สถาปนิกสุดเนี้ยบกับเชฟสายอาร์ตในสมรภูมิครัว•ตอนที่ 17

ความจริงใจที่เผยออกมา

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
กลิ่นอายจางๆ ของแป้งโดว์หมักและกาแฟคั่วเข้มในยามวิกาลไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ผ่อนคลายลงเลยสักนิด ตรงกันข้าม ความเงียบที่โรยตัวลงมาในครัวสไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์แห่งนี้กลับหนักอึ้งเสียจนได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง คินน์ยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์สเตนเลส ดวงตากลมโตสีนิลจ้องมองร่างสูงของสถาปนิกหนุ่มที่กำลังใช้นิ้วเรียวยาวจัดระเบียบขวดเครื่องเทศแปดขวดบนชั้นวางให้อยู่ในแนวเดียวกันอย่างไร้ที่ติ—มุมเอียงสิบห้าองศาเท่ากันทุกขวด ไม่มีตกหล่นแม้แต่มิลลิเมตรเดียว "ถ้าคุณจะหมกมุ่นกับการตั้งองศาขวดพริกไทยป่นขนาดนั้น เอาเวลาไปคิดเมนูสัปดาห์หน้าไม่ดีกว่าเหรอคะ, คุณธันวา" เสียงหวานติดจะเยาะหยันนิดๆ ดังขึ้นทำลายความเงียบ ธันวาชะงักมือนิ่ง นิ้วที่กำลังแตะขวดแก้วค่อยๆ ลดลง เขายังไม่หันกลับมามองทันที แผ่นหลังกว้างใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกไหววูบตามจังหวะการหายใจเข้าลึก "ถ้าผมไม่จัด มันก็จะล้ม" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่แฝงความสั่นพร่าบางเบาที่คนหูไวอย่างคินน์จับสังเกตได้ "เหมือนชีวิตผมนั่นแหละ... ถ้าปล่อยให้มันหลุดผังแม้แต่นิดเดียว ทุกอย่างพัง" คินน์เลิกคิ้วสูง ความเยาะหยันในแววตาแปรเปลี่ยนเป็นความฉงนระคนจริงจัง เขาผละออกจากเคาน์เตอร์ ก้าวเข้าไปใกล้ร่างสูงอีกนิดโดยไม่รักษาระยะห่าง "พัง? พูดเว่อร์น่าคุณ เป็นสถาปนิกชื่อดัง งานก็ปัง เงินก็ล้นมือ จะมาดราม่าอะไรกับขวดพริกไทยเอียงๆ" ธันวาหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาคมกริบที่มักจะใช้มองจับผิดข้อผิดพลาดของงานออกแบบ บัดนี้กลับไหวระริก ปราศจากความเย่อหยิ่งและมาดมั่นเช่นเคย มันเป็นแววตาที่เปราะบาง... แววตาของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่แบกรับโลกทั้งใบไว้บนบ่า "ตอนผมอายุสิบขวบ..." ธันวาเริ่มพูด น้ำเสียงของเขาแหบพร่าลงจนเกือบกลายเป็นเสียงกระซิบ "พ่อกับแม่ทะเลาะกันเรื่องเงินและความสะเพร่า แม่เป็นคนรักอิสระ วางของรกเรื้อ พ่อเป็นคนเนี้ยบ วันนั้น... วันที่พ่อขับรถออกไปในคืนที่ฝนตกหนักเพราะทนความรกในบ้านไม่ไหว รถสิบล้อพุ่งชนเข้ากลางคันเพราะทัศนวิสัยไม่ดี... และเพราะพ่อรีบออกไปโดยไม่เช็กอะไรเลย" คินน์ชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกไปวูบหนึ่ง ความตั้งใจที่จะต่อปากต่อคำหายวับไปกับตา เมื่อเห็นสันจรามคมสันของคนตรงหน้าขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน "ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา..." ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตา เลนส์แว่นกรอบทองสะท้อนแสงไฟสีส้มอุ่นในครัว แต่แววตากลับเย็นเยียบและรื้นด้วยหยาดน้ำใสๆ ที่เจ้าตัวพยายามกลั้นไว้สุดชีวิต "ผมบอกกับตัวเองว่า ถ้าผมควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในระเบียบ... ถ้าผมไม่ปล่อยให้ความประเพร่าเข้าแทรกแซง... คนที่ผมรักจะไม่ตายจากผมไปไหนอีก" ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดใจเหมือนตอนแรก มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยน้ำหนักของบาดแผลในอดีต คินน์เม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกเจ็บแปลบวิ่งพล่านเข้ามาในอกอย่างไม่ทันตั้งตัว ภาพเชฟจอมกวน ปากคอเราะร้าย และไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครเมื่อครู่ มลายหายไป เหลือเพียงความเห็นอกเห็นใจที่เอ่อล้นทะลัก เชฟหนุ่มก้าวเข้าไปประชิดตัวสถาปนิกหนุ่มที่ยืนแข็งทื่อเป็นหิน มือเรียวเอื้อมออกไปแตะที่ข้อมือหนาซึ่งกำลังกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ธันวาสดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้สะบัดหนี "ธันวา..." คินน์เรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เคยใช้มาในชีวิต "คุณกำลังลงโทษตัวเองด้วยโซ่ตรวนที่คนอื่นสร้างไว้... ไม่สิ, ด้วยโซ่ตรวนที่คุณเอามาล่ามขาตัวเองไว้ต่างหาก" ธันวาก้มมองมือเรียวที่วางทับบนหลังมือของตน ความอบอุ่นจากปลายนิ้วของคินน์ซึมผ่านผิวเนื้อเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจที่หนתทึบมานานนับสิบปี "ผมเลิกเป็นแบบนี้ไม่ได้หรอกคินน์ มันอยู่ในสายเลือด... มันคือเกราะป้องกันเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย" "งั้นก็ไม่ต้องเปลี่ยน" คินน์ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีก จนหน้าอกแทบจะแนบชิดกับแผงอกกว้างของอีกฝ่าย ดวงตากลมโตเป็นประกายแน่วแน่และจริงจัง "คุณอยากจะจัดขวดเครื่องเทศเอียงสิบห้าองศา หรืออยากจะเช็กแปลนบ้านร้อยรอบ เชิญเลยค่ะ! ฉันไม่ว่าคุณสักคำ... แต่จำไว้ตรงนี้" นิ้วเรียวเลื่อนขึ้นมาแตะที่กลางอกของธันวา ตรงตำแหน่งที่หัวใจกำลังเต้นระรัว "ในครัวของฉัน... และในชีวิตของฉัน... ต่อให้คุณจะทำอะไรพัง หรือวางของรกแค่ไหน ฉันก็จะไม่หายไปไหนทั้งนั้น และที่สำคัญ..." คินน์เว้นจังหวะ ปล่อยให้สายตาคมปนหวานซึ้งตรึงตรึงใจอีกฝ่าย "ฉันไม่ปล่อยให้คุณตายจากฉันไปไหนเด็ดขาด เข้าใจไหมคะ, คุณสถาปนิก" ธันวาลืมหายใจ สมองที่เคยประมวลผลทุกอย่างเป็นระเบียบแบบแผน บัดนี้กลับขาวโพลน หัวใจกระหน่ำเต้นราวกับกลองเพล ความรู้สึกอัดแน่นจนจุกอก น้ำตาที่พยายามกลั้นมาตลอดพังทลายลงในพริบตา มือหนาข้างที่ว่างคว้าหมับเข้าที่เอวบางของคินน์แล้วดึงเข้ามาประชิดตัวแน่นราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงความฝัน "พูดใหม่อีกทีซิ..." เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดริมฝีปาก ดวงตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าหวานที่ขึ้นสีแดงเรื่ออย่างลึกซึ้ง "เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะ" "ฉันไม่พูดซ้ำหรอกค่ะ อยากฟังก็ต้องจำเอาเอง—อ๊ะ!" ยังไม่ทันที่คินน์จะต่อว่าจบ ธันวาก็โน้มใบลงมาปิดริมฝีปากนุ่มของเชฟหนุ่มทันทีด้วยความโหยหาและคลั่งรักที่สะกดกลั้นมานาน เนินนานเสียจนรสชาติของความอัดอั้นแปรเปลี่ยนเป็นความหวานละมุนที่ละลายใจคนทั้งคู่ คินน์เบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายตักตวงความอ่อนหวานนี้ไปตามใจชอบ มือเรียวเลื่อนขึ้นโอบรอบลำคอแกร่ง ดึงรั้งให้อุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความหนาบึ้งของราตรีกาล ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานซึ้งถึงขีดสุดจนแทบจะละลาย *กริ๊งงงงงง!* เสียงกริ่งประตูกระจกหน้าร้านกาแฟโซนเชื่อมต่อดังลั่นขึ้นอย่างไร้กาลเทศะ ตามมาด้วยฝีเท้าหนักๆ และเสียงทุ้มคุ้นเคยที่ตะโกนแทรกเข้ามาในความเงียบ "เฮ้ย! สถาปนิก! อยู่รึเปล่าวะ กูเอาเอกสารแก้ไขแบบโครงสร้างมาให้—อุ๊ย ขอโทษ! กูมาขัดจังหวะอะไรพวกมึงป่ะเนี่ย!" คินน์สะดุ้งสุดตัว ผลักร่างสูงของธันวาออกห่างทันที แก้วตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกปนเขินอายจนหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู ขณะที่ธันวาขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด ดวงตาคมเขาวาวโรจน์ด้วยความหัวเสียที่ถูกมารผจญมาขัดจังหวะสำคัญในชีวิต เมื่อหันขวับไปมองที่ประตูทางเข้า ทั้งธันวาและคินน์ต่างก็ต้องชะงักค้าง เมื่อร่างของบุคคลที่ก้าวเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานธรรมดา... แต่เป็นคนที่พวกเขานึกไม่ถึงที่สุดในเวลานี้! หมอกไม้ไผ่หวังว่าตอนที่สิบเจ็ดนี้จะทำให้หัวใจของรี้ดทุกท่านเต้นแรงไปพร้อมกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสุดเนี้ยบกับเชฟสายอาร์ตในสมรภูมิครัว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%