"ถอยไปค่ะ... คุณธารธันวา ถ้าไม่มีอะไรจะพูด ก็กรุณาเอาหน้าออกไปจากรัศมีหายใจของฉันด้วยค่ะ"
เสียงของคินน์ไม่ได้ดัง แต่สั่นพร่าเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด ใบหน้าเรียวสวยที่ปกติมักเชิดขึ้นด้วยความถือดี ตอนนี้กลับเบือนหนีไปทางอื่น ปลายจมูกรั้นขึ้นสีเรื่อจางๆ ไม่ใช่เพราะเขินอาย... แต่เป็นเพราะความเหนื่อยล้าสะสมจากการยืนโต้เถียงกันข้ามคืนท่ามกลางฝุ่นปูนและกลิ่นสีทาผนังในไซต์งานที่ยังสร้างไม่เสร็จดี
ธันวาถอนหายใจยาว พรูลมหายใจร้อนผ่าวออกมาในระยะประชิดจนเส้นผมสีเข้มของอีกฝ่ายไหววุ่น สถาปนิกหนุ่มเจ้าระเบียบผู้ไม่เคยยอมให้เส้นกราฟใดๆ เบี่ยงเบนไปจากกระดาษบลูปรินต์ กลับกำลังยืนนิ่งเป็นเสาหิน ขวางกั้นระหว่างเชฟหนุ่มกับทางออกเดียวของห้องครัวจำลองที่เขาเป็นคนออกแบบเองกับมือ ร่างสูงใหญ่ก้มลงมองคนตัวเล็กกว่าที่เอาแต่กอดอกแน่น ป้องกันตัวเองจากโลกภายนอก
"ฉันไม่ได้จะหาเรื่องคุณ" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติสองส่วน มือหนายกขึ้นเสยผมลวกๆ อย่างหงุดหงิดตัวเอง "แค่จะบอกว่า... ตรงมุมเคาน์เตอร์บาร์ที่คุณยืนพิงอยู่นั่น น็อตยึดฐานมันยังไม่แห้งสนิท ถ้าคุณยังดันทุรังยืนทิ้งน้ำหนักลงไปอีกข้างเดียว ทั้งแถบนั้นจะพังครืนลงมา แล้วงานที่ฉันตรวจมาสามรอบก็จะพินาศไปด้วย"
คินน์ชะงัก ดวงตากลมโตตวัดกลับมามองหน้าคนพูดอย่างไม่เชื่อหู ก่อนจะก้มลงมองฐานเคาน์เตอร์หินอ่อนที่เจ้าตัวเพิ่งพิงสะโพกเมื่อครู่
"แล้วทำไมไม่บอกกันดีๆ ล่ะคะ? ต้องทำท่าทางเจ้ากี้เจ้าการเข้ามาประชิดตัวเหมือนพวกโรคจิตชอบลวนลามคนอื่นด้วยหรือไง?"
"ถ้าฉันไม่ทำแบบนั้น คุณจะยอมหยุดเถียงแล้วฟังฉันเหรอ?" ธันวาเลิกคิ้วขึ้น ท่าทางกวนประสาทแบบนั้นทำเอาคินน์อยากจะหยิบมีดปอกผลไม้มาปาใส่หน้าเขาสักที สองคนนี้เถียงกันมาตั้งแต่เที่ยงวันจนตอนนี้เข็มนาฬิกาบนผนังขยับเลยเลขสามของเช้ามืดวันใหม่มาไกลแล้ว ความเงียบสงบยามวิกาลไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้น มีแต่จะทำให้เสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของแต่ละคนเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
คินน์เม้มปากแน่น ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินเรี่ยวแรงจนขาแทบยืนไม่ตรง เขาทรุดตัวลงนั่งยองๆ กับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบอย่างไร้ฟอร์ม ปล่อยให้ร่างเพรียวพิงแอบอิงกับตู้เก็บของบิวต์อินอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาคู่สวยหลับลงชั่วครู่เพื่อขับไล่ความมึนงง
ธันวาชะงักไปเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความตกใจระคนเป็นห่วงที่สถาปนิกหนุ่มพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาLมาดนิ่ง เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ ให้ระดับสายตาอยู่เสมอกับคนบนพื้น
"ไหวไหม?" เสียงทุ้มต่ำเอמהถามเบาๆ ไม่มีความเยาะเย้ยเจือปนอยู่ในนั้นอีกแล้ว มีเพียงความกังวลที่หลุดรอดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
"ไม่ต้องมายุ่ง..." คินน์พึมพำเสียงเบาหูอื้อตาลาย "ฉันแค่อดนอน... ทำซอสสูตรใหม่ให้พวกนักลงทุนชิมเมื่อวานพ่วงด้วยการเคลียร์คิวร้าน... สมองมันรวนไปหมดแล้ว อย่ามามองด้วยสายตาแบบนั้นนะ"
"สายตาแบบไหน?" ธันวาขยับเข้าไปใกล้อีกนิด ไหล่กว้างแทบจะเบียดกับไหล่บางของเชฟหนุ่ม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของวานิลลาและแป้งขนมปังเจือจางผสมกับกลิ่นเหงื่อจากการทำงานหนัก ลอยแตะจมูกสถาปนิกหนุ่มจนหัวใจกระตุกวูบ "สายตาที่แปลว่าฉันกำลังสมเพชคุณเหรอ? เปล่าเลย... ฉันแค่นึกว่าตัวเองกำลังยืนเถียงกับเด็กดื้อที่ไม่ยอมกินข้าวมากกว่า"
