"ถ้าคุณยังวงเส้นสีแดงทับแปลนโครงสร้างนี้อีกแค่เส้นเดียว ผมจะถือว่าคุณจงใจก่อวินาศกรรมโปรเจกต์ของผมจริงๆ แล้วนะคุณรสา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือกระแสความหงุดหงิดจางๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของสำนักงานสถาปนิกในยามวิกาล แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบใบหน้าคมคายที่กำลังขมวดมุ่นจนเกิดรอยย่นระหว่างคิ้ว กรณ์ถอดแว่นสายตากรอบบางออกพร้อมกับใช้ปลายนิ้วนวดคลึงหว่างคิ้วเบาๆ เพื่อระงับอาการปวดหัวตุบๆ ที่เล่นงานมาเกือบสองชั่วโมงเต็ม
รสาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษไขแผ่นใหญ่ เธอตวัดปากกาเคมีสีดำลงบนตารางการถ่ายทำฉากสำคัญในอาคารเก่าอย่างไม่ี่สะทกสะท้าน เรียวปากเคลือบลิปสติกสีพีชมุมหนึ่งกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะที่ทรงพลังพอจะทำให้สถาปนิกหนุ่มเลือดขึ้นหน้าได้ไม่ยาก
"วินาศกรรมอะไรกันคะคุณกรณ์ เรียกว่า 'การปรับปรุงเพื่อความสมจริง' ต่างหากล่ะ" เธอลอยหน้าลอยตาตอบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความกวนประสาทไว้อย่างเต็มเปี่ยม "คุณเป็นสถาปนิก หน้าที่ของคุณคือออกแบบโครงสร้างให้มันตั้งอยู่ได้ ไม่พังครืนลงมาทับทีมงานกองถ่ายของฉันก็พอ ส่วนเรื่องมุมกล้อง อารมณ์ของตัวละคร และจังหวะการวิ่งหนีผู้ร้าย... นั่นมันอาณาเขตของฉันค่ะ คุณ-สถาปนิก-หน้า-ตาย"
กรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นตวัดมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานตัวยาว เขาอยากจะเถียงใจจะขาดว่าอาคารหลังนี้ไม่ใช่โรงละครสัตว์ แต่มันคือผลงานการบูรณะชิ้นเอกที่เขาใช้เวลาศึกษาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมมานานแรมปี
ทว่า... เมื่อกวาดสายตามองสภาพของเธอในตอนนี้แล้ว คำพูดทั้งหมดก็กลืนหายลงคอไปเสียดื้อๆ
รสาในยามนี้ไม่มีเค้าลางของความเนี๊ยบเฉียบคมเหมือนตอนอยู่กองถ่ายเลยแม้แต่น้อย เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งถูกพับแขนขึ้นลวกๆ จนถึงข้อศอก เส้นผมสีน้ำเข้มที่เคยรวบตึงอย่างเรียบร้อยบัดนี้หลุดลุ่ยตกลงมาเคล้าคลออยู่ข้างแก้มเนียน ปลายผมเส้นหนึ่งดื้อรั้นตกลงมาบังดวงตากลมโตที่ฉายแววโรยราอย่างเห็นได้ชัด ความเหนื่อยล้าจากการโหมงานติดต่อกันข้ามวันข้ามคืนเริ่มกัดกินพลังชีวิตของหญิงสาวทีละน้อย แต่กระนั้น แววตาดื้อรั้นคู่นั้นก็ยังคงเปล่งประกายความท้าทายออกมาอย่างไม่ยอมแพ้
ตารางงานที่ทับซ้อนระหว่างการเตรียมโลเคชันภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์กับกำหนดส่งแบบร่างขั้นสุดท้ายของโปรเจกต์รีโนเวท ทำให้ทั้งคู่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขังตัวเองไว้ในห้องทำงานนี้จนถึงตีสาม
"ถ้าคุณง่วงจนสมองเริ่มเพี้ยน ก็ควรกลับไปนอนซะ" กรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ราบเรียบที่สุด แม้ลึกๆ ในใจจะรู้ดีว่าเธอไม่มีทางทำตาม
"แล้วปล่อยให้คุณมานั่งแก้แบบคนเดียว เพื่อให้พรุ่งนี้เช้าคุณจะได้เอาไปเยาะเย้ยฉันน่ะเหรอคะ? ไม่มีทางฝันหรอกค่ะคุณกรณ์" รสาโต้กลับทันควัน เธอวางปากกาลงแล้วโน้มตัวไปข้างหน้า มือเรียวเท้าคางมองหน้าเขาตรงๆ ดวงตากลมโตเป็นประกายท้าทาย "ฉันไม่ใช่พวกยอมแพ้กลางทางเสียด้วยสิคะ... ว่าแต่คุณเถอะ หน้าตาซีดเซียวเชียว ไหวไหมคะเนี่ย หรือว่างานนี้มันเกินมือสถาปนิกมือหนึ่งอย่างคุณไปเสียแล้ว"
