“คุณแม่คะ... คือธันวาเขาแค่อธิบายเรื่องโครงสร้างห้องครัวให้ฟังเฉยๆ ค่ะ ไม่มีอะไรในกอไผ่จริงๆ”
เสียงหวานใสของรินรดา—หญิงสาวผู้เพียบพร้อมที่มารดาของคินน์หมายตาไว้—ดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดในห้องรับประทานอาหาร บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารหรูหราตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความตึงเครียดที่เฉียบคมราวกับมีใบมีดล่องลอยอยู่ในอากาศ
ธันวาเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง สมองประมวลผลไม่ทันว่าควรจะแก้ตัวอย่างไรดีระหว่างความสัมพันธ์อันคลุมเครือนี้ กับการรับมือมารดาจอมจับผิดที่กำลังหรี่ตามองพวกเขาด้วยความสนใจขั้นสุด ดวงตาคมกริบของผู้สูงวัยคู่นั้นกวาดมองระหว่างร่างโปร่งของสถาปนิกหนุ่มผู้เจ้าระเบียบ กับลูกชายตัวดีของตนที่ยังคงตีหน้านิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“อธิบายโครงสร้างห้องครัว... ถึงขั้นต้องโน้มตัวลงมาใกล้ชิดขนาดนั้นเชียวหรือคะคุณธันวา” คุณหญิงรสรินทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงรอยยิ้มเยาะที่ทำเอาคนฟังรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ “สมัยแม่ยังสาว สถาปนิกเขาใช้แค่แปลนกระดาษ ไม่เห็นต้องใช้ลมหายใจเป่ารดต้นคอแบบเมื่อครู่เลยนี่คะ”
ธันวาอยากจะยกมือขึ้นกุมขมับให้รู้แล้วรู้รอด เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมก้มหัวให้ใครโดยง่าย ปากจัดระดับตัวพ่ออย่างเขาพร้อมจะสวนกลับทุกสถานการณ์ แต่ติดตรงที่สายตาสีเข้มของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ นี่สิ... มันกำลังสร้างความปั่นป่วนในอกเขาเสียยิ่งกว่าคำพูดจิกกัดของคุณหญิงเสียอีก
คินน์ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เชฟหนุ่มผู้มีอารมณ์ศิลปินสูงและปากคอเราะร้ายวางช้อนลงกระทบจานกระเบื้องเสียงดังเบาๆ ก่อนจะเอี้ยวตัวกลับมาหาธันวาที่พยายามขยับหนีด้วยสัญชาตญาณ
“คุณแม่ก็พูดเกินไปครับ” คินน์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าแหย่ที่จงใจให้ได้ยินกันทั่วโต๊ะ “ธันวาเขาเป็นคนละเอียดอ่อน เรื่องแค่นี้ถ้าไม่กระซิบข้างหู เกรงว่าสถาปนิกคนเก่งเขาจะสมาธิหลุดไปมองหน้าผมเสียก่อนน่ะสิครับ”
“ใครมองนาย!” ธันวาหันขวับไปแหวใส่ทันที ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนด้วยความหมั่นไส้ “อย่ามาหลงตัวเองหน่อยเลยคินน์ ฉันแค่มองสำรวจรอยร้าวบนผนังต่างหาก!”
“รอยร้าวบนผนัง หรือรอยยิ้มบนหน้าผมกันแน่ที่ดึงดูดสายตาคุณขนาดนั้น” คินน์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนธันวาต้องเอนตัวหนีจนแผ่นหลังแทบจะติดพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบของเชฟหนุ่มพราวระยับด้วยประกายความแพรวพราวที่คนอื่นไม่มีวันได้เห็น “ยอมรับมาเถอะน่าธันวา ว่าคุณแพ้ทางความใส่ใจของผม”
“เพ้อเจ้อ!” สถาปนิกหนุ่มสวนกลับทันควัน พยายามซ่อนความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหูด้วยการเชิดหน้าขึ้นสูง “ฉันไม่ได้แพ้ทางอะไรทั้งนั้น แล้วก็กรุณาถอยออกไปไกลๆ ด้วย ลมหายใจนายมันรบกวนสมาธิในการทำงานของฉัน”
“ทำงาน? นี่เรากำลังกินข้าวกันอยู่นะครับคุณสถาปนิกสุดเนี้ยบ” คินน์กระซิบด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำที่จงใจทิ้งจังหวะให้หัวใจของคนฟังกระตุกวูบ “แต่ถ้าคุณอยากเปลี่ยนบรรยากาศไป ‘ทำงาน’ อย่างอื่นกันสองต่อสองในห้องครัว... ผมก็ไม่ขัดข้องนะ”
ประโยคกำกวมพร้อมรอยยิ้มมุมปากร้ายกาจนั้นทำเอาธันวาสำลักน้ำลายตัวเองเบาๆ ใบหน้าที่เคยเรียบตึงบัดนี้แดงก่ำด้วยความโกรธปนความเขินอายที่ถูกต้อนจนมุม ปากเก่งๆ ของเขาแทบจะหาคำมาเถียงไม่ทันเมื่อเจอความหน้าด้านหน้าทนของเชฟหนุ่มสายอาร์ตเข้าจังๆ
