เสียงฟ้าร้องคำรามครื้นโครมก้องกังวานจนกระจกใสบานใหญ่ของสตูดิโอสั่นสะเทือน หยาดฝนเม็ดโตเริ่มสาดซัดกระแทกผิวอาคารระฟ้าในย่านใจกลางเมืองราวกับฟ้าถล่ม ทว่าความอลหม่านเบื้องนอกนั้นยังเทียบไม่ได้เลยกับความเงียบงันอันน่าอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่ภายในห้องทำงานส่วนตัวของสถาปนิกหนุ่ม
"นางเอกปากจัดอย่างนั้นเหรอครับ... คุณกรณ์นี่ช่างเปรียบเปรยเก่งเสียจริง"
เสียงทุ้มต่ำที่มักจะเรียบสนิทและเปี่ยมด้วยความเยือกเย็นเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ภูผากวาดสายตาคมกริบมองร่างโปร่งที่ยืนค้ำโต๊ะทำงานของเขาอยู่ ระยะห่างระหว่างกันในตอนนี้ใกล้เสียจนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์ผสมความสดชื่นของฝนจากตัวอีกฝ่ายลอยมาแตะจมูก สถาปนิกหนุ่มไม่ได้ถอยหนี เขากลับเลือกที่จะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง ประสานมือไว้บนหน้าตักด้วยท่าทางที่ดูผ่อนคลายอย่างจอมปลอม
กรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาเรียวรีพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยสักนิดกับสายตาคาดคั้นที่อีกฝ่ายส่งมา ตรงกันข้าม... ผู้กำกับหนุ่มไฟแรงกลับขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายรองเท้าเกือบจะชนกับขาเก้าอี้
"ก็จริงไม่ใช่หรือไงครับ คุณสถาปนิกผู้ 'เป๊ะ' ทุกกระเบียดนิ้ว" กรณ์จงใจเน้นเสียงตรงคำว่าเป๊ะ ลากเสียงยาวอย่างยียวน "ถ้าผมไม่คอยเบรกความเนี้ยบจนเกินพอดีของคุณ โปรเจกต์หนังรักโรแมนติกเรื่องนี้คงกลายเป็นสารคดีสถาปัตยกรรมบรูทาลิสต์ที่แห้งแล้งไร้หัวใจไปนานแล้วล่ะ... ว่าไหมครับ?"
ภูผากัดกรามแน่นจนสันกรามคมชัดขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาเกลียดนักเวลาที่อีกฝ่ายรู้ทัน... และยิ่งเกลียดกว่าเดิมที่รู้ว่าสิ่งที่ไอ้ผู้กำกับปากกล้าคนนี้พูดมันคือความจริง ครึ่งปีที่ต้องทำงานร่วมกันในโปรเจกต์ใหญ่ ทำให้กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องโลกส่วนตัว ค่อยๆ ถูกเจาะทำลายลงทีละน้อยด้วยคานเหล็กปากดีที่มีชื่อว่ากรณ์
"ถ้าคิดว่าผมไร้หัวใจนัก ทำไมคุณถึงยังยืนเถียงกับผมนานขนาดนี้ล่ะครับ" ภูผาย้อนถาม น้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางอารมณ์ที่พุ่งตรงไปยังหัวใจคนฟัง "กลับไปตัดต่อฉากของคุณซะ กรณ์ ดึกมากแล้ว... และข้างนอกฝนก็ตกหนักมากด้วย รถราคงติดเป็นอัมพาตไปหมดแล้ว"
"เป็นห่วงผมเหรอครับ?" กรณ์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักยกยิ้มร้ายกาจ "โอ้... คุณภูผาผู้เยือกเย็น กำลังแสดงความห่วงใยผมอยู่หรือนี่ บันทึกเทปไว้ทันไหมนะ ผมอยากเอาไปเปิดให้กองถ่ายดูเป็นขวัญตาจริงๆ"
"ผมแค่ไม่อยากให้ผู้กำกับของผมสมองกลับเพราะอดนอน แล้วมาพังงานของผมในวันพรุ่งนี้ต่างหาก" ภูผาตอบเสียงเรียบ พยายามบังคับจังหวะการเต้นของหัวใจไม่ให้ทรยศออกไปผ่านทางน้ำเสียง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อสร้างระยะห่าง แต่การกระทำนั้นกลับผิดคาด เพราะความสูงที่ไล่เลี่ยกันทำให้พวกเขายิ่งเผชิญหน้ากันในระยะประชิด ชนิดที่ว่าลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกันได้เลยทีเดียว
รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของกรณ์ค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาไหววับบางอย่างที่อ่านไม่อфика บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความคุ้นเคยในการปะทะคารม กลายเป็นความตึงเครียดที่อบอวลไปด้วยความปรารถนาอันแปลกประหลาด
"บางที..." เสียงของกรณ์เบาลงจนแทบจะกลืนไปกับเสียงสายฝนภายนอก "ผมอาจจะไม่ได้อยากกลับไปนอนที่คอนโดสักเท่าไหร่หรอกนะ... อยู่คุยกันต่อตรงนี้ น่าสนใจกว่าเยอะ"
ภูผานิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบไปจังหวะหนึ่ง ดวงตาคู่คมจ้องลึกลงไปในนัยน์ตาอีกฝ่าย พยายามค้นหาความหมายหลังประโยคกำกวมนั้น แต่สิ่งที่พบมีเพียงประกายความจริงจังที่วับ แวม อยู่ชั่วขณะ ก่อนที่มันจะถูกกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มมุมปากตามเดิม
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง ท่าىมกลางเสียงสายฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดอย่างไม่ขาดสาย แสงไฟนีออนจากตึกฝั่งตรงข้ามสะท้อนผ่านกระจกเข้ามาแต่งแต้มใบหน้าของคนทั้งคู่ให้ดูพร่าเลือน กำแพงที่ภูผาเพียรสร้างมาตลอดชีวิตกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง... และเขาก็รู้ดีว่า ตัวเองแทบจะไม่อยากหาปูนมาโบกปิดรอยร้าวพวกนั้นอีกต่อไปแล้ว
"ถ้าคุณอยากอยู่ต่อนักล่ะก็..." ภูผาตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว ปลายจมูกเกือบจะชนกัน สัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อนจากผิวแก้มของอีกฝ่าย "ห้องรับรองข้างๆ มีโซฟาตัวใหญ่อยู่... เชิญตามสบายครับ ผู้กำกับกรณ์"
กรณ์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นนิดหน่อยด้วยความคาดไม่ถึงกับปฏิกิริยาโต้กลับที่ไม่ยอมจำนนของสถาปนิกหนุ่ม ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบนั้นจะแย้มยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แท้จริง... ไม่ใช่รอยยิ้มกวนประสาทอย่างทุกที
"ใจร้ายจังนะครับ ให้ผมนอนโซฟาเหรอ..." กรณ์กระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงทุ้มพร่าชวนให้ใจสั่น "ผมนึกว่าคุณจะใจดีแบ่งเตียงนอนในห้องพักส่วนตัวข้างในนั้นให้ซะอีก..."
ประโยคกำกวมที่ชวนให้คิดไกลเกินกว่าเรื่องงานทำเอาภูผาถึงกับลมหายใจสะดุด มือหนาที่เผลอกำเข้าหากันแน่นข้างลำตัวกำลังจะเอื้อมออกไปคว้าไหล่บางเพื่อดึงเข้ามาให้หายพูดจายั่วเย้า ทว่า...
*กริ๊งงงงงง!*
เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานแผדเสียงแหลมสูงขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูอมเทาในห้องลงอย่างไม่รู้กาลเทศะ กรณ์สะดุ้งเล็กน้อยถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวด้วยความเสียดาย ขณะที่ภูผาสบถเบาๆ ในลำคอด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะกวาดสายตาไปมองหน้าจอที่สว่างวาบ
ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำเอาคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที... *ธนัตถ์*
"ว่าไงครับธนัตถ์" ภูผากดรับสายด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดอย่างปิดไม่มิด
"(เฮ้ย ภูผา! แกยังอยู่ใช่มั้ยวะ? พอดีฉันลืมแฟลชไดรฟ์งานเร่งด่วนไว้บนโต๊ะทำงานแก... กำลังจะขึ้นไปเอา ฝนตกหนักมาก ฉันถึงล็อบบี้ตึกแกแล้วนะเว้ย อีกสองนาทีเจอกัน!)"
สายตัดไปทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ ภูผาค้างโทรศัพท์ไว้แนบหู ดวงตาคมกวาดมองไปที่ประตูห้องทำงานสลับกับร่างโปร่งของกรณ์ที่ยืนกอดอกอมยิ้มขบขันอยู่ตรงหน้า
และในวินาทีนั้นเอง... เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมเสียงไขกุญแจประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก ก่อนที่บานประตูห้องทำงานจะถูกผลักเปิดผางเข้ามาโดยโปรดิวเซอร์หนุ่มผู้ไม่รู้เวล่ำเวลา!
"ขอโทษทีวะเพื่อน ขอยืมของแป๊บ..." ธนัตถ์ชะงักกึกทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นสภาพของคนทั้งคู่ที่ยืนประชิดกันในระยะเผาขน ท่ามกลางบรรยากาศยามดึกที่ชวนให้คิดไปไกลลิบลิ่ว
หมอกไม้ไผ่ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับโมเมนต์ใจเต้นนี้ด้วยกันนะคะ
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้กำกับมือทอง•ตอนที่ 8
ฝนตก รถติด และห้องทำงาน
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้กำกับมือทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!