สถาปนิกสุดเนี้ยบกับเชฟสายอาร์ตในสมรภูมิครัว•ตอนที่ 7

การยอมรับในสไตล์ของอีกฝ่าย

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
“คุณมาทำอะไรที่นี่... ปกรณ์” น้ำเสียงของธันวาไม่ได้ดังนัก แต่มันเต็มไปด้วยกระแสความอึมครึมที่กดดันจนอุณหภูมิในโซนครัวเปิดโล่งดิ่งฮวบลงทันที สถาปนิกหนุ่มร่างสูงก้าวเท้าเข้าไปขวางหน้าแผ่นหลังกว้างของเชฟหนุ่มไว้โดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณการปกป้องบางอย่างพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งที่เมื่อครู่พวกเขายังยืนเถียงกันเรื่องทิศทางของปล่องดูดควันแทบตาย ร่างโปร่งของปกรณ์ในสูทสั่งตัดเข้ารูปก้าวพ้นเงาสลัวเข้ามา พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ฉาบไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์ แฟ้มเอกสารในมือถูกเคาะเบาๆ กับต้นขาอย่างสบายอารมณ์ สายตาคมกริบกวาดมองคราบแป้งและรอยเปื้อนบนผ้ากันเปื้อนสีเข้มของคินน์ด้วยแววตาสมเพชแกมเยาะหยัน “แปลกใจอะไรกันล่ะครับคุณธันวา ผมเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนรายใหม่ที่จะเข้ามาซื้อหุ้นใหญ่ในโปรเจกต์นี้... ในฐานะผู้ถือหุ้นใหม่ ผมก็มีสิทธิ์ที่จะมาตรวจสอบ ‘คุณภาพ’ ของพื้นที่และ... คนที่ทำงานในนี้ไม่ใช่เหรอครับ” ปกรณ์จงใจเน้นเสียงตรงคำว่าคนทำงาน พร้อมปรายตามองคินน์ตั้งแต่หัวจรดเท้า คินน์ที่ยืนนิ่งเงียบมาตลอดไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกอย่างที่ควรจะเป็น เชฟหนุ่มเพียงแค่ถอดถุงมือยางออกช้าๆ วางมันลงบนโต๊ะสเตนเลสอย่างเป็นระเบียบ เสียงกระทบของโลหะเบาๆ ในความเงียบกลับฟังดูน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตะโกน คินน์เงยหน้าขึ้น สบตากับอดีตคนรักเก่าด้วยแววตาเรียเฉย เย็นชา และไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ ทั้งสิ้น “ถ้าจะมาตรวจงาน เชิญกลับไปดูที่ห้องประชุมชั้นบนค่ะ ที่นี่คือครัว และคนไม่มีมารยาทอย่างคุณ... ไม่ได้รับเชิญให้มาเหยียบ” คินน์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันเชือดเฉือนจนปกรณ์หุบยิ้มแทบไม่ทัน “ปากเก่งขึ้นนี่คินน์ ตั้งแต่ไปซุกหัวอยู่กับโปรเจกต์บ้านนอกนี่ ทำตัวกร่างใส่ฉันเหรอ ลืมไปแล้วหรือไงว่าร้านนายเกือบเจ๊งเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน—” “เพราะฉันถอนตัวต่างหากล่ะครับ” เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขัดขึ้น ธันวาก้าวเข้าไปประชิดตัวปกรณ์จนอีกฝ่ายต้องผถอยหลังไปครึ่งก้าว นัยน์ตาคมกริบของสถาปนิกหนุ่มฉายแววดุดันอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน รังสีความเย่อหยิ่งและอำนาจของสถาปนิกผู้กุมบังเหียนงานออกแบบทั้งหมดแผ่ซ่านจนน่าอึดอัด “จำใส่สมองเอาไว้ด้วยนะครับคุณปกรณ์ ว่าโปรเจกต์นี้ผมเป็นคนถือปากกาเซ็นแบบ และผมเลือก ‘เชฟคินน์’ เข้ามาทำครัวนี้ด้วยตัวเอง ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องรสนิยมหรืออยากจะไล่ใครออก เชิญไปยื่นเรื่องกับบอร์ดบริหาร... แต่ถ้ายังกล้ามาล้ำเส้นในพื้นที่ของผมอีกแม้แต่ก้าวเดียว ผมนี่แหละจะฟ้องร้องข้อหาบุกรุกและก่อกวนไซต์งานให้คุณได้รู้ซึ้งถึงคำว่าพินาศของจริง” ปกรณ์หน้าเสียไปถนัดตา รอยยิ้มเยาะเมื่อครู่มลายหายไปสิ้นเมื่อเจอสายตาดุจพญามารของธันวาเข้าจังๆ ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเพื่อกลบเกลื่อนความอับอาย “ฝากไว้ก่อนเถอะ... หวังว่าอาหารของเชฟเทวดาคนนี้ จะรสชาติวิเศษสมกับที่พวกคุณออกตัวปกป้องนักนะ” ปกรณ์สะบัดหน้าหนีแล้วก้าวเดินจ้ำอ้าวออกไปจากโซนครัวทันที ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศที่ยังคงระอุด้วยความโกรธ ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ธันวาผ่อนลมหายใจยาวเพื่อระงับอารมณ์เดือดดาลในอก ก่อนจะหันกลับมามองคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ สถาปนิกหนุ่มคาดหวังว่าจะได้เห็นแววตาหวาดกลัว ความเสียใจ หรือความอ่อนแอจากคินน์... แต่เขากลับคิดผิดถนัด คินน์ไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้สั่นเทา เชฟหนุ่มกำลังยืนพิงเคาน์เตอร์สเตนเลส ยกมือขึ้นกอดอก มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นนิดๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ปรุงแต่ง แต่มันจริงใจและทรงเสน่ห์จนธันวาต้องชะงัก “ไม่คิดว่าสถาปนิกเจ้าระเบียบ ปากจัด จนน่ารำคาญอย่างคุณ จะมีโหมดปกป้องคนอื่นเท่ๆ กับเขาด้วยเหมือนกันนะเนี่ย” คินน์เอ่ยแซو น้ำเสียงเจือความขบขันและประกายระยิบระยับในดวงตาที่ยากจะปฏิเสธ ธันวาขมวดคิ้วมุ่น ปรับสีหน้ากลับมาเป็นโหมดตึงเครียดทันที “ผมไม่ได้ปกป้องคุณ ผมแค่ปกป้องงานของผมต่างหาก ถ้าพื้นที่ครัวเสียหายเพราะคนบุกรุกไร้มารยาท ดีไซน์ที่ผมตั้งใจทำมันก็จะพังไปด้วย... อย่าสำคัญตัวผิดเลยน่าเชฟคินน์” “ปากแข็งจริงนะคุณธันวา” คินน์หัวเราะในลำคอเบาๆ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้สถาปนิกหนุ่มทีละนิดจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องเทศและกลิ่นกายสะอาดสะอ้านลอยมาแตะจมูก “เมื่อกี้ยังประกาศกร้าวอยู่เลยว่าเลือกผมเข้ามาร่วมงานด้วยตัวเอง... หูฝาดไปหรือเปล่าเนี่ยเรา” “ผมพูดตามหลักการ” ธันวาเสมองไปทางอื่น ใบหูเริ่มขึ้นสีแดงจางๆ อย่างปิดไม่มิด แม้จะพยายามตีสีหน้านิ่งขรึมแค่ไหน แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน “เลิกพูดมากแล้วกลับไปดูซุปของคุณได้แล้ว เดี๋ยวก็ไหม้คาหม้อหรอก” คินน์ไม่ยอมถอย หรือง่ายๆ คือเขาตั้งใจจะแกล้งคนฟอร์มจัดให้มุมปากกระตุกเล่น เชฟหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบผ้ากันเปื้อนที่ธันวาถือค้างไว้ตั้งแต่เมื่อครู่มาพาดบ่าอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ใบหูของสถาปนิกหนุ่มด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มชวนใจสั่น “ซุปน่ะยังไม่ไหม้หรอกครับ... แต่คนแถวนี้ หน้าแดงจนจะไหม้เกรียมอยู่แล้วนะคุณสถาปนิก” ธันวาหันขวับกลับมาหมายจะเอ่ยปากเถียงให้คอเป็นเอ็น แต่จังหวะนั้นเอง ปลายจมูกของทั้งคู่เกือบจะชนกัน ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินพอดีทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันอย่างชัดเจน นัยน์ตาสีเข้มของคินน์พินิจพิเคราะห์ใบหน้าคมคายที่กำลังชะงักค้าง ดวงตาสุกใสคู่นั้นเต็มไปด้วยความท้าทายแกมหยอกล้อ ขณะที่ธันวารู้สึกเหมือนสติสัมปชัญญะที่สั่งสมมาทั้งหมดกำลังจะพังทลายลงในพริบตา กลิ่นหอมของอาหาร ความตึงเครียดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ และความใกล้ชิดที่อันตรายเกินต้านทาน หลอมรวมกันจนกลายเป็นบรรยากาศชวนฝัน ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดคอ มือหนาเผลอยกขึ้นวางบนขอบเคาน์เตอร์เพื่อกักตัวคนตรงหน้าไว้โดยไม่รู้ตัว ปลายลิ้นชื้นตวัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ อย่างประหม่า แต่นัยน์ตากลับดุดันและร้อนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “คินน์...” เสียงทุ้มต่ำเอמהเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเปลี่ยนโทนไปจากเดิม มันไม่ใช่เสียงประชดประชัน แต่มันคือเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่าง คินน์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นประกายในแววตาคู่นั้น หัวใจในอกกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความเย่อหยิ่งดื้อดึงที่เคยมีเหมือนถูกแช่แข็งด้วยความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของสถาปนิกหนุ่ม เชฟหนุ่มกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำพูดบางอย่างเพื่อทำลายบรรยากาศชวนใจสั่นนี้ ทว่า... *กริ๊งงงงง!* เสียงสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัยในโซนครัวดังลั่นขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับละอองน้ำจากระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติบนเพดานที่พ่นน้ำลงมาเปียกปอนพวกเขาทั้งคู่จนชุ่มโชกในเสี้ยววินาที! ธันวาเบิกตากว้าง คว้าข้อมือคินน์แล้วกระชากร่างโปร่งให้หลบพ้นจากรัศมีน้ำที่เทกระหน่ำลงมาในทันที ทั้งคือก้าวถอยหลังไปพิงติดกับผนังห้องครัวที่แห้งสนิท สถาปนิกหนุ่มใช้ร่างกายของตัวเองบังละอองน้ำไม่ให้โดนตัวเชฟหนุ่มมากนัก เสื้อผ้าเปียกลู่แนบไปกับเรือนร่าง เผยให้เห็นสัดส่วนชัดเจน ไอน้ำจางๆ และกลิ่นหอมของอาหารที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศผสมปนเปกับบรรยากาศชวนหัวหมุน ธันวาหอบหายใจเบาๆ ใบหน้าเปียกปอนไปด้วยหยดน้ำ เส้นผมลู่ลงปรกหน้าผาก แต่นัยน์ตากลับยังคงจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าของคนที่อยู่ในอ้อมแขนไม่วางตา มือข้างหนึ่งยังคงกุมข้อมือของคินน์แน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไป คินน์เงยหน้าขึ้นสบตากับธันวาที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ ท่ามกลางเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังหนวกหูและสายน้ำที่ยังคงโปรยปรายลงมาเบื้องหน้า หัวใจของทั้งคู่กลับเต้นเป็นจังหวะเดียวกันอย่างน่าประหลาด ก่อนที่สถาปนิกหนุ่มจะทันได้เอ่ยปากพูดอะไร ร่างของลูกน้องในทีมงานคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับตะโกนเสียงหลงฝ่าเสียงสัญญาณเตือนภัย “คุณธันวาครับ! แผงควบคุมระบบระบายอากาศหลัก... จู่ๆ มันก็เกิดช็อตขึ้นมาเอง และมีข้อความแจ้งเตือนจากส่วนกลางส่งตรงมาถึงคุณ... เป็นคำสั่งระงับการก่อสร้างกะทันหันครับ!” ธันวาชะงักกรามขบเข้าหากันแน่น นัยน์ตาดุดันตวัดกลับไปมองหน้าจอแท็บเล็ตที่ลูกน้องยื่นให้อย่างรวดเร็ว และเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความบรรทัดสุดท้ายบนหน้าจอ... สถาปนิกหนุ่มก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนโกรธจัด เมื่อพบว่าชื่อผู้มีอำนาจสั่งระงับโปรเจกต์นี้ในยามวิกาล... กลับไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นคนๆ เดียวกับที่เพิ่งเดินออกไปจากห้องครัวเมื่อครู่นี้เอง! *** ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาสัมผัสความละมุนและปะทะคารมไปพร้อมกับหมอกไม้ไผ่นะคะ!
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสุดเนี้ยบกับเชฟสายอาร์ตในสมรภูมิครัว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%