"กล่องใบนี่... ไปอยู่ใต้ฐานรากตึกเก่าหลังนั้นได้ยังไง"
เสียงของมินตราสั่นพร่าเล็กน้อย ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มือที่ถือกล่องเหล็กสนิมเขรอะสั่นเทาจนเกือบทำมันหลุดมือ บรรยากาศภายในห้องทำงานชั่วคราวที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยแรงปะทะทางอารมณ์ระหว่างสถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกนิสัยเสีย กลับดิ่งวูบลงสู่ความเงียบงันที่เยียบเย็นจนน่าขนลุก
รณกรผละออกจากตัวธันวาช้าๆ สายตาคมกริบกวาดมองกล่องเหล็กในมือเพื่อนสนิท สลับกับใบหน้าของชายหนุ่มร่างสูงตระหูลที่ยืนอยู่ตรงข้าม สีหน้าของธันวาในยามนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ความเย่อหยิ่งและท่าทีเย็นชาเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงใบหน้าที่ซีดเผือก ดวงตาคมกริบที่เคยทรงอำนาจกลับสั่นไหวระริก ร่างสูงใหญ่แข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เมื่อมองเห็นตราประทับรูปกุหลาบไขว้ประดับเปลือกหอยมุกบนฝากล่องเหล็กนั้น... ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลที่ธันวาพยายามลบมันออกจากหน้าประวัติศาสตร์และซุกซ่อนความลับเน่าเฟะไว้ใต้พรมมาตลอดชีวิต
"คุณได้มันมาจากไหน มินตรา" เสียงของธันวาแหบพร่าและต่ำลึกจนแทบเป็นเสียงกระซิบ แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนหายใจไม่ออก
"ฉัน... ฉันขุดมันขึ้นมาจากใต้คอนกรีตฐานรากเสาเอกตัวที่สามค่ะ ตอนที่ทีมวิศวกรกำลังเจาะสำรวจความเสียหายโครงสร้างใต้ดินตามที่คุณรณกรสั่ง" มินตรากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ในนั้น... มันมีอะไรเหรอคะ ทำไมคุณถึงมีสีหน้าแบบนั้น"
ธันวานิ่งเงยหน้าขึ้น ชั่วขณะหนึ่งที่รณกรจับสังเกตได้ว่ามือหนาของอีกฝ่ายกำลังกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกคุณ" ธันวาเปลี่ยนกลับมาใช้น้ำเสียงแข็งกระด้างเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในแววตา เขาก้าวเข้าไปหมายจะคว้ากล่องเหล็กนั้นมาจากมือของมินตรา "ส่งมันมาให้ผม เดี๋ยวนี้!"
"เดี๋ยวก่อนครับ คุณธันวา!" รณกรก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างธันวาและมินตราได้อย่างทันท่วงที ร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนยืนประจันหน้ากับเจ้าของตึกด้วยแววตาดุดันไม่แพ้กัน "อย่าลืมสิครับว่านี่คือไซต์งานของผม และทุกสิ่งที่ถูกขุดพบใต้ฐานรากอาคาร มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยทางวิศวกรรม ถ้ามันคือวัตถุอันตรายหรือชิ้นส่วนปริศนาที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างตึก ผมในฐานะสถาปนิกผู้รับผิดชอบมีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะตรวจสอบ!"
"คุณไม่มีสิทธิ์มายุ่งเรื่องส่วนตัวของผม รณกร!" ธันวาตวาดลั่น ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว ปนกับความหวาดกลัวที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย่อหยิ่ง "นี่คือสมบัติของตระกูลผม!"
"สมบัติงั้นเหรอครับ? ถ้ามันเป็นแค่สมบัติส่วนตัว ทำไมมันถึงฝังอยู่ใต้ฐานรากตึกที่กำลังจะถล่มล่ะครับ หรือว่าข้างในนั้น... มันคือหลักฐานอะไรบางอย่างที่คุณกลัวว่าคนอื่นจะรู้?" รณกรหรี่ตามองอย่างจับผิด ใบหน้าคมคายขยับเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ความสูงที่ไล่เลี่ยกันทำให้การปะทะคารมครั้งนี้เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่ร้อนแรงและอันตราย
"คุณ...!" ธันวากัดฟันกรอด ขบกรามแน่นจนสันนูน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของสถาปนิกหนุ่มที่ไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย
"พอเลยค่ะ ทั้งสองคน!" มินตราส่งเสียงเบรกเสียงแข็ง พร้อมกับถอยหลังกรูดเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กล่องเหล็กในมือ "นี่ไม่ใช่เวลามาจ้องหน้าหาเรื่องกันนะคะ ดูสภาพรอบตัวก่อนเถอะค่ะคุณรณกร คุณธันวา... พวกเรากำลังยืนอยู่บนตึกที่โครงสร้างข้างล่างกำลังมีปัญหา และกล่องนี่ก็ถูกฝังไว้ในจุดที่อันตรายที่สุด ถ้าเราไม่เปิดดูให้รู้รอดกันไปข้าง เราอาจจะตายคาซากตึกนี้ก่อนจะได้เคลียร์กันด้วยซ้ำ!"
