“ถ้าพวกหล่อนยังกล้าก้าวเข้ามาเหยียบธรณีประตูบ้านหลังนี้อีกแม้แต่ก้าวเดียว อย่าหาว่าฉันไม่เตือนเรื่อง ‘หนี้เก่า’ ที่สามีพวกหล่อนยังติดค้างไว้กับกองร้อยทหารชายแดนก็แล้วกันครับ!”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังของลู่ถิงจุนดังขึ้นแทรกกลางวงสนทนา ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมบริเวณลานบ้านปูนเปลือย แขกไม่ได้รับเชิญอย่างป้าสะใภ้ใหญ่และสะใภ้สามแห่งตระกูลลู่ ถึงกับหน้าซีดเผือดจนริมฝีปากสั่นระริก เมื่อถูกสามีหนุ่มของหลินชิงหานงัดไม้ตายเรื่องเงินกู้ทหารและกฎหมายหมู่บ้านออกมาขู่ตอกหน้าอย่างไม่ไว้หน้า
หลินชิงหานยืนกอดอกพิงวงกบประตูครัว แววตาคมกริบฉายแววขบขันระคนสมเพช เธอไม่ได้ปริปากไล่แขกเหล่านี้ด้วยตัวเองเลยสักคำ เพราะแค่สามีหนุ่มผู้คลั่งรักของเธอจัดการหยิบยก ‘ข้อหาหนัก’ ขึ้นมาขู่เพียงประโยคเดียว พวกป้าสะใภ้หน้าเงินก็ทำท่าจะถอยร่นกรูดออกไปแทบไม่ทันแล้ว
“อะ...ไอ้ถิงจุน แกกล้าขู่แม้กระทั่งญาติสนิทมิตรสหายอย่างนั้นเรารึ? แกมันไอ้คนเนรคุณ!” ป้าสะใภ้ใหญ่กัดฟันกรอด พยายามรักษาฟอร์มของผู้อาวุโสด้วยการชี้หน้าด่ากราด แต่ดวงตากลับเหลือบมองท่อนแขนล่ำสันที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของลู่ถิงจุนด้วยความหวาดหวั่น
“ญาติสนิทหรือครับ? วันก่อนตอนที่บ้านเราข้าวสารกรอกหม้อแทบไม่มี แถมฉันยังล้มป่วยปางตาย พวกท่านเคยมาเหลียวแลสักนิดไหม? หรือมาเพื่อจ้องจะขนย้ายข้าวของในห้องครัวฉันไปเป็นของตัวเองกันแน่?” ลู่ถิงจุนก้าวเท้าเข้าไปหาทีละก้าว ขายาวๆ และแผ่นหลังกว้างที่แผ่รังสีความเป็นผู้นำทหารออกมาเต็มพิกัด ทำให้สองป้าสะใภ้ต้องรีบถอยหลังกรูดจนเกือบสะดุดล้ม
“ช่างเถอะครับคุณพี่ อย่าไปต่อความยาวสาวความยืดกับคนประเภทนี้เลย เสียเวลาทำมาหากินเปล่าๆ” หลินชิงหานส่งเสียงทักขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม เธอเดินถือตะหลิวไม้ไผ่ที่ยังมีคราบซอสสีอำพันติดอยู่เล็กน้อยออกมาสมทบกับสามี รอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนมุมปากนั้นช่างเยือกเย็นจนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกหนสันหลังวาบ “อีกอย่าง... วันนี้ฉันทำอาหารกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วตรอกซอกซอย ถ้าพวกท่านยังหน้าด้านยืนดมกลิ่นอยู่ตรงนี้ต่อ เกรงว่าน้ำลายจะหกใส่พื้นบ้านฉันจนต้องหาผ้ามาเช็ดใหม่อีกรอบนะครับ”
คำพูดจิกกัดอย่างมีชั้นเชิงนี้ทำเอาป้าสะใภ้ใหญ่สะดุ้งโหยงด้วยความโกรธจัด แต่เมื่อปะทะเข้ากับสายตาดุจพญาเหยี่ยวของลู่ถิงจุนที่จ้องเขม็งมา ทั้งสองนางจึงทำได้แค่ฮึดฮัดสะบัดก้นเดินหนีหายลับไปจากรั้วบ้านอย่างหัวเสีย ทิ้งไว้เพียงเสียงบ่นพึมพำด้วยความแค้นเคืองที่ลอยมาตามลม
บรรยากาศรอบตัวกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ลู่ถิงจุนหันกลับมามองภรรยาคนสวย ดวงตาคมเข้มที่เคยดุดันเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนยวบยาบราวกับสายน้ำ “น้องชิงหานเหนื่อยแล้วใช่ไหมครับ ให้พี่ช่วยเก็บกวาดข้างนอกเองดีกว่า”
“ไม่เป็นไรค่ะ—เอ๊ย ไม่เป็นไรครับ ฉันจัดการเองได้” หลินชิงหานเผลอหลุดคำสรรพนามเดิมออกมาตามความคุ้นเคยในยุคปัจจุบัน แต่ก็รีบแก้ลำปรับน้ำเสียงให้เป็นชายหนุ่ม... อ๊ะ ไม่ใช่สิ ตัวเธอกำลังสวมบทบาทเป็นภรรยาชาวยุค 80 อยู่ต่างหาก เธอป้องปากกระแอมเบาๆ แล้วเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงนุ่มนวล “พี่ถิงจุนไปล้างมือเถอะครับ อาหารมื้อเย็นวันนี้เสร็จเรียบร้อยพร้อมเสิร์ฟแล้วนะ”
