“บอกแล้วไงคะว่ารินไม่ได้มาคนเดียว... แล้วนี่ก็ไม่ใช่ธุระอะไรที่ประธานบริษัทใหญ่อย่างคุณจะต้องมาตามจิกถึงโต๊ะอาหารของคนอื่นด้วย”
เสียงหวานใสที่เจือความหงุดหงิดระคนรำคาญดังขึ้นท่ามกลางเสียงเพลงจังหวะสนุกสนานในผับหรูใจกลางเมือง แสงไฟนีออนสีส้มสลัวสาดกระทบกรอบหน้าหวานคมของรินรดาที่กำลังยืนกอดอกเชิดหน้าใส่ร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวอย่างถือวิสาสะ
“ไม่ใช่ธุระเหรอ?”
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านไรฟันของธีรดนย์เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องมองร่างเพรียวบางที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีดำสนิทขับผิวเนียนผุดผ่อง มือหนาคว้าข้อแขนเรียวเล็กไว้แน่นพอดีไม่ให้เจ็บแต่เด็ดขาดพอที่จะไม่ยอมให้เจ้าตัวถอยหนี
“คุณเป็นลูกน้องในความดูแล... เอ่อ ไม่สิ เป็นคู่สัญญาโปรเจกต์ใหญ่ที่บริษัทผม แล้วการที่ดึกดื่นป่านนี้คุณยังมานั่งหัวเราะต่อกระซิกอยู่กับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่ผม มันคือความรับผิดชอบที่ผมต้องมาตรวจสอบความเรียบร้อยต่างหาก”
“เหอะ! ฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลยนะคะ”
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจมืดใดๆ ทั้งสิ้น “คุณธีร์คะ เลิกอ้างเรื่องงานสักทีเถอะค่ะ นี่มันเวลานานหลังเลิกงานมาตั้งหลายชั่วโมงแล้ว และที่สำคัญ... คนที่นั่งอยู่ตรงนี้คือ ‘เพื่อนสนิท’ ของริน ไม่ใช่คู่ค้าทางธุรกิจที่คุณจะมาออกคำสั่งอะไรได้”
พูดจบ รินรดาก็ปรายตาไปทาง ‘กรณ์’ เพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยที่กำลังนั่งยกแก้วค็อกเทลจิบด้วยสีหน้าเรียเฉยแต่นัยน์ตาระยิบระยับคล้ายกำลังสนุกสนานกับการได้เห็นประธานหนุ่มผู้แสนเย่อหยิ่งเสียอาการเป็นครั้งแรกในชีวิต
ธีรดนย์กวาดสายตาคมดุไปยังชายหนุ่มหน้าตาดีที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม รังสีความอิจฉาและแรงหึงหวงพวยพุ่งขึ้นมาจนแทบจะเผาผลาญสติสัมปชัญญะของเขาให้มอดไหม้ ภาพที่เขาเห็นผ่านกระจกหน้าร้านเมื่อสครู่—ภาพที่รินรดากำลังส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มแถมยังโน้มตัวเข้าไปใกล้ไอ้หน้าอ่อนคนนี้เพื่อกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง—มันวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวจนเขาต้องผลักประตูร้านเข้ามาโดยไม่ทันได้คิดด้วยซ้ำว่าภาพลักษณ์ประธานหนุ่มผู้สุขุมนุ่มลึกจะปลิวหายไปกับสายลม
“เพื่อนสนิทเหรอ? สนิทกันจนต้องซบไหล่ด้วยไหมล่ะ”
ธีรดนย์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเยียบเย็นแต่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความควบคุมอารมณ์ยาก “ผมจำได้ว่าในสัญญาว่าจ้าง ไม่ได้มีข้อไหนอนุญาตให้คุณมาทำตัวสนิทสนมเกินเลยกับคนอื่นจนเสียงานเสียการแบบนี้”
“คุณธีร์! นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะคะ!”
รินรดาตบโต๊ะเบาๆ ด้วยความเหลืออด ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความโกรธขัดใจผสมผสานกับฤทธิ์แอลกอฮอล์อ่อนๆ ที่เพิ่งดื่มเข้าไป “รินจะสนิทกับใคร จะซบใคร หรือจะไปไหน มันก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของริน คุณไม่มีสิทธิมาล้ำเส้นชีวิตส่วนตัวของรินแบบนี้!”
“ไม่มีสิทธิเหรอ?”
