“ถ้าจะรักษาคนให้หายขาด คุณต้องเข้าใจก่อนว่าเส้นชีพจรไม่ได้มีไว้แค่ไหลเวียนพลังงาน แต่มีไว้สำหรับส่งแรงกระแทกเข้าไปทำลายล้างจากภายในด้วย”
เสียงของศรัณย์ราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยน้ำหนักที่ทำให้รินรดานิ่งงัน เธอจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าที่กำลังบรรจงขยับนิ้วกดลงบนจุดตายของซากมอนสเตอร์กึ่งมนุษย์ในห้องซ้อมของกิลด์ลับ ดวงตาของเขาไม่ได้มีความอ่อนโยนแบบฮีลเลอร์ทั่วไป แต่มันคือสายตาของนักฆ่าที่กำลังผ่าตัดเพื่อหาคำตอบ
“คุณกำลังบอกว่า... สกิลฮีลระดับพื้นฐานที่คุณใช้กับไอ้ตัวนั้นเมื่อกี้ แท้จริงแล้วคือการ ‘ยัด’ พลังงานส่วนเกินเข้าไปจนเส้นเลือดมันระเบิดจากข้างในงั้นหรือคะ?” รินรดาถามด้วยน้ำเสียงที่ยังมีความกังขาเจืออยู่
ศรัณย์หันมามอง สบตาเธอด้วยสายตาเย็นชาที่ไร้ความล้อเล่น “ไม่ใช่แค่ส่วนเกินครับรินรดา แต่มันคือการ ‘ประสาน’ พลังงานทำลายล้างผ่านการสัมผัส ในเมื่อฮีลเลอร์คือผู้คุมพลังแห่งชีวิต เราก็ย่อมรู้ดีที่สุดว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตนั้นดับสูญด้วยวิธีที่ทรมานที่สุด วิชาหมัดประสานชีพไม่ได้สอนให้เราสวดอ้อนวอนต่อเทพเจ้า แต่มันสอนให้เราเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตของศัตรูด้วยมือเปล่า”
เขาขยับตัวด้วยท่วงท่าที่รวดเร็วเกินกว่าฮันเตอร์แรงก์ A อย่างเธอจะมองตามทัน ฝ่ามือของเขาตบลงบนแผ่นเหล็กกล้าที่ใช้ทดสอบความแข็งแกร่ง แทนที่จะเกิดเสียงดังสนั่นเหมือนแรงกระแทกจากหมัดสายแทงก์ กลับเกิดเสียง ‘เปรี้ยง’ ที่ฟังดูประหลาด มันดังมาจากข้างในแผ่นเหล็กนั่นเอง เมื่อศรัณย์ถอนมือออก แผ่นเหล็กที่ดูภายนอกไร้รอยขีดข่วนกลับร้าวระแหงจากจุดกึ่งกลาง ก่อนจะแตกละเอียดเป็นเศษผง
“ฮีลเลอร์ที่ต่อยแรงกว่าสายแทงก์น่ะมันเป็นเรื่องตลกสำหรับพวกกิลด์มาสเตอร์อาชาครับ” ศรัณย์ขยับถุงมือสีขาวสะอาดขึ้นเล็กน้อย “แต่ฮีลเลอร์ที่ทำให้หัวใจของศัตรูหยุดเต้นโดยที่ผิวหนังไม่ถลอกแม้แต่นิดเดียวนี่สิ... คือสิ่งที่พวกมันจะต้องหวาดกลัวจนสั่นไปถึงกระดูก”
บรรยากาศในห้องซ้อมเงียบสนิท กลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาจากศรัณย์ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก นี่ไม่ใช่แค่ทักษะการต่อสู้ แต่มันคือวิชาที่ถูกลืมเลือนจากยุคโบราณที่สาบสูญไปแล้ว
“ถ้ากิลด์มาสเตอร์อาชารู้ว่าคุณครอบครองวิชานี้... เขาจะไม่ปล่อยให้คุณมีชีวิตถึงพรุ่งนี้แน่ ศรัณย์” รินรดากล่าว พลางก้าวเข้ามาใกล้เธอพยายามอ่านความนัยในแววตาของเขา “คุณจะเอาคืนพวกเขาด้วยวิธีนี้เหรอ? การลอบสังหารคนพวกนั้นทีละคน?”
