เสียง ‘กริ๊ก’ ของกลอนประตูที่ถูกสับจากด้านนอก ดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงันราวกับเสียงระฆังพิพากษา เมล่อนสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เผลอขยับถอยหลังไปก้าวหนึ่ง จนแผ่นหลังชนเข้ากับอะไรบางอย่างที่แข็งแกร่งและอบอุ่นอย่างประหลาด
ไม่ใช่กำแพง... และไม่ใช่ชั้นหนังสือของห้องสภานักเรียนแน่ๆ
"ระวังหน่อยค่ะ ยัยตัวแสบ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบอยู่ชิดริมหูนั้นเจือความระอาเล็กน้อย แต่มันกลับทำให้หัวใจของเมล่อนเต้นรัวยิ่งกว่าตอนที่ได้ยินเสียงล็อกประตูเสียอีก ธันวาไม่ได้ถอยหนี เขากลับยืนนิ่งเป็นหลัก
ในความมืดสนิทที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มีเพียงแสงไฟนีออนรางๆ จากตึกฝั่งตรงข้ามที่ลอดผ่านม่านมู่ลี่เข้ามาเป็นริ้วบางๆ ทาบทับลงบนใบหน้าด้านข้างของประธานนักเรียนหน้านิ่งคนนี้ สันจคมเข้ม ไล่ลงมาถึงริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยบ่งบอกว่าเขากกำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง
เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เดินวนเวียนอยู่หน้าประตูห้องทำงานยังคงดังเป็นจังหวะ
ครืด...
เสียงวัตถุบางอย่างถูกเสียบเข้ากับช่องรูกุญแจด้านนอก ตามด้วยแรงบิดพยายามเปิดประตูเข้ามา แต่โชคดีที่ธันวาเป็นคนรอบคอบเสมอ เขาล็อกมันซ้ำสองชั้นตั้งแต่ก่อนที่ไฟจะดับลง
"ใครกันนะ เล่นพิเรนทร์อะไรเนี่ย" เมล่อนกระซิบเสียงเบาหวิว แทบจะกลืนหายไปกับลมหายใจ พยายามเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อของคนตัวสูงกว่าไว้โดยอัตโนมัติเพื่อหาที่พึ่งพิง
"ถอยไปอยู่หลังฉันค่ะ" ธันวาออกคำสั่งเสียงเรียบ แต่มือหนากลับเอื้อมมาคว้าข้อมือของเธอไว้ แล้วดึงให้หลบมาอยู่ด้านหลังของเขาอย่างปกป้อง
สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของเขาทำเอาเมล่อนลืมความกลัวไปชั่วขณะ ภายใต้ความมืดมิดที่มองไม่เห็นอะไรชัดเจนประสาทสัมผัสอื่นๆ กลับทำงานดีขึ้นเป็นร้อยเท่า กลิ่นกายสะอาดๆ ประจำตัวของธันวา—กลิ่นมินต์จางๆ ผสมกับกระดาษหนังสือเรียน—ลอยวนอยู่รอบตัว จนเธอเผลอกลั้นหายใจ
*กึก... กึก...*
เสียงพยายามงัดแงะที่ลูกบิดประตูดังขึ้นอีกระลอก ตามด้วยเสียงกระซิบกระซาบต่ำๆ ของใครบางคนจากด้านนอกที่ลอดรอยต่อบานประตูเข้ามา แม้จะฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ก็น่าขนลุกพอที่จะทำให้บรรยากาศในห้องสภานักเรียนเย็นเยียบลงถนัดตา
เมล่อนเม้มปากแน่น ความรู้สึกอึดอัดเริ่มตีตื้นขึ้นมาในอก ไม่ใช่เพราะความกลัวความมืด แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างเธอกับธันวาในตอนนี้มันใกล้จนเกินไป หน้าอกของเธอแนบอยู่กับแผ่นหลังกว้างของเขาผ่านเนื้อผ้าชุดนักเรียน ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาทำให้แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ทั้งๆ ที่สถานการณ์ข้างนอกกำลังระทึกขวัญแท้ๆ
"กลัวเหรอคะ?" เสียงทุ้มกระซิบถามแผ่วเบา ธันวาเอี้ยวตัวกลับมามองเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบทอประกายวับวาวในความมืด แม้จะมองเห็นไม่ชัดเจน แต่เธอก็รู้ว่าเขากำลังมองมาด้วยสายตาแบบไหน
"เปล่าสักหน่อยค่ะ! เมล่อนไม่ใช่คนขี้ขลาดซะหน่อย แค่... แค่สงสัยว่าใครมาแกล้งเราต่างหาก" เธอรีบเถียงเสียงแข็ง กลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงของตัวเองอย่างแนบเนียนที่สุด
ธันวาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความเยือกเย็นและดุดันที่ถูกซ่อนไว้
"คนที่กลัวจนต้องมาเกาะชายเสื้อฉันแน่นขนาดนี้ บอกว่าไม่ได้กลัวสินะคะ"
เมล่อนเพิ่งรู้ตัวว่ามือของเธอยังคงขยำชายเสื้อเชิ้ตของเขาจนยับยู่ยี่ เธอรีบปล่อยมือออกทันทีราวกับโดนของร้อน ใบหน้าร้อนผ่าวลามเลียไปถึงใบหู ดีนะที่ห้องนี้มืดสนิท ไม่อย่างนั้นเธอคงเอาหน้าไปซุกกับพื้นหนีความอายแน่ๆ
แต่ก่อนที่เมล่อนจะได้หาคำพูดไหนมาแก้ตัว แรงเขย่าที่ลูกบิดประตูก็เงียบหายไป...
