"เส้นแบ่งพื้นที่ตรงนี้ มันข้ามเขตความเป็นส่วนตัวของฉันมาสามเซนติเมตรแล้วนะคะคุณเชฟ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจางๆ ดังขึ้นทันทีที่ปลายดินสอกด Rotring ในมือหนาหยุดชะงัก ธันวาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายที่ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แผ่นกระดาษไขโปร่งแสงนับสิบแผ่นที่ถูกกางทับซ้อนกันส่งกลิ่นอายของหมึกพิมพ์และกระดาษเขียนแบบคละคลุ้ง แข่งกับกลิ่นหอมฉุนของเครื่องเทศที่ลอยมาจากโซนครัวเปิดทะลุถึงกัน
"สามเซนติเมตร? นี่คุณวัดด้วยเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์หรือเอาความเรื่องมากส่วนตัวมาเป็นบรรทัดฐานคะคุณสถาปนิก"
คินน์หัวเราะในลำคอ ดวงเรียวรีคมกริบมองร่างสูงที่นั่งหลังตรงเป๊ะอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และกองแปลนบ้าน เชฟหนุ่มเจ้าของห้องในยามวิกาลไม่ได้แสดงท่าทีเกรงกลัวรังสีความเนี้ยบที่แผ่ออกมาจากตัวธันวาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... เขากลับจงใจก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานตัวนั้นอีกหนึ่งก้าว จนสะโพสอบอุ่นเกือบจะชนเข้ากับมุมโต๊ะที่ธันวาเพิ่งลากเส้นกำหนดแนวผนังครัว
นี่คือค่ำคืนที่สามติดต่อกันแล้วที่โปรเจกต์รีโนเวตบ้านกึ่งสตูดิโอแห่งนี้บังคับให้พวกเขาต้องติดแหง็กอยู่ด้วยกันจนเลยเที่ยงคืน ธันวาจำต้องหอบเอาโน้ตบุ๊กและอุปกรณ์เขียนแบบทั้งหมดมาสิงสถิต ณ พื้นที่โล่งอเนกประสงค์ที่ถูกแชร์ระหว่างโต๊ะทำงานกับเคาน์เตอร์ครัวสเตนเลสขัดเงา เนื่องจากคินน์ยืนกรานเสียงแข็งว่า *'ถ้าอยากแก้แบบให้ตรงใจนัก เชฟอย่างผมก็ต้องทดลองสูตรอาหารให้คุณเห็นสดๆ คาตา ว่าฟังก์ชันการใช้งานจริงมันนรกแตกขนาดไหนเวลาสถาปนิกจินตนาการไปเอง'*
ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อม... ธันวาต้องนั่งทนฟังเสียงมีดกระทบเขียงและกลิ่นซอสมะเขือเทศเคี่ยวเค็มๆ หวานๆ ขณะที่สมองกำลังประมวลผลเรื่องโครงสร้างรับน้ำหนัก ส่วนคินน์ก็ต้องคอยชะเง้อคอมองมาด้วยหมวกเชฟเอียงๆ พร้อมกับทวงถามความคืบหน้าของตำแหน่งปลั๊กไฟทุกๆ ครึ่งชั่วโมง
"ถ้าคุณยังเดินเข้ามาใกล้กว่านี้ ฉันจะถือว่าคุณจงใจก่อกวนการทำงาน และฉันจะตัดงบในส่วนของเกาะกลางครัวลงครึ่งหนึ่ง" ธันวาเงยหน้าขึ้นในที่สุด นัยน์ตาสีเข้มภายใต้กรอบแว่นสายตาดุจดั่งคมมีดที่ซ่อนอยู่หลังความนิ่งสงบ เขากวาดตามองเชฟหนุ่มตั้งแต่ผ้ากันเปื้อนสีดำสนิทที่เปื้อนคราบแป้งจางๆ ลามขึ้นมาถึงลำคอระหงที่มีเม็ดเหงื่อผุดพรายจากการยืนหน้าเตาร้อนๆ
"อุ๊ย... กลัวจังเลยค่ะ" คินน์ลากเสียงยียวน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอีกฝ่ายในยามที่สวมเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอกและสวมแว่นตาทำงาน มีเสน่ห์แบบดิบๆ ชวนให้คนมองรู้สึกหมั่นไส้จนอยากเข้าไปกวนประสาทให้หลุดมาสักคำ "ตัดงบสิคะ เชฟอย่างฉันจะได้ฟ้องเจ้าของบ้านว่าสถาปนิกสุดเนี้ยบของเขาทำงานไม่มีความยืดหยุ่น เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง"
"ปากเก่ง" ธันวาพึมพำลอดไรฟัน เขาวางดินสอลงบนโต๊ะเสียงดังพอกลบเกลื่อนความสั่นไหวแปลกๆ ในอก นิ้วเรียวยาวถอดแว่นตากรอบบางออกแล้ววางไว้ข้างกองกระดาษ ก่อนจะใช้สองมือเสยผมสีเข้มที่ตกลงมาปรกลงหน้าผากขึ้นลวกๆ ท่าทางนั้นทำให้คินน์ที่กำลังจะหันหลังเดินกลับไปที่เตาถึงกับชะงัก ชั่ววินาทีนั้น... ช่องว่างระหว่างความเงียบในยามดึกทำให้เสียงหัวใจเต้นผิดจังหวะดังชัดเสียยิ่งกว่าเสียงฮู้ดดูดควัน
"มองอะไรคะ หน้าฉันมีคราบซอสติดอยู่หรือไง" ธันวาถามเสียงห้วน พยายามดึงฟอร์มความเย่อหยิ่งกลับมาให้เร็วที่สุด
"เปล่าค่ะ แค่กำลังคิดว่า..." คินน์หันกลับมาเต็มตัว ดวงตากลมโตคู่นั้นพินิจพิเคราะห์ใบหน้าคมคายของคนตรงหน้าอย่างไม่ปิดบัง "คนที่หน้าตาเหมือนหุ่นยนต์โปรแกรมระบบระเบียบตลอดเวลาอย่างคุณเนี่ย เวลาเมาแล้วจะยังรักษาฟอร์มได้สักกี่น้ำ"
"ฉันไม่เคยเมา และไม่เคยมีพฤติกรรมไร้สาระแบบนั้น"
"มั่นใจจังนะคะ" คินน์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ธันวาเกลียดนักหนาเพราะมันมักจะทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะเสมอ เชฟหนุ่มก้มตัวลงต่ำ มือเรียวหยิบกระดาษไขแผ่นล่าสุดที่ธันวาเพิ่งแก้เสร็จขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ "นี่... ตรงนี้คุณแก้ให้ช่องระบายอากาศมันแคบลงเหรอคะ? รู้ไหมว่าถ้าฉันผัดสเต๊กเนื้อริบอายแล้วควันมันระบายไม่ทัน มันจะตลบอบอวลจนห้องคุณเหม็นกลิ่นไขมันสัตว์ไปสามวันเจ็ดวัน"
"ฉันคำนวณทิศทางลมตามหลักพลศาสตร์แล้ว มันพอดี..."
