เสียงแก้วคริสตัลกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งท่ามกลางเสียงเพลงเบสหนักหน่วงที่ลอยคลออยู่ในห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวของโรงแรมหรูริมแม่น้ำ
"เอาล่ะ ทุกคน! ในฐานะโปรดิวเซอร์ผู้เสียสละและหน้าตาดีที่สุดในกองถ่ายนี้ ฉันขอเปิดปาร์ตี้ต้อนรับโปรเจกต์ ‘แสงเงาปลายกาล’ อย่างเป็นทางการ!" เสียงใสของธนัตถ์ดังทะลุเสียงเพลงเรียกเสียงเฮลั่นจากทีมงานฝ่ายศิลป์และกองถ่ายได้เป็นอย่างดี
บรรยากาศรอบตัวครึกครื้นและเต็มไปด้วยพลังงานบวกจากคนเบื้องหลังที่เหน็ดเหนื่อยกับการเตรียมงานมาหลายสัปดาห์ ทว่าสายตาทุกคู่ในมุมหนึ่งกลับกำลังลอบมองคนสองคนซึ่งนั่งอยู่ห่างจากวงสนทนาใหญ่เพียงไม่กี่ก้าวแต่บรรยากาศรอบตัวกลับเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าขั้วโลกใต้
ภูผานั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีเข้ม สีหน้าเรียบตึงจนแทบจะเป็นรูปปั้นหินอ่อน ปลายนิ้วเรียวยาวถือแก้ววิสกี้ออนال็อกไว้หลวมๆ สายตาคมกริบมองตรงไปยังจอโทรศัพท์ราวกับมันมีตัวเลขคำนวณโครงสร้างสะพานให้ตรวจแก้ตลอดเวลา ขณะที่อีกฟากของโซฟา กรณ์ ผู้กำกับหนุ่มไฟแรงกำลังหัวเราะรơiร่าอยู่กับมีน มัณฑนากรสาวรุ่นน้อง ทว่าหางตาคมดุคู่นั้นกลับเหลือบมองสถาปนิกหนุ่มจอมเย่อหยิ่งเป็นระยะ
"นี่ คุณภูผา..." กรณ์ลากเสียงกวนประสาทเล็กน้อยหลังจากซัดเบียร์ไปแล้วครึ่งขวด "นั่งหน้าเครียดเป็นหุ่นยนต์ซีเนียร์แบบนี้ ระวังหน้าแก่ก่อนวัยอันควรนะรู้ยัง งานปาร์ตี้นะเว้ย ไม่ใช่ไซส์งานก่อสร้าง"
ภูผาปรายตามองคนพูดเพียงนิดเดียว มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ไร้ซึ่งความขบขัน "ถ้าผมเป็นหุ่นยนต์ คุณกรณ์ก็คงเป็นไวรัสตัวแสบที่คอยสร้างบั๊กให้ระบบผมรวนเล่นไม่เว้นแต่ละวัน... ขอบคุณสำหรับงานแก้แบบตอนตีสองเมื่อคืนนะครับ หวังว่าสมองคุณจะยังใช้งานได้ดีพอ ไม่เมาพับไปเสียก่อน"
"โอ๊ะ! ยกเรื่องนี้มาพูดแสดงว่าเจ็บใจสินะครับ" กรณ์หัวเราะในลำคอ ดวงตาพราวระยับด้วยความท้าทาย ร่างเพรียวบางขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมสะอาดๆ ลอยแตะจมูกภูผา "คนเก่งอย่างสถาปนิกภูผา ยอมเสียเวลานอนมีค่ามาแก้แบบให้ผู้กำกับปากจัดอย่างผม แสดงว่าความลับเรื่องงานผมมันรบกวนจิตใจคุณมากกว่าที่คิดใช่ไหมล่ะ"
ภูผาวางแก้วลงบนโต๊ะด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อย สะท้อนความหงุดหงิดที่ถูกจี้ใจดำ สายตาคมปลาบหันมาสบตาตรงๆ "ผมแค่ไม่อยากให้งานพังเพราะความดื้อรั้นอย่างไร้เหตุผลของคุณ... กรณ์"
การปะทะคารมแบบตาต่อตาฟันต่อฟันดำเนินไปท่ามกลางเสียงเชียร์เบาๆ ของธนัตถ์ที่แอบอมยิ้มอยู่ไม่ไกล มีนส่ายหัวเบาๆ อย่างรู้ทันก่อนจะปลีกตัวเดินเลี่ยงไปหยิบเครื่องดื่มที่บาร์ ปล่อยให้เสือสองตัวในถ้ำเดียวกันได้เผชิญหน้ากันตามลำพัง
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ฤทธิ์แอลกอฮอล์เริ่มทำหน้าที่อย่างเงียบเชียบ ขวดวิสกี้ราคาแพงพร่องไปเกือบครึ่งขวด ความตึงเครียดแบบเป็นทางการเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันที่ลึกซึ้งขึ้น ภูผาไม่ได้ถือแก้วเหล้าแล้ว เขานั่งเอนหลังพิงพนักโซฟา ดวงตาสีเข้มทอดมองออกไปนอกกระจกใสบานใหญ่ที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืน
"นายไม่เคยเหนื่อยบ้างเหรอ... ภูผา"
เสียงทุ้มต่ำของกรณ์ดังขึ้น ทำลายความเงียบระหว่างกัน สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้ภูผาต้องหันกลับมามอง เจ้าตัวกำกับภาพยนตร์ไม่ได้มีแววตากวนประสาทเหมือนทุกทีแล้ว ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นฉายแววอ่อนล้าและจริงจังอย่างที่หาดูได้ยาก
ภูผาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่เป็นคำถาม
"ฉันเห็นนายแบกรับความคาดหวังของทุกคน..." กรณ์รินเหล้าใส่แก้วตัวเองเพิ่มอีกนิด แต่มือเริ่มสั่นเล็กน้อยจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ "บริษัทแม่ต้องเป๊ะ ครอบครัวต้องสมบูรณ์แบบ แบบแปลนทุกเส้นต้องไม่มีที่ติ... นายเคยทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่ต้องแคร์ว่าใครจะมองว่ามัน 'ผิดพลาด' บ้างไหมวะ?"
