เมียแต่งจำยอมกับฟาร์มมิติสวรรค์ยุค 80•ตอนที่ 20

วางแผนเปิดร้านอาหารเล็กๆ

ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
เสียงกระแทกถ้วยกระเบื้องเคลือบดัง “เพล็ง” สะท้อนก้องห้องโถงบ้านตระกูลลู่ ตามด้วยเสียงตวาดแหลมสูงที่เจือความริษยาจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน “นังสะใภ้รอง! แกคิดจะผูกขาดตระกูลลู่หรือไงช่วงนี้! เอาเงินที่ไหนไปซื้อจักรเย็บผ้า แล้วไหนจะแป้งสาลีขาวละเอียดพวกนั้นอีก? แกแอบซ่อนเงินทองที่สามีส่งมาให้คนเดียวสินะ!” หลินชิงหานไม่ได้สะดุ้งตกใจแม้แต่น้อย นางเพียงค่อยๆ วางตะเกียบไม้ไผ่ลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น สายตากวาดมองแม่สามีจอมเค็มที่ยืนเท้าสะเอวหน้าดำคร่ำเครียดด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันอย่างมีระดับ “เงินที่ฉันใช้ เป็นเงินที่ได้จากการหยาดเหงื่อแรงงานและมันสมองของฉันเองครับ... เอ๊ย ของฉันเองค่ะ—อ๊ะ ไม่สิ ของฉันเองค่ะ... ขออภัยด้วยนะครับ พอดีช่วงนี้คุยกับพี่ถิงเพลินไปหน่อย” ชิงหานจงใจแกล้งหยอกล้อเพื่อยั่วโมโห ก่อนจะเปลี่ยนกลับมาใช้น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม “ส่วนเงินเดือนของลู่ถิง ฉันไม่เคยแตะต้องแม้แต่เหมาเดียว ถ้าท่านแม่อยากรู้ว่าฉันเอาเงินมาจากไหน ทำไมไม่ลองเดินไปดูที่ตลาดมืดหลังสถานีรถไฟดูล่ะครับ ว่าหมั่นโถวและน้ำพริกสูตรพิเศษของฉัน ขายหมดเกลี้ยงภายในสิบนาทีได้ยังไง?” คำพูดนั้นทำเอาแม่สามีอ้าปากค้าง หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บใจ อยากจะด่าทอต่อแต่ก็ติดที่ว่าฝีมืออาหารของนางเอกในระยะหลังนี้ ทำให้คนในบ้านรวมถึงพ่อสามีเริ่มหันมาเข้าข้างสะใภ้รองกันหมดแล้ว ลู่ถิงที่เพิ่งเดินกลับมาจากแปลงนา ร่างสูงใหญ่ในชุดทหารสีเขียวเข้มที่เปื้อนฝุ่นเล็กน้อยก้าวเข้ามาประชิดตัวภรรยาโดยสัญชาตญาณ มือหนาเอื้อมไปหยิบเศษผงแป้งที่ติดอยู่ข้างแก้มเนียนใสของชิงหานออกอย่างเบามือ สายตาดุคมที่ปกติมักจะมองคนอื่นอย่างไร้ความรู้สึก ทว่ายามมองภรรยาคู่นี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและคลั่งรักจนปิดไม่มิด “ใครกล้ามาหาเรื่องเธออีกแล้วหรอชิงชิง?” เสียงทุ้มต่ำเอמהถามอย่างอ่อนโยน พร้อมกับปรายตาคมกริบมองแม่สามีจนอีกฝ่ายต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความเกรงกลัว “ไม่มีอะไรหรอครับพี่ถิง ท่านแม่แค่เป็นห่วงเรื่องการใช้จ่ายของเราน่ะครับ” ชิงหานแกล้งกะพริบตาปริบๆ น้ำเสียงออดอعนแต่นัยน์ตากลับพราวระยับด้วยความสนุกสนานที่ได้เห็นตัวละครน่ารำคาญไปไม่เป็น สามีภรรยาคู่นี้รับส่งบทบาทกันได้อย่างแนบเนียน ชิงหานรู้ดีว่าลำพังแค่การขายของในตลาดมืดหรือการแอบเอาสินค้าพรีเมียมจากมิติซูเปอร์มาร์เก็ตออกมาขายทีละเล็กทีละน้อยนั้นไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นคงในระยะยาว ยุค 80 นี้กำลังก้าวเข้าสู่ยุคปฏิรูปเศรษฐกิจ ประตูแห่งโอกาสกำลังเปิดกว้าง ผู้ใดกเร็วกว่าย่อมได้เปรียบกว่า ตกดึก เมื่อลูกแฝดเสี่ยวเป่าและถิงถิงหลับสนิทไปพร้อมกับรอยยิ้มอิ่มเอมจากซาลาเปาไส้หมูสับชุ่มฉ่ำที่ชิงหานทำหลอกล่อไว้ก่อนนอน ภายในห้องนอนเล็กๆ แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดส่องสว่างรำไร บนโต๊ะไม้เก่าๆ เต็มไปด้วยกระดาษและดินสอที่ชิงหานใช้ร่างแผนผังธุรกิจ ลู่ถิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ดวงตาคมกริบจดจ้องมองภรรยาคนสวยที่กำลังขีดเขียนตัวเลขและชื่อร้านอาหารอย่างตั้งอกตั้งใจ กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายใบชาผสมกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านของเฃาลอยมาแตะจมูก ทำให้หัวใจของนายทหารหนุ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ “ชิงชิง... เธอแน่ใจนะว่าจะไปเปิดร้านในเมือง? ที่นั่นการแข่งขันสูง แถมพวกอิทธิพลท้องถิ่นก็ไม่ใช่เล่นๆ” ลู่ถิงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย มือหนาวางลงบนลาดไหล่บาง บีบนวดเบาๆ เพื่อคลายความเมื่อยล้า “พี่ถิงครับ...” ชิงหานวางดินสอลง หันกลับมาสบตากับสามีด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น “ชีวิตคนเราสั้นเกินกว่าจะมาทนตกระกำลำบากในหมู่บ้านชนบทแห่งนี้ไปตลอดกาล เรามีลูก มีอนาคตที่ต้องสร้าง ร้านอาหารเล็กๆ ที่ขายทั้งอาหารรสเลิศและสินค้าใช้สอยในครัวเรือน คือก้าวแรกที่จะทำให้ตระกูลลู่ของเรายืนหยัดได้อย่างสง่างามโดยไม่ต้องก้มหัวให้ใครอีก” รอยยิ้มของนางเอกช่างเฉียบคมและทรงพลัง ลู่ถิงมองภรรยาด้วยความหลงใหล ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แค่ภรรยาที่แต่งเข้ามาเพื่อแก้ขัดตามคำสั่งผู้ใหญ่ แต่คือนางพญาที่พร้อมจะเคียงบ่าเคียงไหล่พาเขาไปสู่จุดสูงสุด เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสองตัดสินใจเดินทางเข้าสู่ตัวอำเภอเพื่อสำรวจทำเลทอง สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนขวักไขว่ เสียงจักรยานและเสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนแข่งกันเซ็งแซ่ บรรยากาศของยุค 80 กำลังหายใจและเติบโตอย่างมีชีวิตชีวา ชิงหานเดินสำรวจอาคารพาณิชย์เก่าๆ สองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ที่ตั้งอยู่หัวมุมถนนสายหลัก ใกล้กับสถานีรถไฟและตลาดสด ทำเลนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ แม้สภาพตึกจะดูทรุดโทรมไปบ้าง สีผนังลอกร่อน และมีคราบฝุ่นหนาเตอะ แต่โครงสร้างหลักยังคงแข็งแรงดีเยี่ยม “ตึกนี้แหละครับพี่ถิง เหมาะที่สุดแล้ว ชั้นล่างเปิดเป็นร้านอาหารกึ่งร้านขายของชำ ส่วนชั้นบนเราทำเป็นที่อยู่อาศัยและห้องเก็บรักษาสินค้าลับ...” ชิงหานเอ่ยด้วยความตื่นเต้น ขณะกวาดสายตามองจินตนาการถึงการตกแต่งร้านสไตล์โมเดิร์นผสมกลิ่นอายวินเทจยุค 80 ในขณะที่ทั้งคู่กำลังยืนคำนวณความเป็นไปได้และเตรียมจะติดต่อไปยังเจ้าของตึก ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “ฮ่าๆๆ! นึกว่าใคร ที่แท้ก็ไอ้ทหารกระจอกกับเมียปากดีนี่เอง! คิดจะมาเซ้งตึกเปิดร้านค้าแถวนี้เหรอ? ฝันกลางวันอยู่หรือเปล่ารู้ไหมว่าค่าเซ้งตึกนี้มันเท่าไหร่ สามีแกเงินเดือนทหารกระจอกกี่ปีถึงจะซื้ออิฐสักก้อนแถวนี้ได้วะ!” ชายร่างท้วมสวมเสื้อเชื้อสูทเก่าๆ สไตล์อันธพาลท้องถิ่น พร้อมกับลูกน้องอีกสามคนเดินเข้ามาขวางทางเข้าตึก แววตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามและเจตนาหาเรื่องอย่างชัดเจน ลู่ถิงขมวดคิ้วมุ่น ร่างสูงก้าวออกไปบังภรรยาไว้ด้านหลังทันที หมัดหนากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวนายทหารสนามรบจนอันธพาลพวกนั้นชะงักไปเล็กน้อย ทว่า ก่อนที่ลู่ถิงจะได้ลงมือสั่งสอนอันธพาลปากเสีย ชิงหานกลับยื่นมือเรียวไปแตะที่แขนเสื้อของสามีเบาๆ นางก้าวออกมาจากด้านหลังด้วยรอยยิ้มหวานหยด แต่แววตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก “เงินเดือนสามีฉันจะพอกี่ปี... คุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอครับ... เอ๊ย เป็นห่วงหรอกค่ะ” ชิงหานสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเผลอหลุดคำลงท้ายตามสไตล์ของสามี ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง “แต่ถ้าตึกนี้ตกเป็นของฉันเมื่อไหร่ คนแรกที่จะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเดินเฉียดผ่านหน้าร้าน ก็คือพวกคุณนี่แหละ!” บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบกริบลงทันที ชายร่างท้วมหน้าเสียด้วยความโกรธ ง้างมือขึ้นเตรียมจะพุ่งเข้ามาตบสั่งสอนนังปากดี ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงรถจี๊ปทหารคันหรูเบรกเอี๊ยดลงที่หน้าตึก ประตูรถเปิดออกพร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนในชุดนายพลยศสูงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในมณฑล ก้าวลงมาพร้อมกับลูกน้องติดอาวุธครบมือ สายตาดุคมกวาดมองกลุ่มอันธพาลก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดังลั่น “ใครมันบังอาจมาหาเรื่องสหายสนิทของฉัน หน้าตึกนี้วะ!” ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ใบชาหอมหมื่นลี้" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมียแต่งจำยอมกับฟาร์มมิติสวรรค์ยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%