"ถ้าคุณยังเดินใจลอยแบบนี้ ผมเกรงว่าโปรเจกต์นี้จะได้เปลี่ยนผู้จัดการกองถ่ายเร็วกว่ากำหนดนะครับคุณรสา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจางๆ ดังขึ้นเหนือศีรษะ ท่าือเรียวของสถาปนิกหนุ่มที่พับแปลนพิมพ์เขียวลงบนโต๊ะไม้เก่าแก่สะท้อนความจริงจังออกมาอย่างชัดเจน รสาชะงักฝีเท้า เงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่ยืนกอดอกตีสีหน้าเรียบเฉยอยู่ตรงหน้าโครงสร้างอาคารโบราณที่กำลังรีโนเวท ฝุ่นผงจากการก่อสร้างลอยละลิ่วอยู่กลางอากาศยามบ่าย แต่ดูเหมือนสายตาคมกริบของณ์ไม่ได้มองไปที่ตัวอาคารเลยสักนิด เขากำลังจ้องมองเธอด้วยแววตาตำหนิที่ซ่อนความห่วงใยไว้ไม่มิด
"ฉันไม่ได้ใจลอยเสียหน่อย แค่กำลังใช้ความคิดเรื่องมุมกล้องในฉากพรุ่งนี้ต่างหากล่ะคะคุณกรณ์" รสาเชิดหน้าขึ้นตอบทันควัน ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มหยันอย่างไม่ยอมคน แม้ในใจจะแอบนึกหมั่นไส้ท่าทีมาดขรึมของอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย ผู้ชายอะไร ปากคอเราะร้ายเป็นบ้า ทั้งที่ความจริงเธอแค่มัวแต่คิดเรื่องที่เขาเดินคุยกับพิมพ์ชนกสถาปนิกุ่นพี่คนนั้นนานสองนานเมื่อเช้าต่างหากเล่า
"ใช้ความคิดด้วยการเกือบเดินไปชนเสาค้ำยันเนี่ยนะ ถ้าผมไม่ทัก คุณคงได้ไปนอนโรงพยาบาลแทนที่จะได้ไปคุมกองถ่ายแล้วล่ะครับ" กรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกวาดมองผู้จัดการกองถ่ายสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความระอาแกมเอ็นดู เขารู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ดื้อรั้นและถือทิฐิแค่ไหน ปากบอกว่าไหว แต่แววตาคู่นั้นกลับฉายความเหนื่อยล้าออกมาอย่างปิดไม่มิด
"ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ แต่รสาดูแลตัวเองได้... โอ๊ะ!"
ยังไม่ทันที่รสาจะได้พูดจบประโยค เสียงเอี๊ยดอาร์ดของไม้เก่าที่รับน้ำหนักไม่ไหวก็ดังสนั่นขึ้นจากเบื้องบน เสาไม้คานขนาดใหญ่ที่ถูกรื้อถอนออกครึ่งหนึ่งเกิดลั่นเปรี๊ยะและร่วงหล่นลงมาจากเพดานสูงลิ่วอย่างไร้สัญญาณเตือน!
ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที รสาสะดุ้งสุดตัว สมองสั่งการช้ากว่าสัญชาตญาณ เธอยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาบให้เป็นหินเมื่อเงาไม้ทึบขนาดมหึมาพุ่งดิ่งลงมาตรงหน้า
พรึบ!