รินรดาที่นั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดเม้มปากแน่น ดวงตาคู่สวยฉายแววไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด หญิงสาวส่งเสียงกระแอมเบาๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ “เอ่อ... ดูเหมือนว่าคุณคินน์กับคุณธันวาจะสนิทกันเร็วจังนะคะ ทั้งที่เพิ่งร่วมงานกันได้ไม่นานแท้ๆ”
“ก็คนมันเคมีตรงกันนี่ครับ” คินน์ตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองรินรดา สายตาของเขายังคงตรึงอยู่กับใบหน้าหวานที่กำลังพยายามหาทางหนีทีไล่ “จริงไหมครับธันวา... เราสองคนเข้ากันได้ดีจะตายไป ทั้งในครัวและ... นอกครัว”
คำพูดสองแง่สองง่ามนั้นทำให้คุณหญิงรสรินทร์ต้องวางช้อนลงอย่างแรงจนเกิดเสียงดังน่ากลัว สายตาดุจพญาเสือโคร่งตวัดมองลูกชายตัวเองด้วยความไม่พอใจ
“คินน์! พูดจาให้มันเรียบร้อยหน่อย นี่ต่อหน้าผู้ใหญ่และน้องรดานะ” คุณหญิงเอ่ยเสียงเข้ม “อย่าลืมว่าตระกูลของเรามีหน้ามีตา แม่ไม่อนุญาตให้มาทำตัวเล่นๆ กับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะกับ...”
“คุณแม่ครับ” คินน์ตัดบทขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่มั่นคง แววตาขี้เล่นเมื่อครู่หายวับไป เหลือเพียงความจริงจังที่เฉียบคมจนคนเป็นแม่ยังต้องชะงัก “ผมโตพอที่จะรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ และผมก็ชัดเจนพอที่จะไม่เอาอนาคตใครมาล้อเล่น... โดยเฉพาะกับคนคนนี้”
ปลายนิ้วเรียวของคินน์เอื้อมไปแตะลงบนหลังมือของธันวาที่วางอยู่บนตักอย่างถือวิสาสะ สัมผัสอุ่นจัดนั้นทำให้ธันวาสสะดุ้งสุดตัว พยายามจะดึงมือออกแต่ถูกปลายนิ้วแข็งแรงกุมเอาไว้แน่นเสียจนขยับไม่ได้ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือของอีกฝ่ายมันช่างทรงพลังเสียจนสถาปนิกผู้เย่อหยิ่งอย่างเขาพูดไม่ออก
ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตากับคินน์ ความดื้อรั้นในแววตานั้นอ่อนยวบลงเหลือเพียงความสั่นไหวที่ปิดไม่มิด ปากร้ายๆ ที่มักจะมีคำพูดเชือดเฉือนเสมอเวลานี้กลับปิดสนิท ความเงียบโรยตัวปกคลุมโต๊ะอาหารอีกครั้ง ทว่ามันไม่ใช่ความอึดอัดแบบเมื่อครู่ หากแต่มันคือความร้อนรุ่มที่บีบเค้นหัวใจของทุกคนในห้องให้หยุดนิ่ง
“นายบ้าไปแล้วหรือไง...” ธันวาพึมพำลอดไรฟัน เสียงเบาหวิวเสียจนแทบจะกลืนหายไปกับอากาศ “พูดอะไรออกมา รู้ตัวบ้างไหม”
“รู้สิครับ... รู้ดีกว่าครั้งไหนๆ ด้วยซ้ำ” คินน์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้กระซิบข้างใบหูที่แดงก่ำ น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเปี่ยมไปด้วยความคลั่งรักที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีปากร้าย “เพราะงั้น เลิกหนีผมสักทีเถอะธันวา... คุณก็รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์”
ในจังหวะที่ธันวาอ้าปากจะเถียงกลับเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของสถาปนิกหนุ่มผู้ไม่เคยยอมใคร เสียงฝีเท้าหนักๆ ของแม่บ้านก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนที่เชื่อมต่อกับสวนด้านนอก ตามด้วยเสียงรายงานที่ทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงในเสี้ยววินาที
“คุณคินน์คะ... มีแขกไม่ได้รับเชิญมาขอพบค่ะ เขาบอกว่าเป็น... อดีตคู่หมั้นของคุณธันวาค่ะ”
สิ้นเสียงรายงานนั้น ร่างกายของธันวาก็แข็งค้างไปทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ขณะที่คินน์หรี่ตาลง รังสีความเย็นเยียบแผ่ออกจากตัวเชฟหนุ่มทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘อดีตคู่หมั้น’
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาร่วมลุ้นและฟินไปกับความปากแข็งของเจ้าสถาปนิกคนนี้นะคะ!
สถาปนิกสุดเนี้ยบกับเชฟสายอาร์ตในสมรภูมิครัว•ตอนที่ 10
คำถามที่ไม่มีคำตอบ
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสุดเนี้ยบกับเชฟสายอาร์ตในสมรภูมิครัว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!