สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกนิสัยเสีย•ตอนที่ 13

คำพูดที่ไม่คิดแต่จี๊ดถึงใจ

ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
"เรายังคุยกันไม่จบ... เตรียมตัวหาคำแก้ตัวไว้ได้เลยครับ คุณสถาปนิก" ประโยคคำรามลอดไรฟันของธันวายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท รณกรสะบัดหน้าไล่ความหงุดหงิดออกไปจากหัว ขณะที่สองเท้าก้าวฉับๆ เข้ามาในห้องทำงานชั่วคราวหน้าไซต์งานรีโนเวทคฤหาสน์เก่าหลังยักษ์ กลิ่นสีทาบ้านใหม่และฝุ่นปูนยังคงลอยอบอวลในอากาศ แต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับร้อนระอุยิ่งกว่าเตาหลอม ให้ตายสิ! คนอะไร ทั้งเผด็จการ ปากจัด และเอาแต่ใจเป็นที่สุด! รณกรโยบบลูปรินท์ในมือลงบนโต๊ะไม้เสียงดังปั้ง จนมินตราที่กำลังนั่งจดสต็อกวัสดุอยู่ถึงกับสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมอง เพื่อนสนิทหรี่ตามองสภาพหัวฟูและใบหน้าบึ้งตึงของสถาปนิกหนุ่ม ก่อนจะหัวเราะหึๆ ในลำคอ "โอ้โห หน้าตานี่เหมือนไปกินรังแตนมาจากไหนครับคุณรณกร ไปทำอีท่าไหนให้อาเสี่ยเจ้าของตึกหน้ายักษ์เขาควันออกหูได้ขนาดนั้นล่ะนั่น" มินตราเอ่ยแซวพร้อมกับจิบกาแฟเย็นในมืออย่างสบายใจ "ปากเสีย!" รณกรสวนกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด ทรุดตัวลงนั่งกระแทกกับเก้าอี้สำนักงานจนมันส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด "ผมไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย แค่เถียง... เอ้ย แค่อธิบายเหตุผลทางสถาปัตยกรรมให้เขาฟังตามหลักวิชาการ แต่พ่อคุณดันหูหนวกหรือไงไม่ทราบ ถึงได้ฟังภาษาคนเป็นภาษาหาเรื่อง!" "แน่ใจนะว่าแค่ 'อธิบาย' ไม่ใช่ไปประชดประชันเขาด้วยสายตาพิฆาตแบบที่ชอบทำเวลาหมั่นไส้คนอื่น?" มินตราเลิกคิ้วถามอย่างรู้ทัน รณกรชะงักไปนิด เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อนภาพึงประสงค์แวบเข้ามาในหัว... ตอนที่เถียงกันเรื่องการรื้อผนังห้องโถงใหญ่ ธันวาจู่โจมเข้ามาประชิดตัวจนแผ่นหลังของเขาชนติดกับผนังปูนเย็นเยียบ ลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะแก้ดสาก และแววตาคู่คมที่มองลึกลงมาในดวงตาของเขา มันไม่ใช่สายตาของนายจ้างกับลูกจ้าง แต่มันเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ร้อนแรงและสับสนจนเขาต้องรีบผลักอีกฝ่ายออกแล้วหนีเตลิดออกมานี่ไงล่ะ! แต่ความปากแข็งมันดันทำงานเร็วกว่าสมอง รณกรเลยพ่นคำพูดตัดเยื่อใยใส่หน้าธันวาไปชุดใหญ่ ว่าเขาเป็นพวกยึดติดกับอดีตและไม่ยอมรับฟังความเปลี่ยนแปลง... ซึ่งพอนึกย้อนกลับไปตอนนี้ รณกรก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมานิดๆ เหมือนกัน "ก็... เขากวนประสาทก่อนนี่นา" รณกรเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว มือเรียวยกขึ้นขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิงไปหมด "ผมแค่ไม่อยากให้เขามาสั่งแก้โน่นแก่นี่ตามใจชอบ งานออกแบบมันมีดีไซน์และคอนเซปต์ของมันอยู่แล้ว ถ้าตามใจเขาทุกอย่าง ตึกนี้ก็คงกลายเป็นควิกซิลเวอร์ผสมลิเกเก่าๆ น่ะสิ" "แต่แกก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าทำไมเขาถึงหวงห้องโถงนั้นนัก" มินตราถอนหายใจยาว วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ น้ำเสียงของเพื่อนสาวเริ่มจริงจังขึ้น "คฤหาสน์หลังนี้... คือความทรงจำเดียวที่เหลืออยู่ระหว่างเขากับแม่ที่เสียไป ธันวาเขาไม่ได้เรื่องมากอย่างไร้เหตุผลหรอกรัน