"ถ้าคุณยังเดินวนเป็นหนูติดจั่นอยู่ตรงนั้นอีกสามรอบ ผมจะถือว่าคุณกำลังสำรวจฮวงจุ้ยเพื่อเตรียมสร้างฮวงซุ้ยให้ตัวเองนะครับ คุณรณกร"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความระอาอย่างปิดไม่มิดดังขึ้นจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่ รณกรชะงักเท้าที่กำลังก้าวเดินสลับไปมาบนพื้นพรมขนสัตว์ราคาแพง สถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความมั่นใจในฝีมือสะบัดหน้าขวับ หรี่ตามองเจ้าของคฤหาสน์ที่นั่งไขว่ห้างถือแฟ้มเอกสารอยู่หลังโต๊ะด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ผมไม่ได้เดินวนอย่างไร้จุดหมายครับคุณธันวา ผมกำลังประเมินน้ำหนักการรับน้ำหนักของโครงสร้างพื้นไม้สักทองต่างหาก ว่ามันจะรับแรงกระแทกจากความเรื่องมากของคุณไหวไหมในแต่ละวัน" รณกรสวนกลับทันควัน ริมฝีปากหยักยกยิ้มยั่วเย้าตามนิสัยที่ไม่เคยยอมลดละให้ใคร
นี่คือเช้าวันที่สิบของการทำงานร่วมกันภายใต้ชายคาเดียวกัน หลังจากผ่านพ้นค่ำคืนแห่งการปะทะคารมและรื้อฟื้นแบบแปลนเก่าจนเกือบสว่าง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้ถูกยกระดับด้วยความหวานเลี่ยน หากแต่เป็นการ "หยุดยิง" ชั่วคราวที่ขยับจากสถานะคู่กัดตัวฉกาจ มาสู่การเป็นเพื่อนร่วมงานที่เริ่มจะ "คุยกันรู้เรื่อง" ขึ้นมาบ้างแล้ว—แม้ว่ากำแพงความเย่อหยิ่งของธันวาจะยังสูงตระหง่าน และฝีปากของรณกรจะยังคมกริบเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนก็ตาม
ธันวาถอนหายใจยาว วางแฟ้มในมือลงบนโต๊ะเสียงดังปึกจนรณกรสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นช้อนขึ้นมองสถาปนิกหนุ่มที่แต่งตัวเนี้ยบด้วยเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงสแลคเข้ารูป แวบหนึ่งในแววตานั้นมีความอ่อนล้าซ่อนอยู่ แต่มันก็ถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยอย่างรวดเร็ว
"ถ้าสมองอันปราดเปรื่องของคุณรวบรวมสมาธิได้มากกว่าการมายืนเถียงผมเรื่องโครงสร้างพื้น เราคงจะได้เห็นแบบแปลนปรับปรุงห้องโถงตะวันตกเสร็จทันกำหนดการสัปดาห์หน้า" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงความกดดัน
"เสร็จแน่ครับ ไม่ต้องมาทวงงานเหมือนเจ้าหนี้หน้าเลือดหรอก ผมเป็นมืออาชีพพอ" รณกรเดินดุ่มๆ เข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน ก่อนจะดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างไร้อมคาม สายตากวาดมองเอกสารสรุปงบประมาณที่ธันวาเพิ่งเซ็นอนุมัติไป "ว่าแต่... งบประมาณจัดซื้อวัสดุรอบนี้ คุณอนุมัติให้ผมเพิ่มอีกสิบเปอร์เซ็นต์จริงเหรอครับ แปลกใจจัง นึกว่าคุณจะหวงงบไว้สร้างบัลลังก์ส่วนตัวเสียอีก"
ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตา ร่างสูงใหญ่ขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนรณกรสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกาแฟดำคั่วเข้ม
"ผมไม่ได้ใจดีกับทุกคนครับคุณรณกร..." ธันวาเว้นจังหวะ สายตาดุดันคู่นั้นกวาดมองใบทั่วใบหน้าของสถาปนิกหนุ่มตั้งแต่ดวงตากลมโต จมูกรั้น ไปจนถึงริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันเล็กน้อย "...แต่ผมแค่ไม่อยากได้งานที่มัน 'ห่วย' มาประดับบ้านตัวเอง และที่สำคัญ... ผมไม่อยากฟังเสียงบ่นน่ารำคาญของคุณเวลาที่งบมันไม่พอใช้ต่างหาก"
รณกรแค่นเสียงในลำคอ ดวงตาคู่สวยพะเนิดขึ้นด้วยความหมั่นไส้ "ปากคอเราะร้ายไม่เปลี่ยนเลยนะครับ ระวังเถอะ สักวันถ้าผมเกิดประชดไม่รับงานนี้ขึ้นมาจริงๆ คุณนั่นแหละที่จะต้องวิ่งแจ้นไปตามผมถึงสตูดิโอ"
"ผมไม่เคยวิ่งตามใคร" ธันวาตอบกลับทันที น้ำเสียงหนักแน่นและจริงจังจนรณกรชะงักไปนิด "โดยเฉพาะกับคนปากจัดอย่างคุณ... แต่ถ้าเป็นเรื่องงาน ผมยินดีที่จะ 'เดินเข้าหา' ให้มันจบๆ ไปมากกว่า"