ธีรดนย์ย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ระดับเดียวกันกับรินรดา ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนจนร่างบางต้องเผลอกลั้นหายใจ
แววตาที่ปกติมักจะเรียบนิ่งและเต็มไปด้วยความถือตัว ในตอนนี้กลับลุกโชนด้วยไฟพิศวาสและแรงหึงหวงที่เจ้าตัวพยายามกลบเกลื่อนแต่ไม่เคยเนียนเลยสักครั้ง
“ลองทบทวนดูใหม่อีกทีไหมรินรดา ว่าเมื่อคืนก่อน... ใครกันแน่ที่ไม่มีสิทธิแต่ก็ยังทำ”
คำพูดกำกวมพร้อมรอยยิ้มมุมปากร้ายกาจทำเอารินรดาถึงกับพูดไม่ออก ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในห้องทำงานส่วนตัวเมื่อคืนก่อน ที่คนตรงหน้ารุกหนักเสียจนเธอเกือบตั้งรับไม่ทัน และเกือบจะเผลอใจไปกับสัมผัสร้ายกาจนั้น
กรณ์ที่นั่งเงียบมานานอดไม่ได้ที่จะกระแอมเบาๆ ออกมาเพื่อดึงสติคนทั้งคู่ พร้อมกับยกมือขึ้นเชิงยอมแพ้
“เอ่อ... ดูเหมือนว่าผมจะกลายเป็นส่วนเกินของโต๊ะนี้ไปเสียแล้วสินะครับริน งั้นผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนดีกว่า เชิญพวกคุณ... เคลียร์ ‘ธุระสำคัญ’ กันตามสบายเลยนะครับ”
พูดจบร่างสูงของเพื่อนสนิทก็ลุกขึ้นเดินเลี่ยงหายไปทางโซนห้องน้ำทันที ปล่อยให้รินรดายืนเคว้งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของความเงียบที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ชายตัวโตเอาแต่ใจตรงหน้า
“คุณนี่มัน... เหลือเกินจริงๆ!” รินรดาหันมาแหวใส่ทันทีที่ลับร่างเพื่อนสนิท “ตั้งใจไล่เพื่อนรินใช่ไหมคะ นิสัยเสียที่สุด!”
“ผมไม่ได้ไล่ แค่เตือนสติว่าที่ตรงนี้... มีเจ้าของแล้ว”
คำว่า ‘มีเจ้าของแล้ว’ หลุดออกมาจากริมฝีปากหนาอย่างหน้าตาเฉย ทำเอารินรดาชะงักงัน หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามตั้งสติแล้วเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา
“เจ้าของอะไรกันคะ พูดจาเพ้อเจ้ออะไรของคุณ เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย!”
“ยังไม่ได้เป็น... ไม่ได้แปลว่าจะไม่เป็น”
ธีรดนย์ขยับเข้าไปประชิดตัวรินรดามากขึ้นจนแผ่นหลังบางเกือบจะแนบชิดกับพนักโซฟา มือหนายื่นออกไปโอบเอวคอดกิ่วไว้หลวมๆ โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ขยับหนี สายตาร้อนแรงทอดมองลงมาที่ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อที่เอาแต่ต่อล้อต่อเถียงเขาไม่หยุด
“ปล่อยเลยนะคะ คนมองกันหมดแล้ว!” รินรดาพยายามใช้มือดันแผงอกกว้างเอาไว้ แต่สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแน่นตึงใต้ร่มผ้าและกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางที่คุ้นเคย จนทำให้สติที่รวบรวมมาแทบจะกระเจิง
“ปล่อยแน่ครับ... แต่ไม่ใช่ตอนนี้ และไม่ใช่ที่นี่”
เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูทำเอารินรด ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ความรู้สึกทั้งโกรธ ทั้งเขิน และทั้งใจเต้นแรงตีรวนกันจนปั่นป่วนไปหมด
“คุณธีร์ อย่ามาบ้าแถวนี้นะคะ รินไม่กลับกับคุณหรอก รินยังดื่มไม่... อ๊ะ!”
ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้พูดจบประโยค ธีรดนย์ก็รวบเอวบางขึ้นจนเธอต้องเผลอคว้าไหล่เขาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวอัตโนมัติ ก่อนที่ร่างสูงจะอุ้มเธอเดินดุ่มๆ ออกจากโต๊ะท่ามกลางสายตานับสิบชีวิตที่หันมามองเป็นตาเดียว
“ปล่อยรินลงเดี๋ยวนี้นะคะคนบ้า! คุณไม่มีสิทธิ์มาอุ้มรินแบบนี้นะ!” รินรดาทุบไหล่หนาปึ้กเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ แต่ไม่กล้าโวยวายดังมากเพราะกลัวเป็นจุดสนใจไปมากกว่านี้
“มีสิทธิ์หรือไม่ เดี๋ยวผมจะทบต้นทบดอกให้คุณฟังบนรถจนถึงเช้าเลยครับ... รินรดา”
ธีรดนย์ก้มลงกระซิบชิดริมฝีปากนุ่มด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่หาดูได้ยาก ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ พาตัวแสบประจำใจพุ่งตรงออกไปที่ลานจอดรถทันที โดยไม่สนองรับเสียงโวยวายใดๆ ทั้งสิ้น
ทว่า ท่ามกลางความชุลมุนที่กำลังจะก้าวพ้นประตูทางออกของร้าน สายตาคมของธีรดนย์ก็ต้องสะดุดเข้ากับร่างโปร่งของใครบางคนที่ยืนพิงเสารออยู่ก่อนแล้ว—ผู้ชายในชุดสูทเนี๊ยบที่เขากลัวที่สุด และเป็นคนเดียวกับที่เคยประกาศตัวว่าเป็น ‘คู่หมั้นเก่า’ ของรินรดาเมื่อสัปดาห์ก่อน!
“ปล่อยรินได้แล้วมั้งครับ... ประธานธีร์” เสียงทุ้มคุ้นเคยเอ่ยทักขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่ส่งตรงมายังพวกเขาอย่างท้าทาย
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาจิกหมอนและร่วมลุ้นไปกับความคลั่งรักของบอสสุดซึนคนนี้ด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ดีลรักฉบับร้าย...นายตัวแสบ•ตอนที่ 18
ความหึงคือเครื่องพิสูจน์
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลรักฉบับร้าย...นายตัวแสบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!