คำว่า ‘อาหาร’ ทำเอาดวงตาของเด็กน้อยฝาแฝดที่แอบมองเหตุการณ์อยู่หลังประตูห้องนอนถึงกับเป็นประกายระยิบระยับ
เสี่ยวเป่าและถิงถิงแอบเกาะขอบประตูไม้เก่าๆ มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ในสายตาของเด็กน้อยทั้งสองตอนนี้ แม่เลี้ยงคนใหม่ไม่ได้น่ากลัวเหมือนป้าสะใภ้ใหญ่หรือคนอื่นๆ ในตระกูลเลยสักนิด ตรงกันข้าม หลินชิงหานทั้งฉลาด สู้คน กล้าปกป้องบ้าน และที่สำคัญที่สุด... กลิ่นหอมเย้ายวนที่ลอยออกมาจากในครัวตั้งแต่มืดค่ำ มันกำลังร้องเรียกท้องน้อยๆ ของพวกเขาจนส่งเสียงโครกคราออกมาพร้อมกัน
“พะ...พี่เสี่ยวเป่า ผมหิวจังเลย” ถิงถิงกระตุกชายเสื้อพี่ชายเบาๆ ดวงตากลมโตคลอไปด้วยน้ำตาจางๆ จากความหิวโหย
เสี่ยวเป่ากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เขากำมือแน่นด้วยความลังเล ความหวาดกลัวที่เคยมีฝังใจว่าแม่เลี้ยงใจร้ายจะตีหรือดุด่าเริ่มเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยภาพของหญิงสาวที่ยื่นซาลาเปานุ่มฟูให้พวกเขากินเมื่อตอนกลางวัน และรอยยิ้มอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน
ลู่ถิงจุนเดินเข้ามาใกล้ลูกๆ ทั้งสองคน เขานั่งยبطเข่าลงให้เสมอระดับสายตาของเด็กน้อย พลางเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กๆ อย่างทะนุถนอม “เสี่ยวเป่า ถิงถิง ออกมากินข้าวกันเถอะครับ วันนี้แม่เขาตั้งใจทำเมนูพิเศษเพื่อพวกเราเลยนะ”
เด็กชายตัวน้อยเม้มปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินออกมาจากห้องนอนช้าๆ โดยมีน้องสาวฝาแฝดเดินจูงมือตามติดมาไม่ห่าง ทั้งสองก้มหน้ามองพื้นด้วยความประหม่า ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาผู้เป็นแม่เลี้ยงที่กำลังยืนตักอาหารใส่ชามกระเบื้องเคลือบอยู่หน้าเตา
หลินชิงหานเหลือบเห็นเงาของเด็กน้อยที่เดินออกมา เธอกลืนความรู้สึกอิ่มเอมใจลงคอ พยายามทำตัวให้เป็นธรรมชาติที่สุดเพื่อไม่ให้เด็กๆ ตื่นกลัว เธอวางทัพพีลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ แล้วหันมาส่งยิ้มอ่อนโยนให้
บนโต๊ะไม้กลางห้องอาหาร มีหม้อดินเผาส่งควันกรุ่นพวยพุ่งออกมา พร้อมกับกลิ่นหอมของ ‘หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง’ ที่เคี่ยวจนเปื่อยนุ่มละลายในปาก สีสันของเนื้อหมูเป็นเงางามด้วยน้ำตาลเคี่ยวจนกลายเป็นสีอำพันเข้มข้น โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยละเอียด และยังมี ‘ผัดผักกวางตุ้งไฟแดง’ สีเขียวสดกรอบส่งกลิ่นหอมกระเทียมเจียวเตะจมูก ข้าวสวยร้อนๆ เม็ดอวบอ้วนส่งควันฉุยอยู่ในชามไม้
“มานั่งนี่สครับเด็กๆ” หลินชิงหานเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอเลื่อนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กให้เด็กทั้งสองนั่งลงฝั่งตรงข้าม
เสี่ยวเป่าและถิงถิงนั่งตัวลีบเกร็ง มือเล็กๆ วางประสานกันไว้ที่ตักอย่างเรียบร้อย พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปจับตะเกียบ แม้ว่ากลิ่นหอมของหมูตุ๋นตรงหน้าจะยั่วยวนน้ำย่อยในกระเพาะจนส่งเสียงร้องประท้วงดังลั่นห้องแล้วก็ตาม
หลินชิงหานลอบถอนหายใจเบาๆ ด้วยความเอ็นดู เธอรู้ดีว่าเด็กสองคนนี้ผ่านความหวาดกลัวและขาดความอบอุ่นมามากแค่ไหน การจะให้พวกเขาเปิดใจรับคนแปลกหน้าเข้ามาในชีวิตทันทีคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้... แต่เธอก็มี ‘อาวุธลับ’ ที่ทรงพลังที่สุดอยู่ในมือแล้วเช่นกัน
