เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารหนาปึ้กบนโต๊ะประชุมกระจกใสเงาวับดังสนั่น หักล้างบรรยากาศตึงเครียดในห้องได้อย่างชะงัดนัก ภูผาขยับแว่นสายตาเล็กน้อยเพื่อซ่อนประกายตาวาวโรจน์ สันจมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นอย่างถือดี ขณะที่เจ้าของแฟ้มเอกสารเมื่อครู่—ผู้กำกับมือทองอย่างกรณ์—กำลังพ่นลมหายใจพรืดใหญ่ออกมาด้วยความหงุดหงิดระคนหมั่นไส้
"คุณเรียกว่านี่คือ 'หัวใจของโลเคชั่น' อย่างนั้นเหรอครับคุณสถาปนิกมือหนึ่ง?" กรณ์เปิดฉากด้วยน้ำเสียงเยาะหยันที่ทรงพลังพอจะทำให้คนฟังเลือดขึ้นหน้า "ผมขอพูดแบบไม่รักษาน้ำใจเลยนะ งานออกแบบของคุณมันไร้ชีวิตชีวา สวยเฉียบแบบหุ่นยนต์ ไร้ซึ่งจิตวิญญาณของตัวละครที่ต้องใช้ชีวิตอยู่จริงในนั้น ถ้าผมเอาฉากนี้ไปถ่ายทำจริง นักแสดงของผมคงเดินชนมุมโต๊ะตายตั้งแต่ฉากแรกเพราะความเป๊ะอย่างไร้เหตุผลของคุณแล้วล่ะ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีนที่นั่งอยู่มุมโต๊ะถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน แต่ไม่ใช่กับภูผา... สถาปนิกหนุ่มไม่ได้แสดงอาการสะท้านสะเทือนให้เห็นแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากถูกยกขึ้นอย่างเยือกเย็น ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนทั้งคู่
"ถ้าคุณใช้สมองซีกขวาคิดให้มากกว่าแค่การหวังยอดวิวและภาพสวยฉาบฉวย คุณจะมองเห็นว่าทุกมุมที่ผมออกแบบ มันถูกคำนวณมาเพื่อซัพพอร์ตอารมณ์ของตัวละครอย่างแม่นยำที่สุดแล้วครับผู้กำกับกรณ์" ภูผาตอกกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนทุกลมหายใจ "แต่ก็นั่นแหละ... ถ้าคุณมองไม่เห็น มันก็เป็นปัญหาที่วิสัยทัศน์ของคุณ ไม่ใช่รสนิยมของผม"
"นี่คุณ!" กรณ์พุ่งพรวดลุกขึ้นตาม มือหนาตบลงบนขอบโต๊ะจนน้ำในแก้วกระฉอก ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "ปากดีนักนะภูผา! งานพังไม่เป็นท่าแล้วยังกล้ามาแอคท่าเหนือกว่าอีกเหรอ? ไปแก้มาซะ! ผมให้เวลาคุณถึงเที่ยงคืนพรุ่งนี้ ถ้ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง... ผมจะเอาแบบแปลนนี้ไปฉีกทิ้งต่อหน้าทีมโปรดิวเซอร์แน่!"
พูดจบ กรณ์ก็คว้าแจ็คเก็ตหนังตัวเก่งมาพาดบ่าแล้วหมุนตัวเดินกระแทกส้นเท้าออกไปจากห้องประชุมทันที ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ กับความร้อนระอุที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในอากาศ
ภูผายืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม กรามขบเข้าหากันแน่นจนสันนูนขึ้นมา ความเจ็บใจตีรวนขึ้นมาจุกที่อก ไม่ใช่เพราะโดนดูถูกฝีมือ... แต่มันเจ็บตรงที่คำวิจารณ์ดิบเถื่อนเหล่านั้นของกรณ์ มันดัน 'ถูกเผง' ในจุดที่เขาพยายามหลบเลี่ยงมาตลอด
"พี่ภู..." มีนเอ่ยเรียกเสียงเบาอย่างกังวล
"ไม่เป็นไรมีน" ภูผายกมือขึ้นห้ามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบสนิท แต่แววตากลับลุกโชนไปด้วยแรงฮึด "ในเมื่อเขาอยากได้ความสมบูรณ์แบบที่จับต้องได้... ฉันก็จะจัดให้เขาจนพูดไม่ออกเลยคอยดู"
ตลอดทั้งคืนนั้น ห้องทำงานสถาปนิกกลายเป็นสนามรบส่วนตัว กองกระดาษไข ดินสอ EE ที่หักคามือ และหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สว่างวาบคือพยานของการทำงานอย่างบ้าคลั่ง ภูผาทลายกรอบความเป๊ะแบบเดิมๆ ทิ้งไป เขานำฟีดแบ็กปากจัดของกรณ์มาขย้ำ ขยี้ แล้วประกอบสร้างขึ้นใหม่ด้วยความเข้าใจในมิติของมนุษย์ที่ลึกซึ้งขึ้น โดยยังคงลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายของวันถัดไป...
