สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้กำกับมือทอง•ตอนที่ 2

เขตหวงห้าม

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
เสียงรองเท้าบูทหนังของทีมงานที่วิ่งวุ่นกันฝุ่นตลบ ไม่ได้ทำให้ภูผารู้สึกกังวลเท่ากับเงาร่างสูงโปรดิวเซอร์หนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเขาในระยะประชิด “คุณกรณ์คะ! คุณภูผาคะ! แย่แล้วค่ะ... เกิดเรื่องใหญ่ที่ไซต์งานก่อสร้างเซ็ตหลักแล้วค่ะ!” เสียงร้องตกใจของมีนที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหยุดชะงักกึก เมื่อบรรยากาศรอบตัวสถาปนิกหนุ่มกับผู้กำกับคนดังกำลังคุกรุ่นไปด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่แทบจะมองเห็นเป็นประกายไฟ “ใหญ่แค่ไหนล่ะ มีน” ภูผาเอ่ยเสียงเรียบ สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสุดเนี้ยบยังคงจดจ้องอยู่กับแปลนพิมพ์เขียวในมือ ไม่ยอมแม้แต่จะชายตามองผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกตีหน้ายักษ์อยู่ข้างกาย “ถ้ามันเป็นแค่เรื่องรสนิยมความดิบเถื่อนที่ไม่ตรงกับโครงสร้างวิศวกรรม ผมบอกเลยว่าผมไม่แก้” “แต่นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องรสนิยมไงครับ คุณภูผา!” กรณ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความหงุดหงิดอย่างไม่ปิดบัง เจ้าตัวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานชั่วคราวกลางกองถ่าย จนไหล่กว้างเกือบจะเบียดชนกับร่างเพรียวของสถาปนิกหนุ่ม “นี่มันเซ็ตฉากภาพยนตร์ดราม่าย้อนยุค ไม่ใช่บังเกอร์หลบภัยสงครามโลกครั้งที่สาม! คุณเล่นออกแบบผนังคอนกรีตหนาเตอะแถมเจาะช่องแสงซะแคบเรไรขนาดนั้น นักแสดงผมจะเดินเข้าฉากยังไงไม่ให้ไหล่ชนเสาไม่ทราบ หรือจะให้พวกเขาเดินตะเบ็งเสียงแข่งกับความอึดอัดที่คุณตั้งใจปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อสนองนีด์สถาปนิกโรคจิตของคุณเอง” “ถ้าคุณกรณ์ใช้สมองส่วนหน้าวิเคราะห์สักนิด ไม่ใช่เอาแต่อารมณ์นำทางเหมือนเด็กเอาแต่ใจ คุณจะรู้ว่าคอนกรีตหนาพวกนั้นคือการรับน้ำหนักของคานชั้นสอง!” ภูผาลดแปลนในมือลง ช้าๆ และทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบ เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง แต่นั่นกลับทำให้กรณ์ต้องก้าวตามเพื่อกดดันให้อีกฝ่ายจนมุม “ผมออกแบบตามหลักฟังก์ชันการใช้งานจริง ไม่ได้สร้างฉากกระดาษลอยๆ เพื่อให้คุณเอาไปเผาทิ้งเล่นในฉากไคลแม็กซ์ตามอำเภอใจ” “ปากคอเราะร้ายแบบนี้... ถึงว่าไม่มีใครกล้าเถียงคุณสินะ” กรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมปลาบกวาดมองสถาปนิกหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความหมั่นไส้ระคนทึ่ง “แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่า กรณ์คนนี้ไม่ใช่ลูกน้องในสังกัดที่คุณจะมาสั่งซ้ายหันขวาหันได้ แปลนบ้าๆ นี่... ถ้าไม่ปรับให้มันหายใจสะดวกขึ้น ผมสั่งรื้อทิ้งหมดแน่” “เชิญรื้อตามสบายครับ ถ้าคุณยินดีจ่ายค่าวัสดุและยอมรับความล่าช้าที่จะเกิดขึ้นกับตารางฉายที่คุณเป็นคนเคาะวันเอง” ภูผายิ้มเย็น