เขาแค่กลัวว่าแกจะไปทำลายร่องรอยเดียวที่เขายังหลงเหลือความรู้สึกปลอดภัยอยู่ต่างหาก" คำพูดของมินตราเหมือนมีค้อนหนักๆ มาทุบเข้าที่กลางอก รณกรนิ่งอึ้งไป ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความโกรธเคืองและทิฐิที่เคยพองโตเมื่อครู่แฟบลงราวกับลูกโป่งโดนเข็มจิ้ม จริงสิ... เขาเอาแต่คิดว่าตัวเองเป็นสถาปนิกมืออาชีพที่ต้องปกป้องผลงานศิลปะของตัวเอง โดยหลงลืมหัวใจของคนเป็นเจ้าของบ้านที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางซากอดีตเหล่านั้นไปเสียสนิท "ผม... ไม่ได้ตั้งใจจะพูดแรงขนาดนั้นสักหน่อย" รณกรพึมพำกับตัวเอง เสียงเบาหวิวราวกับกระซิบ "ถ้าสำนึกได้ ก็เดินไปขอโทษเขาซะสิครับ" มินตราพยักเพยิดหน้าไปทางประตูกระจกที่เชื่อมไปยังสวนด้านนอก ซึ่งตอนนี้ร่างสูงโปรดของธันวากำลังยืนกอดอกหันหลังให้อยู่ตรงระเบียงพอดี "คนอย่างคุณธันวา ภายนอกเหมือนพยัคฆ์ติดจั่น แต่จริงๆ แล้วเปราะบางจะตายไป แค่คำพูดขัดหูคำเดียวก็พร้อมจะสร้างกำแพงน้ำแข็งใส่คนอื่นอีกสิบปี... แกเป็นคนจุดไฟเผาเอง ก็ต้องเป็นคนเอาน้ำไปดับนะรัน" รณกรเม้มริมฝีปากแน่น ชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เขาจัดเสื้อเชิ้ตสีอ่อนให้เข้าที่ สะบัดหน้าเรียกความมั่นใจกลับคืนมา แม้ในใจจะเต้นรัวระทึกแปลกๆ ก็ตาม "เออๆ รู้แล้วน่า ผมไปเคลียร์เอง ไม่เห็นต้องบ่นยาวเลยยายมิน" รณกรเอ่ยตัดบทก่อนจะเดินดุ่มๆ ออกจากห้องทำงานมุ่งตรงไปยังระเบียงด้านนอก เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดังเป็นจังหวะท่ามกลางความเงียบของไซต์งานในยามบ่าย ธันวายืนหันหลังให้ แผ่นกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มดูโดดเดี่ยวและตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด ไหล่หนาลู่ลงเล็กน้อยราวกับกำลังแบกรับน้ำหนักของอดีตทั้งหมดไว้บนบ่าคนเดียว รณกรชะลอฝีปากลงโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกกรุ่นโกรธเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกแปลกประหลาดที่บีบรัดหัวใจ เขาเกลียดเวลาที่เห็นอีกฝ่ายทำหน้าแบบนี้... มันชวนให้รู้สึกหงุดหงิด และที่แย่ไปกว่านั้นคือ มันทำให้เขาอยากเข้าไปกอดปลอบ ทั้งที่เพิ่งทะเลาะกันไปหมาดๆ แท้ๆ "นี่..." รณกรส่งเสียงเรียกทำลายความเงียบ พร้อมกับก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างที่ราวระเบียง "มองวิวด้านนอกแล้วมันจะสวยขึ้นมาหรือไงครับ ถึงได้ยืนจ้องตาไม่กระพริบขนาดนั้น" ธันวาไม่หันมามอง เขาเพียงแค่เหลือบหางตามองเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบแต่เย็นชาถูกพ่นออกมา "นึกว่าหนีหางจุกตูดกลับบ้านไปแล้วเสียอีก... คุณสถาปนิกปากกล้า" รณกรแอบเบะปากหมั่นไส้กับสรรพนามที่อีกฝ่ายหยิบมาใช้ แต่ก็ยอมผ่อนลมหายใจยาวเพื่อปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ เขายกมือขึ้นกอดอกเลียนแบบท่าทางของอีกฝ่ายบ้าง สายตาทอดมองไปยังสวนหย่อมรกร้างเบื้องล่าง "ผมไม่ใช่พวกขี้ขลาดตาขาวสักหน่อยที่จะหนีปัญหา... แค่เดินกลับไปตั้งหลักมาต่างหาก" รณกรยอมรับตรงๆ น้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง "เรื่องเมื่อกี้... ที่ผมพูดจาไม่เข้าหูคุณ ผมขอโทษก็แล้วกัน" ธันวาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหันขวับมามองหน้าสถาปนิกหนุ่มตรงๆ ราวกับไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำขอโทษหลุดออกมาจากปากคนเย่อหยิ่งอย่างรณกร "คุณ... กำลังขอโทษผม?" ธันวาเลิกคิ้วสูง น้ำเสียงเจือความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด "อย่าทำหน้าเหมือนโลกกำลังจะแตกสอกครับ ผมก็แค่คนยอมรับความจริงเป็น" รณกรเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาคมกริบที่จ้องมองมาอย่างเจาะลึก แก้วเนียนเริ่มขึ้นสีแดงเรื่อโดยไม่รู้ตัว "ผม... ยอมรับว่าผมใจร้อนเกินไป และไม่ได้มองในมุมของคุณ... เรื่องกำแพงผนังห้องโถงนั่น ถ้าคุณอยากเก็บโครงสร้างเดิมไว้จริงๆ เรา... เราพอก็ได้ครับ เดี๋ยวผมกลับไปแก้แบบใหม่ให้เข้ากับโครงสร้างเดิมโดยไม่ทำลายมัน... พอใจคุณหรือยังล่ะ?" ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างเขาทั้งคู่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้เบาๆ ธันวายังคงจ้องมองรณกรไม่วางตา แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาเมื่อครู่ ค่อยๆ อ่อนแสงลง ความตึงเครียดบนใบหน้าหล่อเหลาคลายตัวลงทีละน้อย มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง รณกรใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เย้ยหยัน แต่มันเป็นรอยยิ้มที่... อบอุ่นจนน่ากลัว "คุณนี่นะ..." ธันวาพึมพำเสียงทุ้มต่ำ ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวรณกรทีละก้าวอย่างช้าๆ จนสถาปนิกหนุ่มต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนติดกับราวระเบียงเหล็กดัด "เวลาดื้อก็แทบจะอยากหยิกให้เนื้อเขียว แต่เวลาทำตัวน่ารักแบบนี้... มันทำให้ผมอยากทำโทษคุณให้หนักกว่าเดิมรู้ไหมครับ" "ตะ... ถอยไปเลยนะ!" รณกรหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก มือบางดันอกแกร่งของอีกฝ่ายไว้แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดมหาศาลนั้นได้ "ไหนบอกว่าจะเคลียร์เรื่องงานไง ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมาพูดจาลามปามแบบนี้เล่า!" "ผมไม่ได้ลามปาม ผมกำลังพูดความจริง" ธันวายื่นหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวแก้มของรณกรจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างแนบแน่น ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความหวานล้ำและอันตราย รณกรอ้าปากจะเถียงต่อ แต่ทว่า... *กริ๊งงงงงงง!* เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของธันวาดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน รณกรสะดุ้งสุดตัวรีบผลักอกอีกฝ่ายให้ออกห่างทันทีด้วยความโล่งอกผสมความเสียดายเล็กน้อย ธันวาขมวดคิ้วด้วยความขัดเคืองอย่างเห็นได้ชัด เขาควักโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอด้วยสีหน้าหงุดหงิด แต่เพียงแค่กวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ บนหน้าจอเท่านั้น สีหน้าของเจ้าของคฤหาสน์ก็เปลี่ยนไปในพริบตา จากความผ่อนคลายแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดและดุดันขึ้นมาทันที รณกรสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย "มีอะไรเหรอครับ ใครโทรมา?" ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตากับรณกร ชั่วขณะหนึ่งแววตาของเขามีความกังวลซ่อนอยู่ลึกๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาตามเดิม เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้รณกรต้องค้างเติ่งอยู่กับที่ "คนที่คุณไม่อยากเจอที่สุด... กำลังก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้แล้วครับ" --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของผมเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกนิสัยเสีย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%