เสียงฝีเท้าคู่เดิมค่อยๆ เดินห่างออกไปทีละน้อย จากเสียงหนักแน่นมั่นคง จนกลายเป็นเสียงที่เบาลง และเงียบหายไปในความเวิ้งว้างของโถงทางเดินชั้นบน
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ดังสลับกันไปมาในความมืด เมล่อนผ่อนลมหายใจยาวเหยียดออกมาด้วยความโล่งอก เธอทรุดตัวลงนั่งพิงกับขอบโต๊ะทำงานใกล้ตัวอย่างหมดแรง
"ไปแล้วเหรอคะ..." เธอพึมพำ
"อืม" ธันวารับคำสั้นๆ เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตายังคงจ้องมองไปที่ประตูบานนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองร่างบางที่นั่งยองๆ อยู่กับพื้นห้อง
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด มันเป็นความเงียบที่มีเสียงหัวใจเต้นโครมครามเป็นแบ็คกราวด์ เมล่อนแหงนหน้าขึ้นมองคนตัวสูงที่ยืนบังแสงสว่างริบหรี่จากภายนอก ท21000ท่ามกลางเงาร่างที่ทาบทับลงมา ธันวากลับค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงตรงหน้าเธอ
ระดับสายตาของเราเสมอกันในความมืด
"ธันวา..." เมล่อนครางเรียกชื่อเขาเบาๆ หัวใจกระตุกวูบ
มือหนาเอื้อมออกมาช้าๆ ปลาย นิ้วอุ่นแตะเบาๆ ที่เส้นผมลอนยาวของเธอที่หลุดลุ่ยไม่เป็นทรง เขากลัดปอยผมนั้นทัดหูให้อย่างเบามือ เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนจนเธอแทบหยุดหายใจ ธันวาไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน... ไม่เคยเลยสักครั้ง
"ดื้อจริง" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติหลายส่วน "บอกให้กลับบ้านตั้งแต่เลิกเรียนก็ไม่ยอมฟัง ดึงดันจะอยู่ช่วยงานเอกสารสภานักเรียนจนมืดค่ำ ผลลัพธ์คือติดอยู่ในห้องมืดๆ แบบนี้... สมน้ำหน้าดีไหมคะ?"
"โห ธันวาใจร้ายจังค่ะ!" เมล่อนทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็นชัดเจน แต่เธอก็ยังแสดงอาการงอนใส่ตามสไตล์ "เมล่อนหวังดีอยากช่วยงานประธานนักเรียนสุดหล่อต่างหากเล่า ใครจะไปรู้ล่ะคะว่าจะมีคนโรคจิตมาล็อกห้องขังเราไว้แบบนี้"
"แล้วคิดเหรอคะว่าฉันจะปล่อยให้เธอเป็นอะไรไป"
ประโยคเรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นทำเอาเมล่อนชะงัก เธอนิ่งอึ้ง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย พยายามเพ่งมองใบหน้าของคนที่พูดประโยคชวนใจสั่นเมื่อครู่
ธันวายื่นมือมาข้างหน้า ฝ่ามือหนาแบออกตรงหน้าเธอ
"ลุกขึ้นค่ะ นั่งตรงนั้นเดี๋ยวไม่สบาย"
เมล่อนก้มมองมือนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมือเรียวเล็กของมาทาบลงบนฝ่ามืออุ่นจัดของเขา ธันวากระชับมือแน่นแล้วออกแรงดึงเบาๆ ร่างบางก็ลุกขึ้นยืนได้อย่างง่ายดาย แต่เพราะแรงดึงที่พอดีเกินไป ทำให้ร่างของเมล่อนเซถลาเข้าไปชนกับอกแบนกว้างของเขาอีกรอบอย่างจัง
ครั้งนี้ ธันวาไม่ได้ปล่อยให้เธอดถอยหนี วงแขนแข็งแรงยกขึ้นโอบรอบเอวบางไว้หลวมๆ เพื่อพยุงไม่ให้เธอล้ม กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเขาโอบล้อมเธอไว้ทุกทิศทาง เมล่อนซบหน้าลงกับอกของเขาโดยไม่รู้ตัว เสียงหัวใจของธันวาเต้นเป็นจังหวะหนักแน่นและมั่นคง... มันเต้นเร็วกว่าปกติเสียด้วยซ้ำ
"ธันวา..."