คินน์ลืมตาขึ้นช้าๆ มองใบหน้าคมคายที่ปกติมักจะตีหน้ายักษ์ใส่เขาตลอดเวลา แต่ตอนนี้แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟชั่วคราวบนเพดานกลับขับให้ใบหน้าของธันวาดูอ่อนโยนลงอย่างประหลาด แววตาคู่นั้นไม่มีความถือดีหลงเหลืออยู่เลย มีแต่ความจริงใจที่สั่นไหวเล็กน้อย
"คุณไม่เข้าใจหรอก..." คินน์ถอนหายใจยาว ไหล่บางลู่ลงอย่างหมดแรง "สำหรับคุณ งานสถาปัตยกรรมมันคือเส้นสาย ความถูกต้อง และโครงสร้างที่มั่นคง... แต่วงการอาหารของฉันมันคือสนามรบ ทุกจานที่เสิร์ฟออกไปมันคือการเอาชื่อเสียงและตัวตนไปเดิมพัน ถ้าฉันพลาดแม้แต่นิดเดียว คนอื่นพร้อมจะเหยียบฉันให้จมดินทันที... ฉันไม่มีสิทธิ์เหนื่อยหรอกค่ะ"
ธันวานิ่งฟัง ประโยคยาวที่สุดเท่าที่เคยได้ยินจากปากเชฟหนุ่มคนนี้ทำให้สถาปนิกหนุ่มรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาบีบอัดในอก ปากที่เคยจัดจ้านกลับพูดไม่ออก มือหนาทื่อเอื้อมไปแตะที่หลังมือเรียวที่วางอยู่บนเข่าโดยสัญชาตญาณ
ผิวสัมผัสเย็นเฉียบทำให้ธันวาขมวดคิ้ว เขากุมมือคินน์ไว้แน่นขึ้น ถ่ายทอดความอบอุ่นผ่านฝ่ามือหนาไปให้อีกฝ่าย
"รู้ไหม... ทำไมฉันถึงออกแบบครัวในฝันของคุณให้มีกระจกบานใหญ่เชื่อมต่อกับสวนด้านนอก?" ธันวาเปลี่ยนเรื่องเอ่ยถามเสียงนุ่ม ทอดสายตามองไปรอบห้อง
คินน์ขยับมือเบาๆ แต่ไม่ได้ดึงออก ปล่อยให้อีกฝ่ายกุมไว้แบบนั้น ดวงตากลมโตมองตามสายตาของเขา "ทำไมล่ะคะ?"
"เพราะฉันไม่อยากให้คุณขังตัวเองไว้ในตู้กระจกทึบๆ ที่มีแต่ความกดดัน" ธันวาหันกลับมาสบตาในระยะที่ใกล้จนลมหายใจรดกัน "เชฟเก่งๆ มีเป็นร้อย แต่คนที่จะทำให้ครัวนี้มีชีวิตชีวาจริงๆ มีแค่คุณ... คินน์ คุณไม่ต้องแบกรับโลกทั้งใบไว้คนเดียวก็ได้ ถ้าเหนื่อย... ก็แค่พิงมันไว้ตรงนี้"
หัวใจของคินน์กระตุกวูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีตื้นขึ้นมาจุกที่ลำคอ ปากที่เคยเตรียมจะสวนกลับคำพูดหวานเลี่ยนนี้กลับอ้าค้าง ไร้ซึ่งคำพูดใดจะมาโต้แย้ง ไดอะล็อกคมคายที่เคยใช้ฟาดฟันกันหายวับไปกับอากาศธาตุ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่อบอวลไปด้วยเคมีอันตรายระหว่างคนทั้งคู่
ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงทีละน้อยโดยไม่มีใครรู้ตัว ธันวาก้มมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่น ดวงตาคู่คมฉายแววปรารถนาบางอย่างที่ปิดไม่มิด มืออีกข้างค่อยๆ ยกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากมนออกให้อย่างเบามือ สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะแตกสลาย
คินน์ไม่ได้ถอยหนี ราวกับถูกสะกดด้วยดวงตาคู่นั้น ปลายจมูกของทั้งคู่เกือบจะแตะกันอยู่รอมร่อ ความเหนื่อยล้าถูกแทนที่ด้วยความร้อนรุ่มที่แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย
"คุณนี่มัน..." คินน์กระซิบเสียงพร่า สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนรางลงทุกทีเมื่อปลายนิ้วอุ่นของอีกฝ่ายลูบไล้อย่างแผ่วเบาที่ข้างแก้ม "ปากร้ายเป็นบ้า แต่ทำไมเวลาพูดเรื่องแบบนี้ถึง..."
ประโยคคำหวานยังไม่ทันได้หลุดออกจากปากจนจบประโยค เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านที่ยังไม่ได้ติดตั้งกลอนก็ดังขึ้นขัดจังหวะทันที!
"คุณธันวาครับ! แย่แล้วครับ! ท่อประปาหลักที่เชื่อมกับโซนห้องครัวรั่วทะลัก น้ำกำลังเอ่อขึ้นมาถึงพื้นชั้นล่างแล้วครับ!"
เสียงตะโกนโหลกเหลกของวิศวกรหน้าตาตื่นดังทะลุเข้ามาทำลายบรรยากาศสีชมพูจนย่อยยับในพริบตาเดียว!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกคนที่ติดตามความฟินและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ของพวกเขานะคะ
สถาปนิกสุดเนี้ยบกับเชฟสายอาร์ตในสมรภูมิครัว•ตอนที่ 5
ขอบเขตที่เริ่มเลือนราง
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสุดเนี้ยบกับเชฟสายอาร์ตในสมรภูมิครัว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!