"พอดีกับกระดาษของคุณน่ะสิคะ" คินน์ขยับเข้าไปประชิดอีกนิดโดยอ้างว่าชี้จุดบกพร่องบนแปลน "นี่... ดูนี่ใกล้ๆ สิคะคุณสถาปนิก มานี่... มาดูให้เห็นกับตาว่าทำไมมันถึงไม่ได้เรื่อง"
ธันวากัดฟันกรอด เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อจะเถียงกลับให้รู้ดำรู้แดง แต่เพราะความใกล้ชิดที่ลดระยะจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ทำให้ปลายจมูกโด่งของทั้งคู่เกือบจะชนกันโดยบังเอิญ กลิ่นหอมสะอาดของสบู่เหลวผสมกับกลิ่นไวน์แดงจางๆ จากตัวคินน์พุ่งเข้าปะทะนาสิกจนธันวาสองจิตสองใจว่าจะถอยหลังหนีหรือยืนหยัดอยู่ตรงนี้ดี
ดวงตาสีเข้มสบเข้ากับดวงตาพราวระยับที่เต็มไปด้วยความท้าทาย คินน์ไม่ได้ถอยหนี แถมยังเอื้อมมือข้างหนึ่งมาวางท่าวางโตบนพนักเก้าอี้ของธันวา ล็อกตัวสถาปนิกหนุ่มไว้ในวงแขนอย่างเนียนๆ
"ใกล้ไปแล้ว..." เสียงของธันวาแหบพร่าลงอย่างควบคุมไม่ได้ ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อปลายนิ้วของคินน์เอื้อมมาแตะที่กรอบแว่นตาที่วางอยู่บนโต๊ะเบาๆ เหมือนจงใจยั่วเย้า
"อ้าว ก็คุณบอกว่าฉันล้ำเส้นไม่ใช่เหรอคะ?" คินน์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนุ่มทุ้มเจือความเย้าแหย่ที่แฝงประกายความจริงจังบางอย่าง "ฉันก็แค่อยากพิสูจน์ให้ดูใกล้ๆ ว่าในสมองที่เต็มไปด้วยเส้นตารางและตัวเลขของคุณเนี่ย... มันมีพื้นที่เหลือให้เชฟปากเสียอย่างฉันแทรกตัวเข้ามาบ้างไหม"
ธันวานิ่งงัน หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังเพลี่ยงพล้ำให้กับเกมที่อีกคนเป็นคนเปิดฉาก ทว่าก่อนที่สถาปนิกหนุ่มจะทันได้เอ่ยประโยคคมคายเพื่อกู้ศักดิ์ศรีกลับมา...
*กริ๊ก... แอ๊ด—*
เสียงปลดล็อกกลอนประตูด้านนอกดังขึ้นพร้อมกับบานประตูห้องที่ถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหัน แสงไฟสว่างวาบจากโถงทางเดินสาดส่องเข้ามาภายในสตูดิโอ พร้อมกับเสียงทุ้มคุ้นเคยที่เอ่ยทักขึ้นเสียงดัง
"อ้าว คินน์! ดึกดื่นขนาดนี้ทำไมไฟยังสว่างอยู่ หรือว่าคุณยังเคลียร์..."
ธันวาเบิกตากว้าง สัญชาตญาณความเนี้ยบและฟอร์มที่ต้องรักษาทำให้เขารemove ตัวเองออกจากวงแขนของคินน์อย่างรวดเร็วราวกับโดนไฟช็อต ขณะที่คินน์เองก็สะดุ้งผละถอยหลังไปยืนกอดอกอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยท่าทีปกติได้อย่างแนบเนียนในเสี้ยววินาที
ทว่า... สายตาของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู กลับกวาดมองสภาพความชื้นแฉะของบรรยากาศระหว่างพวกเขาทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มรู้ทัน
"...เอ่อ ขอโทษทีค่ะ ฉันมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าคะ?"
หมอกไม้ไผ่ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนความละมุนปนแซ่บของคู่กัดคู่นี้ด้วยนะคะ!
สถาปนิกสุดเนี้ยบกับเชฟสายอาร์ตในสมรภูมิครัว•ตอนที่ 4
ความลับใต้โต๊ะเขียนแบบ
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสุดเนี้ยบกับเชฟสายอาร์ตในสมรภูมิครัว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!