"เมล่อน..."
เขากระซิบเรียกชื่อเธอเบาๆ ริมฝีปากหยักได้รูปอยู่ใกล้ใบหูของเธอจนสัมผัสได้ถึงไออุ่น
"ไหนๆ ก็ติดอยู่ในนี้แล้ว... และข้างนอกก็น่ารำคาญเกินกว่าจะออกไปตอนนี้" ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมกะพริบมองความมืดเบื้องหน้า "เธอเคยบอกไม่ใช่เหรอคะ ว่าอยากไปดูดาวที่ดาดฟ้าโรงเรียน?"
เมล่อนเงยหน้าขึ้นทันที ความประหลาดใจฉายชัดเจนผ่านดวงตา "คะ? แต่... แต่ตอนนี้ไฟดับ แล้วดาดฟ้าก็..."
"ตามฉันมาค่ะ"
เขายังคงไม่ปล่อยมือที่จับกันไว้ ธันวาพาเธอเดินลัดเลาะไปตามมุมห้องที่คุ้นเคยด้วยความมั่นใจ แม้ในความมืดมิดเขากลับจดจำทุกตารางเมตรของห้องสภานักเรียนได้ขึ้นใจ เขาพาเธอเดินไปยังประตูลับอีกด้านหนึ่ง—ประตูบานเล็กที่เชื่อมต่อกับบันไดวนเก่าแก่วัยแก่คลาสสิก ซึ่งทอดตัวยาวขึ้นไปสู่ดาดฟ้าตึกใหญ่ของโรงเรียน
ประตูบานนั้นไม่ได้ถูกล็อก ธันวาผลักมันเปิดออกอย่างง่ายดาย
สายลมยามค่ำคืนพัดปะทะเข้ากับใบหน้าทันที กลิ่นอายของความชื้นและฝนจางๆ ลอยมาตามลม ท้องฟ้ายามราตรีเบื้องบนไม่ได้มืดสนิทอย่างที่คิด แม้จะไม่มีแสงไฟจากตัวตึก แต่หมู่ดาวนับร้อยดวงกลับกำลังส่องแสงระยิบระยับแข่งกันบนผืนฟ้าสีครามเข้ม ราวกับผืนผ้ากำมะหยี่สีดำที่ถูกปักประดับด้วยเพชรเม็ดงาม
เมล่อนอ้าปากค้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ เธอลืมเรื่องราวระทึกขวัญเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น ก้าวเท้าเดินออกไปยังกลางลานดาดฟ้ากว้างขวาง ปล่อยให้สายลมเย็นเยียบพัดผ่านเรือนผมลอนยาวของเธอ
"สวยจัง..." เธออุทานออกมาด้วยความประทับใจ หันกลับมามองคนตัวสูงที่เดินตามออกมาติดๆ "ธันวา รู้ได้ยังไงคะว่าวันนี้ดาวจะสวยขนาดนี้?"
ธันวายืนกอดอกพิงกำแพงปูนเปลือยของดาดฟ้า ดวงตาคมกอดมองใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของเธอด้วยแววตาที่อ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด—แววตาที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นนอกจากเธอคนเดียว
"ฉันไม่ได้สนใจดาวหรอกค่ะ" เขาตอบเสียงเรียบ แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มมุมปากที่แสนจะหายาก
เมล่อนขมวดคิ้วมุ่น เอียงคอสงสัย "อ้าว ถ้าไม่ได้สนใจดาว แล้วพาเมล่อนขึ้นมาทำไมล่ะคะเนี่ย?"
