“ถ้าคิดจะทำลายสถาปัตยกรรมระดับมาสเตอร์พีซของผมด้วยมืออันสั่นเทาของคุณ ผมว่าเราควรเลิกคุยเรื่องแผล แล้วไปคุยเรื่องค่าเสียหายแทนดีกว่าครับ”
กรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเจือไปด้วยความกวนประสาทในระดับที่น่าหยิกให้เนื้อเขียว รสาที่กำลังถือสำลีชุบแอลกอฮอล์ชะงักมือทันที เธอมองร่างสูงที่นั่งอยู่บนโซฟาสีเทาเข้มในห้องทำงานของเขาด้วยสายตาที่บอกบุญไม่รับ
“คุณกรณ์คะ ถ้าปากคุณยังขยับได้คล่องขนาดนี้ แสดงว่าแผลที่แขนมันก็แค่รอยขีดข่วน ถ้าไม่เต็มใจให้ทำ ก็เชิญเอาพลาสเตอร์ไปแปะเองเถอะค่ะ”
รสาขยับตัวจะลุกหนี แต่แรงดึงรั้งเบาๆ ที่ข้อมือทำให้เธอกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม กรณ์ไม่ได้พูดอะไร สายตาคมกริบของเขามองจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ก่อนจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบาแล้วทิ้งตัวพิงพนักโซฟาอย่างจำนน
“มือคุณสั่นครับรสา ถ้าแปะเบี้ยวขึ้นมา ผมคงนอนไม่หลับไปตลอดคืน... เพราะงั้น ก็ช่วยทำให้มันจบๆ ไปซะที จะได้เลิกมองผมด้วยสายตาเหมือนผมเป็นนักโทษประหารสักที”
รสายอมนั่งลงข้างๆ ความรู้สึกผิดเกาะกินใจเธอตั้งแต่เหตุการณ์ตะลุมบอนในกองถ่ายเมื่อครู่ ถ้ากรณ์ไม่เข้ามาผลักเธอออกไป เศษกระจกตู้โชว์ที่แตกกระจายจากอุบัติเหตุคงไม่กรีดลงบนแขนแกร่งของเขาจนเลือดซึมออกมาแบบนี้
เธอก้มหน้าก้มตาใช้สำลีแตะแผลอย่างระมัดระวัง สัมผัสจากปลายนิ้วเธอที่แตะผ่านผิวเนื้อร้อนผ่าวของชายหนุ่มทำให้บรรยากาศในห้องดูอึดอัดขึ้นมาอย่างประหลาด กลิ่นน้ำหอมไม้ซีดาร์จางๆ จากตัวเขาผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อ สร้างความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่อยากจะนิยาม
“เจ็บไหมครับ” รสาถามเสียงเบาลง โดยที่ยังไม่กล้าเงยหน้าสบตา
“คุณทำแรงขนาดนี้ ถ้าผมบอกว่าไม่เจ็บ ก็คงเป็นการโกหกหน้าตายเกินไปหน่อย” กรณ์ตอบพลางจ้องมองกลุ่มผมสีน้ำตาลที่ล้อมกรอบใบหน้าของหญิงสาว “แต่ถามว่าตายไหม ก็คงไม่... อย่างน้อยก็ยังดีกว่าเห็นคุณได้รับบาดเจ็บเพราะความซุ่มซ่ามของตัวเอง”
รสาเงยหน้าขึ้นขวับ ดวงตาคู่สวยตวัดค้อน “ใครซุ่มซ่ามคะ? นั่นมันเหตุสุดวิสัยชัดๆ แล้วก็เลิกพูดจาถากถางสักทีได้ไหม ฉันกำลังพยายามรับผิดชอบอยู่นะ!”
“รับผิดชอบ?” กรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ “ด้วยการทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนี้น่ะหรือครับ? คนทำผิดเขาไม่ทำตัวเป็นนางเอกละครเศร้าแบบนี้หรอกนะ”
“ฉันไม่ใช่...”
“คุณน่ะมันทั้งหัวแข็ง ปากดี แล้วก็ดื้อรั้นเป็นที่หนึ่ง” กรณ์ขัดขึ้น น้ำเสียงเข้มงวดเปลี่ยนเป็นโทนที่อ่อนลงจนแทบจะกลายเป็นกระซิบ “รู้ทั้งรู้ว่าอันตรายก็ยังจะพุ่งตัวเข้าไปคว้ากล้องตัวนั้น... คุณคิดว่าตัวเองเป็นซูเปอร์ฮีโร่หรือไงครับรสา?”