คำพูดทับถมแบบฉบับคนปากเก่งทำให้มุมปากของกรณ์กระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสันอย่างหาได้ยาก
"ปากดี" กรณ์พึมพำเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวอ้อมโต๊ะทำงานตัวใหญ่เข้ามาประชิดฝั่งที่รสา นั่งอยู่ ร่างสูงโปร่งทาบทับลงมาจนพื้นที่รอบตัวหญิงสาวแคบลงทันตาเห็น
รสาชะงักไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเงาสูงใหญ่ของชายหนุ่มทอดทับลงมา กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยกลิ่นไม้หอมและกาแฟเข้มๆ ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัสจนเธอต้องเผลอถอยหลังหนีโดยอัตโนมัติ แต่ติดที่พนักเก้าอี้ทำให้หนີไปไหนไม่ได้
"คะ... คุณจะทำอะไร" เสียงที่เคยฉะฉานเริ่มติดขัดเล็กน้อย เมื่อใบหน้าหล่อเหลาของกรณ์โน้มต่ำลงมาจนอยู่ห่างจากเธอแค่คืบ แว่นตากริดบางถูกถอดโยนไว้บนโต๊ะเผยให้เห็นดวงตาคมปลาบที่พราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์
"ก็พิสูจน์ให้ดูไงครับว่าผมไหวไหม"
กรณ์เอื้อมมือผ่านหน้าเธอไปหยิบปากกาเคมีสีแดงที่เธอกล่าวหาว่าเขาชอบใช้วงทับแปลนออก โ1ยที่ใบหน้าของทั้งคู่แทบจะชิดกันจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้มเนียนจนรสาต้องหลบสายตาหัวใจเต้นรำไม่เป็นจังหวะ
สถาปนิกหนุ่มไม่ได้ถอยห่าง เขากลับใช้มืออีกข้างเท้ากับพนักเก้าอี้ กักตัวเธอไว้ในวงแขนอย่างสมบูรณ์แบบ กลิ่นอายความดุดันและใกล้ชิดนี้ทำเอาสติปัญญาที่เคยเฉียบคมของ‘ผู้จัดการกองถ่ายสายสตรอง’ กระเจิงไปหมดในชั่วพริบตา
"คุณ... กรณ์ ถอยไปห่างๆ เลยนะ" รสาเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย พยายามดันแผงอกกว้างที่อยู่ตรงหน้า แต่กล้ามเนื้อแน่นๆ นั้นราวกับกำแพงหินที่ขยับไม่ได้เลยสักนิด
"ทำไมล่ะครับ กลัวเหรอ?" กรณ์กระซิบเสียงพร่าชิดริมใบหู น้ำเสียงทุ้มนุ่มนั้นเจือความหยอกเย้าอย่างเปิดเผย "ไหนว่าไม่เคยกลัวอะไรไม่ใช่เหรอครับ คุณผู้จัดการกองถ่ายมือหนึ่ง"
"ฉันไม่ได้กลัว... แต่ฉันเหม็นหน้าคุณต่างหากเล่า!" รสาเชิดหน้าขึ้นเถียงกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก ทั้งที่หัวใจตอนนี้เต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอกอยู่แล้ว เคมีพุ่งพล่านระหว่างกันมันรุนแรงเสียจนอากาศรอบตัวเหมือนจะเบาบางลงทุกที
กรณ์มองใบหน้าแดงก่ำของหญิงสาวด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง ความซึนและปากร้ายที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความคลั่งรักที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งขรึมมานาน
บรรยากาศในห้องทำงานเงียบสงบลง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ และเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นตรงจังหวะกันอย่างน่าประหลาด
นิ้วเรียวของสถาปนิกหนุ่มยกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่หลุดรุ่ยออก1ข้างแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอ่อนโยนจนรสาถึงกับนิ่งค้าง ลืมบทสนทนาโต้เถียงที่เตรียมไว้ในหัวไปจนหมดสิ้น ดวงตากลมโตมองสบกับนัยน์ตาสีเข้มที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
"ถ้าไม่กลัว... งั้นเรามาต่อรองกันดีกว่า" กรณ์กระซิบเสียงแผ่ว ริมฝีปากหยักลึกอยู่ห่างจากเรียวปากอิ่มของเธอเพียงแค่เอื้อม "ถ้าผมแก้แบบโครงสร้างเสร็จก่อนตีสี่ คุณต้องยอม..."
