“คำว่า ‘ขัดจังหวะความสัมพันธ์อันดี’ ของคุณธนัตถ์เนี่ย มันแปลว่าเราควรพากันไปซื้อยาแก้ปวดหัว หรือควรเรียกหน่วยกู้ภัยมารing ซากอารยะของพวกคุณดีล่ะครับ?”
น้ำเสียงกวนประสาทของธนัตถ์ยังคงติดอยู่ในโสตประสาทของกรณ์ ชนิดที่ต่อให้ผ่านกาแฟดำเข้มข้นไปสองแก้ว ก็ยังล้างรสชาติกร่อยๆ ในปากออกไปไม่ได้ ภาพเมื่อคืนตัดฉับเข้ามาในหัวเป็นแฟลชแบ็ก—ท่อนแขนแข็งแรงที่โอบประคองเอวเขาไว้, ปลายจมูกที่เกือบจะชนกันในความสลัวของห้องรับแขก, และที่แย่ที่สุดคือ...
*เขารู้สึกเสียดายที่ธนัตถ์ดันโผล่มาขัดจังหวะซะก่อน*
กรณ์ตบหน้าผากตัวเองเบาๆ อย่างนึกหงุดหงิด ขณะก้าวขาเข้ามาในออฟฟิศของบริษัทสถาปัตยกรรม *Space & Soul* ในเครือเดียวกัน บรรยากาศเช้าวันนี้ดูแปลกประหลาดกว่าทุกวัน โต๊ะทำงานของภูผายังคงไร้เงาเจ้าของ แต่กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นที่ลอยมาจากห้องแพנטรีกลับทำให้หัวใจที่สงบอยู่แล้วพาลเต้นผิดจังหวะ
“ไงคะ ผู้กำกับมือทอง หน้าตาดูเหมือนคนนอนไม่พอ หรือว่าเมื่อคืนแอบไปอินกับบทเลิฟซีนไหนเป็นพิเศษคะ?” มีน มัณฑนากรสาวรุ่นน้องเดินถือม้วนพิมพ์เขียวผ่านมาพอดี เธอส่งยิ้มรู้ทันมาให้ พร้อมกับหรี่ตามองเขาอย่างจับผิด
“นอนไม่พอน่ะเรื่องจริง แต่เรื่องอินบทนี่คงต้องยกให้คุณสถาปนิกแถวนี้มากกว่าค่ะ” กรณ์ตอบกลับด้วยรอยยิ้มมุมปาก พยายามกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู “ว่าแต่... เจ้าของโปรเจกต์ยังไม่เข้าออฟฟิศเหรอคะ หรือว่าแอบย่องไปนอนใต้โต๊ะเขียนแบบเพราะกลัวสู้หน้าฉันไม่ได้?”
“หมายถึงฉันเหรอคะที่กลัวสู้หน้า?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบสนิทดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาคนที่กำลังพิงเคาน์เตอร์กาแฟสะดุ้งสุดตัว กรณ์หันขวับไปมอง ก็พบกับภูผาในชุดสูทสีเทาเข้มไร้ที่ติ เรือนผมเซ็ตเข้ารูปอย่างเนี๊ยบ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือดวงตาสีเข้มที่ไม่ได้มีความง่วงงุนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีแต่ความคมกริบที่จ้องตรงมายังเขา ราวกับกำลังประเมินราคาความพินาศในหัวของเขาอยู่
มีนส่งยิ้มแห้งๆ ให้เจ้านายหนุ่มก่อนจะรีบถอยฉากออกไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้ผู้กำกับและสถาปนิกยืนเผชิญหน้ากันในระยะประชิด
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณสถาปนิก ดูท่าทางเมื่อคืนจะพักผ่อนเต็มอิ่มดีนี่คะ ถึงได้ตื่นมาส่งสายตาพิฆาตแต่เช้าเลย” กรณ์เลือกที่จะเป็นฝ่ายรุกก่อน เขายืดตัวตรง ก้าวเข้าไปประชิดอีกฝ่ายเล็กน้อยเพื่อลดช่องว่าง “หรือว่ากำลังคิดถึงเรื่อง... ตอนที่ธนัตถ์เข้ามาขัดจังหวะอยู่พอดี?”
ภูผาชะงักไปเสี้ยววินาที—แค่วินาทีเดียวจริงๆ—ก่อนที่ใบหน้านิ่งสนิทจะขยับยิ้มเย็นชา
“ผมจำได้แค่ว่า มีคนเมาแล้วเรื้อรัง จนต้องหาที่พักพิงแล้วเกือบทำเอกสารแปลนโครงการเสียหาย” ภูผาเอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตากลับกวาดมองสำรวจริมฝีปากของคนตรงหน้าอย่างเผลอไผล “ส่วนเรื่องอื่น... สมองของผมมีพื้นที่ไว้จำเรื่องงานสำคัญกว่าจะมาเก็บเรื่องไร้สาระพวกนั้นครับ”
“ปากแข็งจังนะคะ” กรณ์หัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตแพรวพราวด้วยความท้าทาย “ถ้าไร้สาระจริง ทำไมเมื่อคืนตอนที่ฉันเกือบจะ... เอ่อ... หลุดปากพูดอะไรบางอย่าง คุณถึงได้รีบผละออกเหมือนโดนไฟช็อตล่ะคะ?”
บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลงฮวบฮาบ ภูผานิ่งเงียบไป ดวงตาคู่คมจดจ้องมองคนปากเก่งตรงหน้าอย่างลึกล้ำ ความทรงจำเมื่อคืนไม่ได้เลือนรางอย่างที่เขาแกล้งทำเป็นพูด—เขายังจำสัมผัสจากเอวบางนั้นได้ชัดเจน จำความรู้สึกที่อยากจะก้าวล้ำเส้นเขตปลอดภัยที่ตัวเองขีดไว้ได้ดีเสียด้วยซ้ำ และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เขาต้องตื่นมาจัดการกับความรู้สึกวุ่นวายนี้ตั้งแต่ตีสี่
“คุณอยากรู้จริงๆ เหรอครับว่าทำไมผมถึงถอย” ภูผาก้าวเข้าไปอีกก้าว บีบให้กรณ์ต้องเป็นฝ่ายถอยหลังจนสะโพกชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงาน
กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นกาแฟคั่วบดลอยวนอยู่รอบตัว รัศมีคุกคามจากผู้ชายสายสุขุมคนนี้ทำเอาหัวใจของคนปากเก่งเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่ด้วยศักดิ์ศรีของผู้กำกับมือทอง กรณ์ไม่มีทางยอมก้มหัวให้เด็ดขาด เขาเชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มท้าทยยังคงประดับอยู่บนเรียวปาก
“ก็ลองบอกมาสคะ ว่าทำไม... อุ๊บ!”
ยังไม่ทันที่ประโยคจะจบลง ประตูห้องทำงานกระจกบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดผางเข้ามาเสียงดัง พร้อมกับเสียงหัวเราะรื่นเริงของโปรดิวเซอร์หนุ่มตัวแสบ
“ขอโทษทีนะที่ไม่ได้นัดล่วงหน้า! พอดีผมเอาเอกสารสัญญาล่าสุดมาให้เซ็น... อ้าว เฮ้ย!” ธนัตถ์หยุดชะงักเท้าที่ก้าวเข้ามา ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของเพื่อนสนิทกับสถาปนิกหนุ่มยืนเบียดชิดกันจนแทบจะสิงร่าง “โอ้โห... นี่ผมมาช้าไป หรือมาขัดจังหวะรอบสองของพวกคุณเนี่ย?”
ภูผาถอยหลังกลับไปตั้งหลักด้วยความเร็วแสง ใบหน้าหล่อเหลากลับมาเรียบสนิทไร้ระลอกคลื่นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่ ส่วนกรณ์รีบจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่พร้อมกับส่งค้อนวงใหญ่ให้ผู้มาใหม่
“ถ้าสมองนายว่างมากนัก ไปช่วยมีนตรวจสเปกวัสดุข้างนอกโน่นไปธนัตถ์!” กรณ์แหวใส่กลบเกลื่อนความขัดเขิน
“ใจAเย็นน่าคุณผู้กำกับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะขัดโมเมนต์ซึ้งๆ หรอกนะ แต่พอดีว่า...” ธนัตถ์หรี่ตามองทั้งสองคนสลับกันด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะ “พอดีมีเรื่องด่วนกว่านั้น... ทางช่องเพิ่งโทรมาแจ้งเมื่อกี้ ว่าโลเคชั่นหลักที่เราจะใช้ถ่ายทำซีนสำคัญสัปดาห์หน้า ถูกยกเลิกสัญญาฟ้าผ่าแล้วครับ”
คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งภูผาและกรณ์หายวับไปในทันที
“ยกเลิก? หมายความว่ายังไงในเมื่อเราเซ็นสัญญาจองกันเรียบร้อยแล้ว” ภูผาขมวดคิ้วมุ่น ความเป็นมืออาชีพพุ่งปรี๊ดขึ้นมาแทนที่เรื่องส่วนตัวทันที
“นั่นแหละปัญหา...” ธนัตถ์ถอนหายใจยาว “เจ้าของที่ดินเขาเปลี่ยนใจขายให้กลุ่มทุนอื่นไปแล้ว และคนที่จะเข้ามาซื้อและรีโนเวทใหม่ทั้งหมด... ก็คือบริษัทคู่แข่งที่เราเพิ่งไปปะทะคารมด้วยในงานปาร์ตี้เมื่อคืนนี้เองครับ”
กรณ์หันขวับกลับมามองภูผา ทันใดนั้น สายตาสื่อความหมายบางอย่างระหว่างคนทั้งคู่ก็ระเบิดขึ้นมา—สงครามครั้งใหม่ไม่ได้อยู่แค่ในห้องทำงานนี้เสียแล้ว แต่มันกำลังจะเริ่มขึ้นในพื้นที่จริง และเดิมพันครั้งนี้... ดูท่าว่าจะสูงเกินกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะยอมถอยง่ายๆ เสียด้วยสิคะ
หมอกไม้ไผ่ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความละมุนและปะทะคารมไปพร้อมกันนะคะ
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้กำกับมือทอง•ตอนที่ 6
เช้าวันใหม่กับความทรงจำสีจาง
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้กำกับมือทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!