รสาชะงัก ปลายนิ้วของเธอแตะพลาสเตอร์ยาลงบนแผลของเขาพอดี ความใกล้ชิดที่มากเกินไปทำให้เธอเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในดวงตาสีเข้มคู่เข้มของเขา หัวใจของเธอกระตุกวูบ เธอพยายามจะถอยห่าง แต่กรณ์กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดใบหน้า
“ก็ถ้าฉันไม่เข้าไปคว้าไว้... คุณก็คงเป็นคนโดนแทน” รสาเถียงกลับ ทว่าน้ำเสียงสั่นพร่า “ฉันแค่ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร โดยเฉพาะคนปากเสียอย่างคุณ”
“ปากเสีย...” กรณ์ทวนคำ พลางยิ้มมุมปากที่ดูอันตรายและนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน “ถ้าผมปากเสียแล้วคุณยังยอมมานั่งทำแผลให้แบบนี้ แปลว่าความปากเสียของผมคงมีอะไรที่น่าสนใจอยู่บ้างใช่ไหมครับ?”
“หลงตัวเองค่ะ” รสาพ่นลมหายใจ หัวเราะออกมาเบาๆ กับความหน้ามึนของชายหนุ่ม แต่นั่นกลับทำให้ความตึงเครียดในใจมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกอุ่นวาบที่ยากจะอธิบาย
ทั้งคู่สบตากันเนิ่นนาน ในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ท่ามกลางความเงียบงันที่แสนเปราะบาง แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์ของกรณ์บนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นทำลายภวังค์
กรณ์เหลือบมองหน้าจอเพียงแวบเดียว คิ้วหนาของเขาขมวดเข้าหากันทันที
“ดนัย...” รสาพึมพำเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ
กรณ์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดรับสายโดยไม่ละสายตาไปจากรสา “มีอะไรครับ... หืม? ตอนนี้เหรอ?”
น้ำเสียงของกรณ์เปลี่ยนไปเป็นโทนสถาปนิกที่กำลังประชุมงานอย่างเป็นทางการ ทว่าแววตาของเขากลับดูมีเลศนัยบางอย่าง เขาฟังปลายสายครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่ทำให้รสาขนลุก “ถ้ามันจำเป็นขนาดนั้น ผมคงต้องไปดูด้วยตัวเอง... และหวังว่าครั้งนี้คุณคงไม่ได้วางแผนอะไรที่ทำร้ายงานของผมอีกนะ ดนัย”
เขาวางสายแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กลิ่นอายของความเย็นชาที่หายไปเมื่อครู่กลับมาแทนที่อย่างฉับพลัน กรณ์มองไปที่ประตูห้องทำงาน ก่อนจะหันมามองรสาด้วยสายตาที่ลึกซึ้งจนเธอเดาอารมณ์ไม่ถูก
“รสา... มีคนส่งรูปที่ถ่ายจากกองถ่ายเมื่อกี้ให้ผมดู” เขาก้าวเข้ามาใกล้เธออีกก้าว ปลายเท้าของเขาทับกับปลายเท้าของเธอ “รูปที่คุณกับดนัยกำลังกอดกันเพื่อหลบเศษกระจก... ดูเหมือนจะมีคนอยากให้ผมเข้าใจผิดหนักหนานะ”
รสาหน้าถอดสี “นั่นมันแค่จังหวะชุลมุน...”
กรณ์ยกมือขึ้นแตะปลายคางของเธอ บังคับให้เธอมองลึกเข้าไปในดวงตา “ผมรู้... แต่ปัญหาคือ คนที่ส่งมา ไม่ใช่คนนอก”
รสาขมวดคิ้ว “หมายความว่ายังไง?”
“หมายความว่า... ก้าวต่อไปของคุณน่ะ เตรียมตัวให้ดี” กรณ์กระซิบข้างหูเธอ ก่อนจะผละออกไปที่ประตู โดยไม่ทันสังเกตว่ามีเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องทำงานของเขาอยู่ก่อนแล้ว พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งที่ฟังดูเหมือนจังหวะกลองแห่งความหายนะ
“คุณกรณ์คะ พิมพ์มีเรื่องด่วนจะรายงานเรื่องการบูรณะโครงการ... เอ๊ะ รสา? ทำไมมาอยู่ที่นี่กับคุณกรณ์ล่ะคะ?”
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ราชันย์หอกทมิฬ
ดีไซน์รักฉบับจัดฉาก: เมื่อสถาปนิกหน้าตายต้องกลายเป็นพระเอกจำเป็น•ตอนที่ 11
พลาสเตอร์ยาปากร้าย
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซน์รักฉบับจัดฉาก: เมื่อสถาปนิกหน้าตายต้องกลายเป็นพระเอกจำเป็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!