ประตูกระจกห้องทำงานถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องเคาะ กรณ์ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตาฉายความเหนื่อยล้าจากการอดนอนไม่แพ้กัน มือถือม้วนกระดาษพิมพ์เขียวชุดใหม่ที่เพิ่งถูกส่งตรงมาจากโต๊ะทำงานของภูผาเมื่อครู่
"ไหนล่ะ ผลงานชิ้นโบแดงที่คุณโม้ไว้ว่า—"
กรณ์ชะงักคำพูดทั้งหมดไว้ในลำคอ เมื่อดวงตาคมกริบกวาดมองไปทั่วห้องสตูดิโอ
ผนังห้องถูกแปะทับด้วยภาพร่างมุมกล้องใหม่ที่ผสานเข้ากับงานสถาปัตยกรรมอย่างกลมกลืน แสงเงาที่ถูกจำลองขึ้นสะท้อนความดิบ ปนความอบอุ่น และความเหงาของตัวละครได้อย่างลงตัว มันไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมแข็งกระด้างอีกต่อไป แต่มันคือ 'พื้นที่' ที่มีลมหายใจจริงๆ
ภูผานั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงาน ท่าทางผ่อนคลายแต่แววตาท้าทายถูกส่งตรงมาให้คนที่ยืนค้างอยู่กลางห้อง
"เป็นไงบ้างครับผู้กำกับ..." ภูผาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าริมฝีปากกลับยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า "งานแบบนี้... พอจะทำให้คุณไม่ต้องเอาแบบแปลนผมไปฉีกทิ้งแล้วหรือยัง?"
กรณ์กลืนก้อนความประหลาดใจลงคออย่างยากลำบาก เขาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของอีกฝ่ายทีละก้าว สายตาคมกวาดมองรายละเอียดในกระดาษแผ่นใหญ่อย่างพิจารณา ยิ่งมอง หัวใจที่เคยกระด้างก็ยิ่งเต้นผิดจังหวะอย่างไร้สาเหตุ—ไอ้สถาปนิกคนนี้... มันร้ายกาจกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก
กรณ์โน้มตัวลงใช้มือสองข้างยันขอบโต๊ะของภูผาไว้ บังคับให้ร่างโปร่งต้องเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนแทบ
หายใจรดกัน กลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัวของภูผาลอยเข้าแตะจมูกจนกรณ์ต้องแอบสูดหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว
"เก่งนี่..." กรณ์กระซิบเสียงต่ำพร่า ริมฝีปากหยักยกยิ้มเจ้าเล่ห์ "แก้โจทย์ได้ดีกว่าที่ผมคิด... แต่บอกไว้ก่อนนะว่า ในกองถ่ายจริง คุณต้องมาคุมหน้างานเองทั้งหมด ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด"
"ทำไมผมต้องทำตามที่คุณสั่ง?" ภูผาเชิดหน้าขึ้นสู้ สายตาคมกริบมองตอบอย่างไม่เกรงกลัว แม้หัวใจในอกจะเริ่มเต้นระรัวผิดจังหวะกับระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินงามนี้ "ผมเป็นสถาปนิก ไม่ใช่เบ๊กองถ่ายของคุณ"
กรณ์หัวเราะในลำคอแผ่วเบา ดวงตาพราวระยับจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้นอย่างมีความหมาย ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดใบหูขาวสะอาดด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาสถาปนิกหนุ่มถึงกับขนลุกซู่
"เพราะถ้าไม่มีคุณคอยยืนเถียงอยู่ข้างมอนิเตอร์..." กรณ์จงใจหยุดเว้นจังหวะให้หัวใจอีกฝ่ายกระตุกวูบ "...ผมเกรงว่าหนังเรื่องนี้ คงขาด 'นางเอก' ปากจัดไปสร้างสีสันพอดิบพอดีน่ะสิครับ"
หมอกไม้ไผ่ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้กำกับมือทอง•ตอนที่ 7
เสียงวิจารณ์ที่เจ็บแสบ
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้กำกับมือทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!