ธันวาก้าวเท้าเข้าไปใกล้เธอทีละก้าว ทีละก้าว จนกระทั่งระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงแค่คืบเดียว เขายื่นมือขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ปลิวมาปรกแก้มใสของเธออย่างเบามือ ปลายนิ้วอุ่นลากผ่านผิวแก้มเนียนแผ่วเบา จนเมล่อนต้องกลั้นหายใจอีกรอบ
"ก็เธอเคยบอกว่าอยากดูดาวกับฉันไม่ใช่เหรอคะ..." ธันวาก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งบางอย่างที่ทำเอาเมล่อนขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"แล้วอีกอย่าง..." เขเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง นัยน์ตาคมกริบมองตรงเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาคำตอบบางอย่าง
"...การได้มองดาวที่อยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้ มันคุ้มค่ากว่าดาวบนฟ้าตั้งเยอะค่ะ"
*ตูม!*
เหมือนมีพลุไฟนับร้อยดอกถูกจุดขึ้นในอกของเมล่อน ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวจนคิดว่ามันคงแดงแจ๋ยิ่งกว่ามะเขือเทศสุก ธันวากล่ายคำหวาน... ประธานนักเรียนหน้านิ่งจอมหยยิ่งคนนี้เนี่ยนะ กล้าพูดจาแบบนี้ออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย!
เธอกัดริมฝีปากล่างด้วยความเขินอาย หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก มือเล็กยกขึ้นทาบอกตัวเองเพื่อพยายามระงับความตื่นเต้นนี้ไว้ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเลยสักนิด
ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ กับท่าทางเก้ๆ กังๆ ของเธอ เขากำลังจะเอאมือออกจากการสัมผัสแก้มเนียนนั้น
ทว่า...
*แกร๊ก...*
เสียงฝีเท้าฝีเท้าหนึ่งดังขึ้นแผ่วเบาจากทางบันไดหนีไฟด้านหลังดาดฟ้า—เสียงรองเท้าหนังที่ย่ำกระทบพื้นปูนอย่างจงใจให้ได้ยิน ตามด้วยเสียงทุ้มคุ้นหูที่ตะโกนแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
"เฮ้ย! สองคนนั้นไปทำอะไรกันอยู่บนนั้นวะ ไฟดับทั้งตึกแต่ทำไมแอบขึ้นมาสวีตกันสองต่อสองล่ะเนี่ย!"
ร่างสูงโปรดของ ‘คีย์’ หนุ่มฮอตนักกีฬาตัวฉกาจก้าวพ้นขอบประตูบันไดขึ้นมา พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา เขายกมือขึ้นกอดอกมองภาพคนทั้งคู่ที่ยืนแนบชิดกันบนดาดฟ้าด้วยแววตากรุ้มกริบ
ธันวาชักสีหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที รังสีความหงุดหงิดแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนอุณหือรอบตัวลดฮวบลงหลายองศา บรรยากาศโรแมนติกเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยสายตาดุร้ายของประธานนักเรียนหน้านิ่งที่พร้อมจะกินหัวคนได้ทุกเมื่อ
เมล่อนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หันไปมองคีย์สลับกับธันวาที่ตอนนี้สันกรามของเขานูนเด่นขึ้นมาด้วยความโกรธที่ถูกขัดจังหวะ
และก่อนที่ธันวาจะทันได้เดินเข้าไปสั่งสอนตัวกวนประสาทคนนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของคีย์ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ... คีย์หยิบมันขึ้นมาดูหน้าจอ แววตาสนุกสนานเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความจริงจังขึ้นมาทันที
เขากดรับสาย กรอกเสียงลงไปสั้นๆ ประโยคเดียว แต่กลับทำให้ธันวาและเมล่อนต้องหน้าซีดเผือดพร้อมกัน
*"ว่าไงนะ... ใครเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องบัญชีลับของสภานักเรียนนะ?!"*
(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความป่วนและคอยลุ้นไปกับความซึนของท่านประธานนะคะ!
แผนปฏิบัติการตื้อรักนายหน้านิ่ง (ที่แอบหึงเก่งเป็นที่หนึ่ง)•ตอนที่ 19
คำสัญญาในความมืด
ผลงานโดย เมล่อนโซดา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมล่อนโซดา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แผนปฏิบัติการตื้อรักนายหน้านิ่ง (ที่แอบหึงเก่งเป็นที่หนึ่ง) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!