หญิงสาวตักข้าวสวยร้อนๆ พูนชาม ก่อนจะบรรจงคีบชิ้นหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่คัดสรรมาอย่างดี ส่วนที่เป็นเนื้อแดงนุ่มชุ่มฉ่ำและส่วนมันที่ละลายในปากแทบไม่ต้องเคี้ยว วางลงบนโปะไว้บนชามข้าวของเสี่ยวเป่า และทำแบบเดียวกันกับถิงถิง
“ลองชิมดูสครับ... ถ้าไม่อร่อย คราวหลังแม่จะยอมให้พวกเธอสั่งเมนูอื่นแทนเลยดีไหม?” หลินชิงหานกล่าวติดตลกเล็กๆ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ
เสี่ยวเป่าเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวเป็นครั้งแรก แววตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความลังเลเจือความหวัง เขาก้มมองชามข้าวที่มีชิ้นหมูสีสวยวางอยู่ตรงหน้า ก่อนจะตัดสินใจหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเข้าปากช้าๆ
วินาทีที่ชิ้นหมูตุ๋นสัมผัสกับปลายลิ้น... รสชาติอันซับซ้อนและล้ำเลิศก็ระเบิดออกมาในโพรงปาก! ความหวานหอมของน้ำตาลเคี่ยวที่ซึมลึกถึงชั้นในของเนื้อหมู ความนุ่มละมุนที่แทบจะละลายหายไปทันทีที่เคี้ยวเบาๆ และความกลมกล่อมของเครื่องเทศที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทำให้เด็กชายตัวน้อยถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตะลึงงัน
“อร่อย... อร่อยมากเลยครับ!” เสี่ยวเป่าเผลอุทานออกมาเสียงดังลั่นโดยลืมความกลัวไปเสียสนิท เขารีบตักข้าวเข้าปากตามคำใหญ่ เคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่อง
ถิงถิงเห็นพี่ชายกินอย่างเอร็ดอร่อยจนทนไม่ไหว เธอรีบใช้ช้อนตักชิ้นหมูเข้าปากบ้าง และทันทีที่รสชาติอันแสนวิเศษแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น ดวงตาคู่เล็กก็เปล่งประกายระยิบระยับราวกับเจอสมบัติล้ำค่า “พี่เสี่ยวเป่า หมูของแม่อร่อยที่สุดในโลกเลยค่ะ!”
ลู่ถิงจุนที่นั่งมองภาพความอบอุ่นตรงหน้าถึงกับระบายยิ้มกว้างออกมาด้วยความสุข หัวใจของนายหนุ่มพองโตจนแทบจะระเบิด เขายื่นมือไปกุมมือของหลินชิงหานที่วางอยู่ใต้โต๊ะ บีบเบาๆ เป็นเชิงขอบคุณภรรยาที่เนรมิตความสุขให้ครอบครัวเล็กๆ นี้ได้อบอุ่นถึงเพียงนี้
หลินชิงหานหันไปส่งยิ้มหวานให้สามี ก่อนจะเอื้อมมือไปตักซุปเพิ่มให้เด็กๆ ทั้งสองคน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะคิกคักและความสุขที่หาไม่ได้มานานนับปี
ทว่า... ในขณะที่ครอบครัวกำลังดื่มด่ำกับช่วงเวลาอันแสนสุขอยู่นั้นเอง เสียงทุบประตูกระแทกกระทั้นจากด้านนอกบ้านก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง ราวกับตั้งใจจะพังประตูให้พังครืนลงมา!
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้! นังสะใภ้ตัวแสบ แกกล้าดีอย่างไรถึงมาไล่ญาติผู้ใหญ่ของตระกูลลู่ ออกมาเคลียร์กับฉันเดี๋ยวนี้เลยนะยะ!”
เสียงแหลมสูงของ ‘แม่สามีจอมเค็ม’ ที่ควรจะอยู่ที่หมู่บ้านฝั่งโน้น กลับมาปรากฏตัวอยู่ที่หน้าบ้านของพวกเขาในยามวิกาล พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายที่ดังลั่นไปทั่วทั้งซอย!
หลินชิงหานชะงักมือที่กำลังถือตะเกียบ รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปในพริบตา ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความเย็นชา... ดูท่าค่ำคืนนี้ แม่สามีตัวแสบคนนี้คงทนรอให้ถึงรุ่งเช้าไม่ไหว อยากจะมาหาเรื่องให้เธอ ‘สั่งสอน’ เสียแล้วสิครับ!
—โปรดติดตามตอนต่อไป—
(ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุน "ใบชาหอมหมื่นลี้" เสมอมานะครับ)
เมียแต่งจำยอมกับฟาร์มมิติสวรรค์ยุค 80•ตอนที่ 9
ผูกมิตรกับเด็กน้อย
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมียแต่งจำยอมกับฟาร์มมิติสวรรค์ยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!