เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังสะท้อนก้องโถงทางเดินปีกตะวันตก ราวกับจังหวะกลองศึกที่กำลังเร่งเร้าให้บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นทุกวินาที ภาคินก้าวเท้าผ่านไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่กดทับลงบนบ่าของสองหนุ่มที่ยืนเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้าย
รณกรยังคงกำหมัดแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเล็กน้อยจากความโกรธที่พุ่งพล่าน สถาปนิกหนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครหน้าไหน กำลังมองแผ่นหลังของศัตรูตัวฉกาจด้วยสายตาดุดันราวกับเสือชีตาร์ที่พร้อมจะกระโจนขย้ำเหยื่อ แต่พอเขาหันกลับมาสบตากับคนข้างกาย ความโกรธเกรี้ยวเหล่านั้นก็มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความกังวลใจที่แล่นริ้วขึ้นมาจุกอก
ธันวานิ่งงัน ใบหน้าคมสันที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความถือดีและเย่อหยิ่งเสมอ ยามนี้กลับซีดเผือดอย่างไร้สีเลือด ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตาคู่คมที่เคยเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและเกราะป้องกันอันหนาแน่น บัดนี้กลับไหวระริก สั่นสะท้อนความเจ็บปวดและความหวาดกลัวที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจากก้นบึ้งของอดีต—อดีตที่เจ้าตัวพยายามฝังกลบมันมาตลอดชีวิต
"ธันวา..." รณกรเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว ความกระด้างในน้ำเสียงเมื่อครู่หายวับไป เหลือเพียงความอ่อนโยนที่เจ้าตัวมักจะซ่อนไว้ใต้ท่าทีปากจัด
ร่างสูงของเจ้าของคฤหาสน์สะดุ้งเล็กน้อย ราวกับเพิ่งหลุดออกมาจากภวังค์แห่งความมืดมิด ธันวาหลุบตาลงต่ำ พยายามซ่อนแววอ่อนแอที่ฉายชัดอยู่ในนั้น พร้อมกับเบือนหน้าหนีเพื่อหลบเลี่ยงการสบตา เขากำลังถอยร่นเข้าสู่กำแพงแห่งความโดดเดี่ยวที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากโลกอันโหดร้ายอีกครั้ง
"นาย... กลับไปซะรณกร" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก มันแห้งผากและสั่นเครือเล็กน้อยจนคนฟังหัวใจกระตุก "นี่มันเรื่องของฉัน... ปัญหาของตระกูลฉัน นายไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง"
"ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องงั้นเหรอ?" รณกรทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอของสถาปนิกหนุ่มเต็มไปด้วยความประชดประชันและขื่นขม เขาเคลื่อนกายเข้าไปประชิดร่างสูงอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมปล่อยให้คนตรงหน้าถอยหนีไปอยู่ในมุมมืดตามลำพังอีกต่อไป "พูดออกมาได้หน้าตาเฉยนะ นายคิดว่าตัวเองเป็นใคร ศูนย์กลางจักรวาลหรือไงถึงแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว?"
ธันวาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความไม่พอใจ ดวงตาคู่คมฉายแววกรุ่นโกรธขึ้นมากลบเกลื่อนความเปราะบาง "อย่ามาสั่งฉัน รณกร! นายเป็นแค่... เป็นแค่..."
"เป็นสถาปนิกปากจัดที่กำลังรำคาญนายเต็มทน!" รณกรสวนกลับทันควัน น้ำเสียงจริงจังและทรงพลังจนธันวาชะงัก งงงันไปชั่วขณะ มือเรียวบางเอื้อมไปคว้าข้อแขนแกร่งของอีกฝ่ายไว้มั่น บีบแน่นเพื่อส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่มีลงไปในสัมผัส "ฟังให้ดีนะธันวา ถึงฉันจะปากร้าย ถึงเราจะทะเลาะกันทุกครั้งที่เจอหน้า แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะยืนดูคนอวดดีอย่างนายโดนคนอื่นรังแกอยู่ฝ่ายเดียวนะเว้ย!"