ยังไม่ทันที่ประโยคยื่นข้อเสนอของกรณ์จะหลุดออกมาจนจบ เสียงเคาะประตูดังปัง! สนั่นห้องทำงานก็ทำลายบรรยากาศสีชมพูละมุนลงในเสี้ยววินาที
ประตูกระจกบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท พร้อมกับร่างสูงของดนัย ผู้กำกับหนุ่มรูปหล่อที่ก้าวเข้ามาพร้อมกาแฟกระป๋องในมือ โดยมีสีหน้าแปลกใจระคนตกตะลึงเมื่อเห็นสภาพของเจ้านายหนุ่มและผู้จัดการสาวอยู่ใกล้ชิดกันในระยะประชิดตัวเกินกว่าเหตุ
"อุ๊ย! ผม... ผมเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย?" ดนัยชะงักกึก ชูมือสองข้างขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก "พอดีผมเอาเสบียงมาส่ง นึกว่าหลับคาโตestownกันไปหมดแล้วซะอีก"
รสาเบิกตากว้าง รีบผลอกอกกรณ์ออกสุดแรงอย่างลนลาน ใบหน้าสวยเฉี่ยวแดงซ่านลามไปจนถึงใบหู เธอจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่อย่างเร็วกว่าแสงพลางแก้ตัวเสียงตะกุกตะกัก "มะ... ไม่ได้มีอะไรค่ะผู้กำกับ! เราแค่กำลัง... เอ่อ... ปรึกษาเรื่องโครงสร้างตึกกันอยู่!"
กรณ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหงุดหงิดระคนเสียดาย เขายืดตัวตรงปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงเป็นปกติในพริบตา ดวงตากลมโตตวัดมองเพื่อนร่วมงานหนุ่มด้วยสายตานิ่งสนิทที่พร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อ
"มีอะไรก็ว่ามาครับคุณดนัย ถ้าไม่มีสาระสำคัญพอ... ระวังพรุ่งนี้คุณจะไม่เหลือฉากให้ถ่าย" กรณ์เอ่ยเสียงเย็นเยียบ
ดนัยหัวเราะร่วนอย่างไม่สะทกสะท้านกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่ม "เปล่าครับ แค่จะมาบอกว่า... ทีมงานข้างนอกเขาเริ่มลงความเห็นกันแล้วล่ะครับว่า สถาปนิกกับผู้จัดการกองถ่ายคู่นี้ น่าจะเปลี่ยนจากการตรวจแบบ ไปเคลียร์กันที่ศาลารักษาดินแดน... เอ๊ย! จดทะเบียนสมรสกันซะให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย"
คำพูดแซวของดนัยทำให้รสาแทบอยากจะเอาหัวมุดโต๊ะทำงานหนี ส่วนกรณ์... มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับหันกลับมามองหญิงสาวที่ตอนนี้ทำได้แค่นั่งกอดอกหลบสายตาด้วยความเขินอาย
ราตรีนี้ยังอีกยาวไกล และดูท่าว่า... แผนงานที่ต้องแลกด้วยเวลาพักผ่อนนี้ อาจจะมีอะไรมากกว่าแค่เรื่องงานออกแบบเสียแล้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ราชันย์หอกทมิฬ
ดีไซน์รักฉบับจัดฉาก: เมื่อสถาปนิกหน้าตายต้องกลายเป็นพระเอกจำเป็น•ตอนที่ 9
แผนงานที่ต้องแลกด้วยเวลาพักผ่อน
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซน์รักฉบับจัดฉาก: เมื่อสถาปนิกหน้าตายต้องกลายเป็นพระเอกจำเป็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!