ศรัณย์ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของคนที่มองต้องหล่นวูบ “ผมไม่เสียเวลาลอบสังหารหรอกครับรินรดา ผมจะเดินเข้าไปในงานเลี้ยงฉลองกิลด์ของมัน แล้วรักษาสมาชิกทุกคนให้ ‘หายขาด’ จากความจองหองด้วยหมัดนี้แหละ”
“นั่นมันการฆ่าตัวตายชัดๆ! อาชาไม่ได้มีแค่ระดับ A แต่มีผู้คุ้มกันแรงก์ S อีกสามคน!”
“งั้นเราก็ต้องมาดูกันครับ ว่าระดับ S จะทนแรงรักษาของผมได้กี่หมัด”
ศรัณย์เดินผ่านเธอไป แต่ทว่าเขากลับชะงักฝีเท้าลงเมื่อผ่านประตูห้องซ้อม เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัวของเขาอย่างบ้าคลั่ง
[คำเตือน: ตรวจพบคลื่นพลังงานระดับมหาศาลใกล้พื้นที่ของคุณ]
[แจ้งเตือน: กิลด์มาสเตอร์อาชา ได้รับการว่าจ้างจาก 'องค์กรเงา' ให้มาจัดการเป้าหมาย]
[สถานะ: นักล่าได้กลายเป็นผู้ถูกล่าเสียแล้ว]
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายจางๆ ของพลังเวทที่คุ้นเคย กลิ่นเหม็นเน่าของพิษมังกรที่อาชาใช้เป็นอาวุธประจำตัว ศรัณย์หันกลับมามองรินรดาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความสุขุมเยือกเย็นถูกแทนที่ด้วยรังสีอำมหิตที่เข้มข้นจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
“ดูเหมือนว่า ‘คนไข้’ จะมาหาผมถึงที่เร็วกว่าที่คิดนะครับรินรดา”
ศรัณย์ก้าวไปที่หน้าต่างของห้องซ้อมที่อยู่ชั้นบนสุดของตึกสูง เบื้องล่างบนถนนสายหลัก รถหรูสีดำหลายคันหยุดจอดสนิท กลุ่มคนในชุดสูทสีเทาเข้มก้าวลงมาพร้อมอาวุธครบมือ และที่นำหน้ามาคือชายร่างยักษ์ที่มีแผลเป็นรูปกากบาทบนใบหน้า—อาชา
เขากำลังเงยหน้าขึ้นมามองที่หน้าต่างบานที่ศรัณย์ยืนอยู่ ราวกับรู้ว่าเหยื่อของเขาซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
“รินรดา ล็อคประตูห้องนี้ซะ แล้วอย่าให้ใครเข้ามาขวางมือขวางเท้าผม... ผมต้องทำการ ‘ผ่าตัดใหญ่’ เสียหน่อยแล้วครับ”
ศรัณย์ถอดถุงมือสีขาวออก เผยให้เห็นรอยสักสีทองที่ข้อมือซึ่งกำลังส่องแสงสว่างวาบราวกับเปลวไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างให้เป็นจุล
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของหมอเทวะคนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ!
หมัดเทวะรักษา: มหาฮีลเลอร์สายบู๊ลุยเดี่ยวดันเจี้ยนทมิฬ•ตอนที่ 2
วิชาหมัดประสานชีพ
ผลงานโดย หมอเทวะแรงก์ SSS
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอเทวะแรงก์ SSS)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมัดเทวะรักษา: มหาฮีลเลอร์สายบู๊ลุยเดี่ยวดันเจี้ยนทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!