ชนะใสๆ ด้วยเหตุผลและตัวเลขที่ไม่เคยโกหกใคร มีนที่ยืนลุ้นจนตัวเกร็งกลืนน้ำลายลงคออึ๊กใหญ่ สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวพ่อทั้งสองคน คนหนึ่งคือสถาปนิกมือหนึ่งผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก แต่อีกคนคือผู้กำกับไฟแรงพ่วงตำแหน่งตัวพ่อแห่งความเอาแต่ใจที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล “เอ่อ... คุณภูผาคะ คุณกรณ์คะ ใจเย็นๆ กันก่อนนะคะ คือว่า... ตอนนี้...” มีนพยายามแทรกตัวเข้ามาเพื่อรายงานสถานการณ์วิกฤต แต่ถูกสายตาพิฆาตของทั้งคู่หันมามองพร้อมกันจนต้องหุบปากฉับ “มีอะไรก็ว่ามา มีน” ภูผาผละสายตาจากกรณ์ หันมาสนใจลูกน้องสาว “คือ... เสาหลักของเซ็ตฝั่งตะวันตกที่เพิ่งเทปูนไปเมื่อวาน เกิดรอยร้าวค่ะ! เพราะแรงสั่นสะเทือนจากรถบรรทุกกองถ่ายที่เข้ามาผิดเวลาเมื่อเช้า...” สิ้นคำพูดของมีน ความเงียบสงัดก็เข้าปกคลุมพื้นที่ทันที กรณ์หันขวับไปมองทางโซนก่อสร้างทันควัน ใบหน้าคมคายที่เคยฉาบด้วยความกวนประสาทเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดจริงจังในเสี้ยววินาที “ฉิบหายล่ะ...” กรณ์สบถเบาๆ ก่อนจะพุ่งตัวออกไปทางหน้างานโดยไม่รอฟังคำอนุมัติจากใคร ภูผาสعนสายตาคมด้วยความระอา แต่ฝายาวๆ ก็ก้าวตามออกไปติดๆ ความเป็นมืออาชีพทำให้เขาพักเรื่องส่วนตัวไว้เบื้องหลังทันทีเมื่อความปลอดภัยของโครงสร้างกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ ฝุ่นละอองจากการก่อสร้างยังคงตลบอบอวล เสาคอนกรีตต้นใหญ่ที่ควรจะตั้งตระหง่านกลับมีรอยร้าวเป็นทางยาวเฉียงลงมาอย่างน่ากลัว ทีมงานกองถ่ายและคนงานก่อสร้างยืนออกันเป็นวงกลมด้วยความตื่นตระหนก “ใครสั่งให้รถบรรทุกวิ่งเข้ามาแถวนี้ตอนที่คอนกรีตยังไม่เซ็ตตัวดี!” กรณ์ตวาดเสียงกร้าวใส่ผู้จัดการกองถ่ายหน้าซีดเผือดที่ยืนกุมมือสั่นเทา “เอ่อ... ผมบอกทีมโลจิสติกส์แล้วครับผู้กำกับ แต่เขาบอกว่าทางกองถ่ายฝั่งคุณกรณ์เร่งคิวอุปกรณ์ประกอบฉาก...” “พอได้แล้วครับคุณกรณ์” ภูผาแทรกตัวเข้ามาแทบจะยืนเคียงไหล่กับผู้กำกับหนุ่ม มือเรียวคว้าหมวกนิรภัยจากมือทีมงานมาสวมให้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว โดยที่กรณ์ยังไม่ทันตั้งตัว “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาหาแพะรับบาป สิ่งที่ต้องทำคือประเมินความเสียหายแล้วสั่งค้ำยันโครงสร้างชั่วคราวก่อนที่มันจะทรุดลงมาทับใคร” กรณ์ชะงักไปชั่วขณะเมื่อปลายนิ้วอุ่นของสถาปนิกหนุ่มสัมผัสเข้ากับกรอบหน้าและเส้นผมของตนตอนสวมหมวกให้ กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นฝุ่นปูนและกระดาษพิมพ์เขียวลอยแตะจมูก ปลุกสัญชาตญาณบางอย่างให้ตื่นขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ดวงตาคมกริบของคนตัวสูงก้มลงมองสถาปนิกหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้แค่เอื้อม ในระยะประชิดนี้ เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าขนตาของภูผานั้นยาวเป็นแพ และแววตาที่มักจะเยชาชาตลอดยามนี้กลับฉายแววเอาจริงเอาจังจนน่าหลงใหล “มองอะไรครับ หน้าผมมีรอยร้าวตามเสาหรือไง” ภูผาเอ่ยเตือนสติเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปนานเกินความจำเป็น ทั้งที่สถานการณ์วิกฤต “เปล่า...” กรณ์กระแอมเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนอาการประหลาดที่เกิดขึ้นในอก “แค่คิดว่า... เวลาที่คุณทำหน้าจริงจังแบบนี้ มันก็น่ามองกว่าตอนทำปากเก่งใส่ผมเป็นไหนๆ” “คุณกรณ์!” ภูผาตวัดสายตาดุใส่ทันที แก้วตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความหมั่นไส้ “ถ้าสมองคุณว่างมากจนเอาแต่หยอดคำพูดไร้สาระ ช่วยหยิบไม้ค้ำยันตรงโน้นมาช่วยผมเดี๋ยวนี้เลยนะ!” “ปากเก่งไม่เลิกนะคุณนี่...” กรณ์มุมปากกระตุกยิ้มเจ้าเลệu แววตาพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนานที่กลับมาอีกครั้ง แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะชวนปวดหัวแค่ไหนก็ตาม “ก็ได้... เดี๋ยวผมจะแสดงให้ดูว่าผู้กำกับปากร้ายคนนี้ ทำงานเร็วกว่าที่คุณคิดเยอะ สถาปนิกหน้าตาย” ในจังหวะที่ทั้งคู่ก้าวเข้าไปใกล้เสาที่กำลังจะร้าวเพื่อจัดการคำนวณจุดค้ำยันร่วมกัน แรงสั่นสะเทือนระลอกใหม่จากเครื่องจักรหนักด้านนอกก็กระแทกเข้ามาอย่างกะทันหัน เสียงปูนลั่นเปรี๊ยะดังสนั่นหวั่นไหวจนทุกคนในบริเวณนั้นหวีดร้องลั่น “ระวัง!” กรณ์ไม่รอช้า สัญชาตญาณดิบสั่งให้เขาพุ่งเข้าคว้าเอวบางของภูผาแล้วกระโจนหลบเศษปูนที่ร่วงกะเทาะลงมาจากด้านบน ร่างทั้งสองร่างกระแทกเข้ากับผนังด้านข้างอย่างแรง ท่ามกลางฝุ่นตลบที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว ความเงียบสงัดชั่วขณะเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่ที่แนบชิดติดกัน กรณ์คร่อมร่างของสถาปนิกหนุ่มไว้ด้วยแขนแกร่งทั้งสองข้างที่ยันผนังพยุงตัวไม่ให้ทับอีกฝ่าย มือเรียวของภูผายังคงกำปกเสื้อยืดของผู้กำกับหนุ่มแน่นตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันในระยะห่างเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากกันและกันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง หัวใจในอกเต้นโครมครามจนไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตกใจจากเหตุการณ์เมื่อครู่ หรือเป็นเพราะแรงดึงดูดประหลาดที่กำลังฉุดกระชากพวกเขาทั้งสองคนให้จมดิ่งลงไปในวังวนอันตราย “ปล่อยได้แล้วครับ...” ภูผาเอ่ยเสียงแผ่วเบa ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะสัมผัสจากฝ่ามืออุ่นที่ยังคงโอบรอบเอวสอบของเขาไว้อย่างแน่นหนา มันร้อนผ่าวจนผิวเนื้อแทบไหม้เกรียม “ถ้าผมไม่ปล่อยล่ะ...” กรณ์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกเกือบจะแตะกัน ดวงตาสีเข้มพราวระยับด้วยประกายความท้าทายและซ่อนความคลั่งรักไว้ลึกซึ้ง “คุณจะทำไมผม... สถาปนิกคนเก่ง” —-- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความละมุนปนพายุลูกใหม่ในตอนนี้นะคะ!
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้กำกับมือทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%