คำถามนั้นราวกับคมมีดที่กรีดทะลุกำแพงน้ำแข็งที่ภูผาสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองมาค่อนชีวิต ดวงตาของสถาปนิกหนุ่มไหววับไปชั่วขณะ
"โลกนี้ไม่มีพื้นที่ให้ความผิดพลาดหรอก กรณ์..." เสียงของภูผาทุ้มต่ำและแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด ความเย่อหยิ่งทระนงเมื่อครู่หายวับไป เหลือเพียงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกระด้าง "ถ้าฉันพลาด... คนข้างหลังที่พึ่งพาฉันจะล้มลงไปด้วย นายไม่เข้าใจหรอก คนที่เติบโตมาในกรอบที่ถูกขีดไว้ตั้งแต่เกิด... มันไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ"
กรณ์นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ความกรึ่มจากแอลกอฮอล์ทำให้สติสัมปชัญญะลดลง แต่ความรู้สึกข้างในกลับพุ่งพล่านอย่างไร้การควบคุม เขยิบเข้าไปใกล้ภูผาจนไหล่แทบชิดกัน
"ใครบอกว่าฉันไม่เข้าใจ..." กรณ์กระซิบเสียงแผ่วเบา ลลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นแอลกอฮอล์เป่ารดต้นคอของอีกฝ่าย "ฉันเองก็หนีตายมาจากความคาดหวังของครอบครัวเหมือนกัน... การทำหนัง ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่มันคือการประกาศอิสรภาพของฉัน... เหมือนที่นายกำลังพยายามซ่อนตัวตนที่แท้จริงไว้หลังเส้นตารางสถาปัตย์นั่นแหละ ภูผา"
ภูผาสบตากับกรณ์ในระยะประชิด หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอมาตลอดกลับกระหน่ำรัวจนน่าตกใจ ความใกล้ชิดที่เกินขอบเขต ความเปราะบางที่ทั้งคู่ต่างเปิดเผยออกมา และเคมีที่ดึงดูดเข้าหากันราวกับแรงโน้มถ่วง กำลังหลอมรวมบรรยากาศรอบตัวให้ร้อนระอุขึ้นอย่างน่าประหลาด
"นายกำลังพูดมากเกินไปแล้ว..." ภูผากระซิบเสียงพร่า น้ำเสียงไม่ได้มีความดุดันหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความสั่นไหวที่เจ้าตัวก็ไม่อาจควบคุม
"แล้วถ้าฉันบอกว่า..." กรณ์ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแทบจะ
ชนกัน แววตาระยิบระยับมองตรงเข้ามาในดวงตาของสถาปนิกหนุ่มอย่างท้าทายและเรียกร้อง "ฉันอยากพังกรอบพวกนั้น... ไปพร้อมกับนายล่ะ ภูผา?"
ยังไม่ทันที่ภูผาจะได้เอื้อนเอ่ยคำใดเพื่อตอบโต้ความกล้าบ้าบิ่นนั้น เสียงผลักประตูกระจกบานใหญ่ของห้องจัดเลี้ยงก็ดังปังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของบุคคลที่ไม่คาดคิดก้าวเข้ามาหยุดอยู่กลางห้อง
"ขอโทษทีที่มาขัดจังหวะความสัมพันธ์อันดี... แต่ดูเหมือนฉันจะพลาดอะไรสนุกๆ ไปสินะครับ, คุณสถาปนิก"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความละมุนและปะทะคารมไปพร้อมกับหมอกไม้ไผ่เสมอนะคะ
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้กำกับมือทอง•ตอนที่ 5
ปาร์ตี้กระชับมิตร (ที่ไร้ความมิตร)
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้กำกับมือทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!