คำพูดนั้นหนักแน่นและจริงใจ รณกรจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างไม่หลบเลี่ยง แววตาของสถาปนิกหนุ่มไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องคนที่ตนตีตราว่าเป็น 'เจ้าของตึกนิสัยเสีย' คนนี้ด้วยหัวใจทั้งหมด
เคมีรอบตัวของทั้งคู่ร้อนระอุขึ้นมาทันที ท่ามกลางความเย็นเยียบของคฤหาสน์โบราณ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันและกัน หัวใจของธันวาเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอหอย ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าปกคลุมหัวใจที่ด้านชามาแรมปี จนเผลอปล่อยให้หยาดน้ำตาแห่งความอึดอัดเอ่อคลอหน่วยขึ้นมาเล็กน้อย
"นาย..." ธันวาครางแผ่วในลำคอ ความเกรี้ยวกราดก่อนหน้านี้สลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอ่อนโยนที่ถูกปลุกเร้าโดยความจริงใจของคนตรงหน้า
ทว่า ช่วงเวลาแห่งความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางอารมณ์ก็ถูกทำลายลงอย่างไม่เป็นท่า เมื่อฝีเท้าของใครบางคนกำลังเร่งรีบมุ่งตรงมายังโถงทางเดินนี้ พร้อมกับเสียงหอบหายใจและน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังแทรกเข้ามา
"คุณรณกร! คุณธันวา! แย่แล้วครับ!"
เสียงของลูกน้องคนสนิทดังลั่นก่อนที่ตัวจะมาถึง ทำให้ทั้งสองคนต้องผละออกจากกันอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ รณกรหน้าแดงเรื่อด้วยความเขินอายที่เกือบจะแสดงอาการคลั่งรักออกมาเกินพิกัด เจ้าตัวรีบกระแอมไอแล้วหันไปปั้นหน้าขึงขังใส่ผู้มาใหม่กลบเกลื่อนความพิรุธ
"มีอะไรวะมินตรา หน้าตาตื่นมาเชียว ตึกจะถล่มหรือไง?" รณกรหันไปแหวใส่เลขาและเพื่อนสนิทที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
มินตรากวาดสายตามองหน้าเจ้านายและเจ้าของบ้านสลับกันด้วยสายตาจับผิด แววตาเจ้าเล่ห์ฉายแววรู้ทันทันที แต่ก็ต้องรีบเก็บอาการไว้เพราะสถานการณ์คับขันตรงหน้าสำคัญกว่าเรื่องแซวเล่น
"เปล่าครับตึกไม่ได้ถล่ม... แต่ *คุณภาคิน* น่ะสิครับ กำลังพาคนกลุ่มใหญ่บุกเข้าไปที่ห้องประชุมใหญ่ชั้นล่าง อ้างอำนาจกรรมการบริหารเตรียมจะสั่งอายัดงบประมาณโครงการทั้งหมดของพวกเราแล้วครับ!"
สิ้นคำแจ้งเตือนนั้น ใบหน้าของธันวาก็กลับมาเย็นชาและแข็งกร้าวขึ้นทันที รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างสูงราวกับพายุร้าย พร้อมจะแผดเผาทุกคนที่กล้าเข้ามาล้ำเส้น
รณกรหรี่ตาลง รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปาก สถาปนิกหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันไปสบตากับธันวาอีกครั้งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเกินร้อย
"หึ กล้ามากนะที่มาเล่นตุกติกในอาณาจักรของฉันกับนาย" รณกรแค่นหัวเราะ น้ำเสียงเย็นเยียบแต่น่าฟัง "ไปกันเถอะธันวา... ได้เวลาไปตบหน้าคนปากเสียให้คว่ำคากลางที่ประชุมกันแล้วล่ะครับ"
ธันวามองรอยยิ้มมั่นใจของรณกร ความหวาดกลัวเมื่อครู่อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น หัวใจที่เคยไร้ที่พึ่งพิงกลับรู้สึกมั่นคงขึ้นมาอย่างประหลาด ร่างสูงพยักหน้ารับช้าๆ แววตาสื่อความหมายลึกซึ้งที่ทั้งคู่ต่างเข้าใจกันเป็นอย่างดี
ทว่า ในจังหวะที่ทั้งสามคนกำลังจะก้าวเท้าเดินออกจากโถงทางเดินเพื่อลงไปเผชิญหน้ากับศัตรู ประตูบานไม้สักทองแกะสลักลวดลายวิจิตรที่อยู่สุดปลายทางเดินอีกด้านหนึ่ง ซึ่งควรจะปิดตายมานานนับปี กลับส่งเสียง 'เอี๊ยด' ดังขึ้นแผ่วเบา... พร้อมกับร่างของบุคคลปริศนาที่ก้าวออกมาจากเงาสลัว พร้อมรอยยิ้มปริศนาที่ทำให้ทุกคนต้องชะงักฝีเท้าลงทันที!
โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกนิสัยเสีย•ตอนที่ 20
ปกป้องในแบบของฉัน
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกนิสัยเสีย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!