คำพูดเตือนสติของมินตราทำให้บรรยากาศรอบตัวชะงักกึก รณกรผละถอยหลังออกมาครึ่งก้าว สายตายังคงไม่ละไปจากใบหน้าเคร่งเครียดของธันวา
"มินตราพูดถูก" รณกรกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น "วางมันลงบนโต๊ะ แล้วเปิดมันซะ"
ธันวานิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ สีหน้าของเขาฉายแววลังเลและเจ็บปวดสลับกันไปมา ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความลับที่แบกรับไว้ครึ่งชีวิต กับความปลอดภัยของอาคารที่ต้องพึ่งพาสถาปนิกตรงหน้า สุดท้าย เจ้าของตึกนิสัยเสียก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาวออกมาเฮือกใหญ่ ไหล่กว้างที่เคยผึ่งผายลู่ลงเล็กน้อยอย่างคนพ่ายแพ้
"ตกลง... เปิดก็เปิด" ธันวากล่าวเสียงเบาอย่างไม่เต็มใจนัก
มินตรารีบวางกล่องเหล็กสนิมเขرอะลงบนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ รณกรขยับเข้าไปใกล้ สวมถุงมือยางที่หยิบมาจากกล่องอุปกรณ์ช่างเพื่อไม่ให้ร่องรอยลายนิ้วมือเดิมเสียหาย ก่อนจะค่อยๆ ใช้คีมปากจระเข้งัดฝากล่องที่ถูกสนิมเกาะกินจนแน่นหนา
*แกร๊ก... แอ๊ดดดด...*
เสียงโลหะเสียดสีกันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทุกคนต่างกลั้นหายใจ เมื่อฝากล่องเหล็กถูกเปิดออก กลิ่นอับชื้นและกลิ่นกระดาษเก่าๆ ก็โชยแตะจมูกทันที
ภายในกล่องนั้น... ไม่ใช่สมบัติมีค่าที่เป็นทองคำหรือเพชรพลอยอย่างที่ใครคาดคิด แต่มันคือปึกเอกสารเก่าเก็บที่กระดาษเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองกรอบ และสมุดบันทึกปกหนังสีดำเข้มเล่มหนึ่ง ซึ่งบนปกสมุดมีตราประทับรูปกุหลาบไขว้เช่นเดียวกับด้านนอกกล่อง
รณกรใช้ปลายคีมคีบเอกสารแผ่นบนสุดขึ้นมาอ่าน ดวงตาคมกวาดมองตัวหนังสือลายมือเขียนหวัดๆ ด้วยหมึกซึมสีดำ
"นี่มัน... บันทึกการอนุมัติใช้วัสดุก่อสร้างเมื่อสิบปีก่อนนี่ครับ" รณกรพึมพำเบาๆ ขมวดคิ้วมุ่น "เดี๋ยวนะ... ตัวเลขสเปกเหล็กเสริมคอนกรีตในเอกสารชุดนี้ กับแบบแปลนโครงสร้างจริงที่ผมตรวจเจอเมื่อวาน... มันไม่ตรงกัน!"
ธันวาหลับตาลงชั่วขณะ ราวกับไม่อยากฟังความจริงที่กำลังจะถูกเปิดเผย "นั่นคือต้นเหตุทั้งหมด..."
"หมายความว่ายังไงครับ?" รณกรหันขวับกลับมามอง "คุณธันวา... เอกสารนี่บอกว่า มีการลดสเปกเหล็กโครงสร้างโดยเจตนา เพื่อลดต้นทุนการก่อสร้างในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อสิบปีก่อน และลายเซ็นอนุมัติท้ายกระดาษนี่..."
สถาปนิกหนุ่มไล่สายตาลงมายังบรรทัดสุดท้าย ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อเห็นชื่อและลายมือชื่อที่ปรากฏอยู่บนนั้น
"ลายเซ็นของพ่อคุณ...?" รณกรหันไปมองหน้าเจ้าของตึก
ธันวาลืมตาขึ้น แววตาในยามนี้ไม่มีความเย่อหยิ่งเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความเจ็บปวดและความเคียดแค้นที่ถูกเก็บกดไว้ลึกสุดใจ "ใช่... พ่อของผมเป็นคนเซ็นอนุมัติให้ใช้วัสดุดด้อยคุณภาพ เพื่อแลกกับผลกำไรมหาศาล และหลังจากตึกนี้สร้างเสร็จไม่นาน ท่านก็... เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่ามันคืออุบัติเหตุจริงๆ หรือไม่"
มินตราเอามือปิดปากด้วยความตกใจ "พระเจ้า... นี่มันเรื่องใหญ่มากเลยนะคะ"
"ใหญ่ยิ่งกว่าที่คุณคิด" ธันวากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ผมซื้อตึกนี้คืนมาทุกตารางเมตร พยายามรื้อถอนและทำลายทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับความอัปยศนี้ เพื่อปกป้องชื่อเสียงของตระกูล... แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่า มันมีเอกสารชุดนี้ถูกฝังซ่อนไว้อย่างถาวรอยู่ใต้ฐานราก"
ห้องทำงานกลับเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง บรรยากาศตึงเครียดถูกแทนที่ด้วยความเห็นอกเห็นใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ รณกรทอดมองชายหนุ่มผู้มีปมในอดีต ความรู้สึกโกรธเคืองและหมั่นไส้ที่เคยมีต่อเจ้าของตึกนิสัยเสียคนนี้เมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
สถาปนิกหนุ่มถอนหายใจเบาๆ เขายืดตัวตรง ถอดถุงมือยางออก แล้ววางมันลงบนโต๊ะ
"ถ้าอย่างนั้น..." รณกรเริ่มต้นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและเป็นทางการ แววตากลับมามีความมุ่งมั่นเฉียบคมในฐานะมืออาชีพ "เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และเพื่อให้การทำงานเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่มีใครต้องมานั่งระแวงกันอีก... เรามาตกลงเงื่อนไขกันใหม่ดีกว่าครับ คุณธันวา"
ธันวาเงยหน้าขึ้นมอง ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว แม้ร่องรอยความเปราะบางจะยังหลงเหลืออยู่ในแววตาก็ตาม "เงื่อนไขอะไรของคุณ?"
"ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป นี่คือ 'กฎเหล็ก' ในการทำงานร่วมกันระหว่างเรา" รณกรชูนิ้วขึ้นมาทีละข้อ น้ำเสียงฉาดฉานและเด็ดขาด "ข้อแรก... ห้ามคุณเข้ามาแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบโครงสร้างทางวิศวกรรมของผมเด็ดขาด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลและความจริงทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่มีความลับอะไรทั้งสิ้นที่จะถูกปกปิดอีก"
ธันวากัดริมฝีปากเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากขัดขวาง
"ข้อสอง..." รณกรก้าวเข้าไปใกล้ธันวาอีกครั้ง จนระยะห่างระหว่างเขาทั้งสองเหลือเพียงคืบเดียว ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้ม "ห้ามคุณเอาเรื่องส่วนตัว หรืออดีตบ้าๆ ของตระกูลคุณ มาปะปนกับการทำงานเด็ดขาด ถ้าคุณยังทำตัวเป็นเจ้าของตึกนิสัยเสียที่เอาแต่อารมณ์ใส่ผม... ผมจะถอนตัวจากการรีโนเวทครั้งนี้ทันที โดยไม่สนว่าคุณจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเท่าไหร่"
คำพูดที่เฉียบคมและจริงจังทำเอาธันวาชะงักไป เขามองหน้าสถาปนิกหนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครคนนี้ หัวใจที่เคยปิดตายมาตลอดหลายปีกลับเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ความดื้อรั้นและแววตาดุดันคู่นั้น... กลับมีเสน่ห์ดึงดูดจนน่าประหลาด
"แล้วถ้าผมไม่ทำตามล่ะ?" ธันวาแกล้งเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงเจือความท้าทายเล็กน้อยตามนิสัยเดิม
"ถ้าคุณไม่ทำตาม..." รณกรโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแทบจะแนบชิดกับข้างใบหูของอีกฝ่าย น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ร้ายกาจแต่น่ามองที่สุด "ผมจะจูบคุณให้ลืมทางกลับบ้านเลยคอยดูสิครับ"
คำพูดหยอกล้อที่เต็มไปด้วยความมั่นใจทำเอาธันวานิ่งค้างไปสนิท ใบหน้าคมคายขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้ ขณะที่มินตราที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดหน้า แอบอมยิ้มกริ่มให้กับเคมีที่พุ่งทะยานจนปรอทแตกของทั้งคู่
"คุณนี่มัน..." ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความเขินอายที่ถูกรุกฆาตอย่างจัง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากต่อปากต่อคำ ร่างสูงก็ต้องชะงักกึกเมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูกระโปรงกระจกดังขึ้นรัวๆ จากด้านนอก
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"คุณธันวาครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" เสียงตะโกนของหัวหน้าทีมวิศวกรดังแทรกเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "ระบบเซ็นเซอร์เตือนภัยใต้ดินที่ติดตั้งไว้เมื่อเช้า... อยู่ๆ มันก็ส่งสัญญาณเตือนระดับสีแดง โครงสร้างเสาเอกโซน C กำลังขยับตัวผิดปกติครับ!"
ธันวาและรณกรหันขวับไปมองหน้ากันทันที ความตึงเครียดกลับมาพุ่งสูงถึงขีดสุดในพริบตา สัญชาตญาณของสถาปนิกและเจ้าของตึกสั่งให้พวกเขาละสายตาจากเรื่องส่วนตัวในทันที
รณกรคว้าหมวกนิรภัยบนโต๊ะมาสวมอย่างรวดเร็ว หันมามองธันวาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
"ดูท่าทาง... กฎเหล็กข้อแรกของเรา จะต้องถูกทดสอบเร็วกว่าที่คิดแล้วล่ะครับ คุณเจ้าของตึก"
---
ขอบพระคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของ "นาโนบอทมาสเตอร์" เสมอมานะครับ
สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกนิสัยเสีย•ตอนที่ 3
ขอบเขตของมืออาชีพ
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกนิสัยเสีย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!