บรรยากาศในห้องทำงานกว้างขวางพลันเงียบลงชั่วขณะ คำพูดเรียบง่ายแต่แฝงความหมายลึกซึ้งบางอย่างทำให้หัวใจของรณกรกระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุ สถาปนิกหนุ่มกะพริบตาปริบๆ พยายามดึงสติกลับมาแล้วเสมองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความประหลาดใจที่ตีตื้นขึ้นมาในอก
ให้ตายเถอะ... ช่วงหลังมานี้ ธันวามักจะมีลูกเล่นแพรวพราวแบบนี้มาหยอดอยู่เรื่อย จนเขาสักเริ่มจะไม่แน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้าของตึกนิสัยเสีย หรือเป็นนักจิตวิทยาตัวฉกาจที่จงใจปั่นป่วนหัวใจเขากันแน่
"อะแฮ่ม! งั้นก็ตกลงตามนี้ครับ ในเมื่ออนุมัติงบแล้ว ผมจะรีบเคลียร์แบบแปลนส่วนที่เหลือให้จบภายในวันนี้ ส่วนคุณ..." รณกรลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะบัดเอกสารในมือเบาๆ "ก็เตรียมตัวตรวจรับความอลังการที่ผมจะเนรมิตให้ก็แล้วกันครับ ท่านเจ้าของตึก"
ธันวายังคงนั่งนิ่ง มองท่าทางกระเง้ากระงอดที่พยายามทำเป็นเข้มแข็งของอีกฝ่าย มุมปากหยักหนายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มที่นานๆ ครั้งรณกรจะได้เห็น และยอมรับตามตรงว่ามันมีอานุภาพทำลายล้างความตั้งใจทำงานของเขาได้ชะรรัดนัก
"เชิญครับ... ถ้าทำออกมาได้ไม่ดีอย่างที่คุย ผมจะหักเงินเดือนคุณมาทำบุญล้างซวย"
"เชอะ!" รณกรหมุนตัวเดินกลับหลังหัน แต่ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวเท้าพ้นจากโต๊ะทำงาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
*ก๊อกๆๆ*
ทั้งรณกรและธันวาชะงัก หันไปมองที่บานประตูไม้สักบานใหญ่พร้อมกัน ร่างของมินตรา เพื่อนสนิทและผู้จัดการส่วนตัวของรณกรก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย ในมือถือแท็บเล็ตเครื่องบางที่เปิดหน้าจอนำเสนอข่าวออนไลน์อยู่
"กร! ธันวา! แย่แล้วล่ะ..." มินตราเอ่ยเสียงหอบเหนื่อย สีหน้าเคร่งเครียดจนรณกรต้องรีบสาวเท้าเข้าไปหา
"มีอะไรยัยมินตรา หน้าตาตื่นมาเชียว ตึกถล่มเหรอ?" รณกรเอ่ยถามติดตลกเพื่อคลายเครียด
แต่มินตราไม่มีอารมณ์จะเล่นด้วย เธอยื่นหน้าจอแท็บเล็ตให้ทั้งสองคนดูทันที "ไม่ใช่ตึกถล่ม... แต่เป็นข่าวฉาว! มีคนปล่อยภาพลับตอนที่พวกเราอยู่ในไซต์งานเมื่อคืนก่อน ออกมาแฉในโลกโซเชียลแล้ว แถมยังใส่ร้ายว่าพวกเราฮุบงบประมาณการบูรณะตึกประวัติศาสตร์นี้อีกต่างหาก!"
รณกรเบิกตากว้าง ก้มมองหน้าจออ่านพาดหัวข่าวตัวโตที่เขียนด้วยถ้อยคำรุนแรงและใส่ร้ายป้ายสีอย่างจงใจ ความโกรธพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจในเสี้ยววินาที
ทว่า ในขณะที่รณกรกำลังจะอ้าปากสบทาน ทมือหนาของธันวากลับเอื้อมมาแตะที่ไหล่ของเขาเบาๆ สัมผัสอุ่นจัดนั้นส่งผ่านความนิ่งสงบมาให้ ทว่าดวงตาคมกริบของเจ้าของคฤหาสน์กลับมืดสนิทราวกับพายุที่กำลังก่อตัว
ธันวาปรายตามองหน้าจอแท็บเล็ตเพียงแวบเดียว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องตรงไปที่ประตูห้องทำงานที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาทอีกครั้ง
ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทหรูผู้มีศักดิ์เป็นอาแท้ๆ ของธันวา ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้า ด้านหลังมีกลุ่มนักข่าวพร้อมไมโครโฟนและกล้องโทรทัศน์กรูเข้ามาเต็มโถงทางเดิน
"สวัสดีครับหลานรัก ดูท่าทางโปรเจกต์บูรณะร้อยล้านนี้... คงจะไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียแล้วล่ะมั้ง"
---
ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของ "นาโนบอทมาสเตอร์" เสมอมานะครับ
สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกนิสัยเสีย•ตอนที่ 10
เช้าวันที่ทุกอย่างเปลี่ยน
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกนิสัยเสีย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!