ร่างสูงของกรณ์พุ่งเข้ามาประชิดตัวเธอด้วยความเร็วราวดั่งสายฟ้าแลบ แขนแกร่งคว้าหมับเข้าที่เอวบางแล้วกระชากสุดแรงเหวี่ยงร่างทั้งร่างของเธอให้หลุดพ้นจากรัศมีของอันตราย แรงกระแทกทำให้ทั้งคู่ล้มกลิ้งไปกระแทกกับกองกระสอบทรายที่มุมห้อง ฝุ่นผงตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเสียงโครมครามสนั่นหวั่นไหวของคานไม้ที่กระแทกพื้นเข้าอย่างจัง
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่
รสาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นโครมครามรากระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เมื่อครู่นี้... ถ้ากรณ์ไม่คว้าเธอไว้ ป่านนี้ร่างของเธอคงแหลกเหลวใต้คานไม้นั่นไปแล้ว เธอนอนทับอยู่บนแผงอกกว้างของเขา ใบหน้าแนบชิดอยู่กับซอกคออุ่น ได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝุ่นจางๆ ที่คุ้นเคย
"คุณ... คุณกรณ์ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ!" รสาละล่ำละลักถามด้วยความตกใจ รีบดันตัวลุกขึ้น แต่ยังไม่ทันขยับ ปลายนิ้วเรียวก็สัมผัสเข้ากับความชื้นแฉะบางอย่างที่ต้นแขนซ้ายของเขา
เมื่อก้มลงมอง เธอก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ แขนเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของกรณ์ขาดวิ่น เผยให้เห็นรอยแผลถลอกยาวและคราบเลือดสีสดที่ซึมออกมาจากการที่เขาใช้แขนปัดเศษไม้และรับแรงกระแทกแทนเธอ
"เจ็บไหมคะเนี่ย... ไหนดูซิ" รสาละลือกละลานด้วยความลืมตัว ความปากเก่งและทิฐิที่มีมลายหายไปสิ้นเมื่อเห็นบาดแผลนั้น เธอจับแขนเขาขึ้นมาดูอย่างเบามือที่สุด ดวงตากลมโตฉายแววสำนึกผิดและร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
กรณ์นิหน้าเล็กน้อยด้วยความเจ็บ แต่ริมฝีปากหยักกลับยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็นตามสไตล์คนปากแข็ง เขาขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงผนังปูนเปลือยอย่างไม่ยี่หระกับบาดแผล "ถ้าคุณเลิกทำตัวซุ่มซ่ามและหัดมองทางให้ดีกว่านี้ ผมคงไม่ต้องเจ็บตัวฟรีแบบนี้หรอกครับคุณรสา"
"นี่ฉันซุ่มซ่ามเหรอคะ! คานมันร่วงลงมาเองต่างหากเล่า คุณนี่นะ... คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วง ยังจะมีปากมาว่าอีก" รสาผุดลุกขึ้นยืนเท้าสะเอว ความรู้สึกผิดเมื่อครู่วันนี้ถูกแทนที่ด้วยความหมั่นไส้ทันทีเมื่อเจอวาจายวนประสาทของเขา
"เป็นห่วงเหหน้าตาคุณตอนนี้เหมือนกำลังจะกินหัวผมมากกว่านะครับ" กรณ์ปรายตามองแขนตัวเองที่เลือดซิบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง แววตาสีเข้มคู่นั้นพินิจพิเคราะห์ใบหน้าเนียนที่เปื้อนฝุ่นเล็กน้อยของเธอด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยออกมา "ปากบอกว่าไม่แคร์ แต่หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลยนะเมื่อกี้"
รสาเม้มปากแน่น เถียงไม่ออกเพราะมันคือความจริง เธอย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าเขาอีกครั้ง หยิบผ้าเช็ดหน้าสีสะอาดออกจากกระเป๋าเสื้อ หยดน้ำดื่มจากขวดพกพาลงไปเล็กน้อย ก่อนจะบรรจงเช็ดคราบเลือดและฝุ่นรอบแผลให้อย่างเบามือที่สุด การกระทำที่อ่อนโยนและเงียบงันนี้ทำให้กรณ์ชะงักไป ดวงตาคมจดจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเธอที่กำลังตั้งอกตั้งใจทำแผลให้เขาอย่างลืมตัว
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดเสียงลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง ระยะห่างที่ใกล้ชิดทำให้หัวใจของสถาปนิกหนุ่มผู้แสนเย็นชาเต้นผิดจังหวะ มือหนาที่วางอยู่ข้างตัวเผลอกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว
"ทีหลัง... อย่าทำแบบนี้อีกนะคะ" เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบa ดวงตากลมโตเงยขึ้นสบตากับเขาในระยะประชิด "ถ้าคุณเป็นอะไรไป ฉัน... ฉันคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต"
กรณ์นิ่งงึม ไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจากวนประสาทเช่นเคย ดวงตาคมไหววับสะท้อนภาพใบหน้าของเธอชัดเจน เขายื่นมืออีกข้างที่ว่างอยู่ หมายจะเอื้อมไปปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยลงมาปรอกแก้มเนียนนั้นอย่างลืมตัว ปลายนิ้วอุ่นกำลังจะสัมผัสกับผิวแก้มของเธออยู่รอมรอม...
