้านเรือนไว้ทุกด้านตามคำสั่งของทางการ!
"รายงานหัวหน้ากองโจว!" เสียงตะโกนรายงานดังลั่นจากนายทหารยามที่หน้าประตูก่อนที่ร่างนั้นจะพุ่งเข้ามา "เราได้รับโทรศัพท์ด่วนจากสำนักงานพาณิชย์มณฑล... มีคำสั่งลับสูงสุดจากเมืองหลวง แจ้งว่าพบ 'บุคคลต้องสงสัย' ลักลอบขนย้ายทรัพย์สินผิดกฎหมายโดยใช้ตั๋วปลอมของตระกูลหลิน กำลังเดินทางมายังหมู่บ้านนี้!"
หวังฮูหยินหน้าซีดเผือด สีเลือดบนใบหน้าหายวับไปกับตา ร่างอวบอัดสั่นเทาระริกราวกับใบไม้ไผ่ต้องลม นางหันขวับมามองหลินหว่านด้วยแววตาหวาดกลัวสุดขีด ขณะที่หลินหว่านยังคงยืนกอดอกแย้มยิ้มอย่างใจเย็น ท่ามกลางแสงตะวันยามบ่ายที่สาดส่องกระทบขวดแก้วเครื่องปรุงรสจนประกายแสงระยิบระยับบาดตา
และก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยคำใด ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลเรียบร้อยผู้มีตราสัญลักษณ์กระทรวงพาณิชย์ติดอยู่ที่ปกเสื้อ ก็ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา พร้อมกับเอกสารหมายค้นในมือที่สั่นเทาเล็กน้อย...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หลินฮวายุคปฏิรูป" มาจนถึงตอนนี้ด้วยนะคะ
เซียนเครื่องเทศกับสหายทหารผู้เย็นชา•ตอนที่ 17
เปิดโรงงานเครื่องปรุงรสเล็กๆ
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศกับสหายทหารผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!