"อ้าว! คุณกรณ์! คุณรสา! เกิดอะไรขึ้นเสียงดังโครมครามตรงนี้คะ!"
เสียงแหลมใสของพิมพ์ชนกที่ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับกองเอกสารในมือดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูจางๆ ลงในพริบตา กรณ์ชักมือกลับทันที สีหน้ากลับมาเรียบเฉยราวน้ำแข็งไวกว่าความเร็วแสง รสาเองก็รีบผุดลุกขึ้นยืน ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความประหม่า เธอก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่าง ขณะที่พิมพ์ชนกเดินเข้ามาใกล้ด้วยความตกใจเมื่อเห็นสภาพของกรณ์
"ตายจริง! คุณกรณ์แขนไปโดนอะไรมาคะเลือดออกเยอะแยะเลย!" พิมพ์ชนกปรี่เข้าไปใกล้พระเอกหนุ่มทันทีด้วยความห่วงใยออกหน้าออกตา
รสาที่ยืนมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ ความรู้สึกอึดอัดบางอย่างก็ตีรวนขึ้นมาในอกอย่างไม่มีเหตุผล เธอกลืนก้อนความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นลงคอ ก่อนจะปั้นสีหน้าเรียบเฉยแล้วหันไปมองสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้กำลังหลบสายตาเธอพอดี
"ในเมื่อมีคนดูแลแผลให้อย่างใกล้ชิดแล้ว รสาขอตัวไปเช็คความเรียบร้อยทางกองถ่ายต่อนะคะ ขอบคุณสำหรับ... แผลวันนี้นะคะคุณกรณ์"
พูดจบ รสาไม่รอให้เขาได้เอ่ยปากแก้ตัว เธอกลับหลังหันและก้าวเดินจ้ำอวดออกไปจากบริเวณนั้นทันที โดยไม่ทันสังเกตเห็นแววตาคมกริบของกรณ์ที่มองตามแผ่นหลังบางนั้นด้วยความรู้สึกร้อนรุ่มในใจ... และก่อนที่เธอจะพ้นประตูทางออก เสียงทุ้มต่ำของดนัยผู้กำกับหนุ่มเจ้าเสน่ห์ก็ดังขึ้นทักทายเธอจากด้านนอก พร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ทำให้รสาต้องหยุดชะงักฝีเท้าลง
"้าว รสา มาอยู่นี่เอง ผมกำลังตามหาอยู่พอดี เย็นนี้ว่างไหมครับ ไปทานข้าวกันหน่อย..."
ดนัยยังพูดไม่ทันจบประโยค ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่ก้าวตามออกมาจากมุมมืดด้านหลังด้วยใบหน้าบึ้งตึงและดวงตาวาวโรจน์ก็เอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ทำเอาบรรยากาศรอบตัวติดลบไปในทันที
"เธอยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น... จนกว่าผมจะอนุญาต"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ราชันย์หอกทมิฬ
ดีไซน์รักฉบับจัดฉาก: เมื่อสถาปนิกหน้าตายต้องกลายเป็นพระเอกจำเป็น•ตอนที่ 10
อุบัติเหตุเล็กๆ กับความห่วงใยที่ปิดไม่มิด
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซน์รักฉบับจัดฉาก: เมื่อสถาปนิกหน้าตายต้องกลายเป็นพระเอกจำเป็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!