“ถ้าจะวางกระถางต้นไม้ทับไลน์สายไฟขนาดนี้ ผมว่าคุณไปจัดสวนหน้าบ้านแทนที่จะมาจัดฉากถ่ายหนังเถอะครับ รสา”
เสียงทุ้มต่ำติดจะเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง เล่นเอาคนที่กำลังก้มๆ เงยๆ จัดองค์ประกอบของแจกันดอกไม้บนโต๊ะทำงานย้อนยุคถึงกับชะงัก รสาค่อยๆ ยืดตัวขึ้นช้าๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับต้นเสียง
กรณ์ยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องโถงที่ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตานั่นกวาดมองไปทั่วห้องราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าด้อยคุณภาพ รสาถอนหายใจยาว พ่นลมออกทางจมูกอย่างเหลืออด เธอหยิบผ้าเช็ดมือขึ้นมาเช็ดปลายนิ้วที่เปื้อนฝุ่นออกช้าๆ ก่อนจะเผชิญหน้ากับเจ้าของบริษัทสถาปนิกที่ปากร้ายที่สุดเท่าที่เธอเคยรู้จักมา
“คุณกรณ์คะ ถ้าว่างมากขนาดมีเวลามาเดินตรวจงานจุกจิก แทนที่จะเอาเวลาไปแก้แบบบ้านที่โดนลูกค้าตีกลับไม่ดีกว่าหรือคะ?” รสาสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตจ้องตอบอย่างไม่ลดละ “และอีกอย่าง สายไฟพวกนี้มันถูกซ่อนไว้ใต้พรมทนความร้อนอย่างดี การที่คุณมองไม่เห็นไม่ได้แปลว่ามันไม่มี หรือว่ามาตรฐานการมองเห็นของคุณมันสูงจนมองเห็นแต่สิ่งที่อยากเห็นเท่านั้น?”
กรณ์ขยับแว่นสายตาเบาๆ มุมปากของเขาเหยียดตรง เขาเดินสาวเท้าเข้ามาใกล้จนช่องว่างระหว่างคนสองคนเหลือน้อยลง กลิ่นน้ำหอมไม้ซีดาร์จางๆ จากตัวเขารบกวนสมาธิของรสาอย่างร้ายกาจ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอจะยอมพ่ายแพ้
“การที่คุณ ‘อวดฉลาด’ เถียงผมไม่ได้ช่วยให้ฉากนี้ออกมามีรสนิยมขึ้นหรอกนะ” เขาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว สายตาคมกริบค่อยๆ เลื่อนไปมองแจกันคริสตัลที่เธอเพิ่งจัดวาง “ดอกลิลลี่สีขาวกับโต๊ะไม้โอ๊คตัวนี้... คุณคิดว่ามันเข้ากันหรือ? มันเหมือนเอาของดีมาวางรวมกับของเลียนแบบอย่างไรอย่างนั้น”
รสาขบเม้มริมฝีปากแน่น ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนใบหน้าร้อนผ่าว “มันคือความตั้งใจค่ะ! ฉากนี้ต้องการสื่อถึงความเปราะบางของตัวละครท่ามกลางความหรูหราที่จอมปลอม คุณเป็นสถาปนิกที่สนแต่โครงสร้างแข็งๆ จนลืมมองรายละเอียดของความรู้สึกหรือไง?”
กรณ์ไม่ได้โต้ตอบในทันที เขาค่อยๆ เดินไปที่โต๊ะตัวนั้น มือหนาเอื้อมไปจัดแจกันให้เอียงองศาไปทางขวาเพียงเล็กน้อยเพียงไม่กี่มิลลิเมตร รสาชะงักเมื่อเห็นว่าสิ่งที่เขาทำ... มันทำให้ภาพรวมของมุมมองกล้องดูสมบูรณ์แบบขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ความตึงเครียดในมุมกล้องหายไปทันทีที่เขาขยับมัน
เขาหันมามองเธอ แววตาที่เคยแข็งกร้าวดูอ่อนลงเพียงเสี้ยววินาที “ถ้าคุณขยับมันไปทางขวาอีกนิด แสงจากหน้าต่างจะตกกระทบตัวแจกันพอดี ทำให้จุดโฟกัสของภาพดูไม่แข็งทื่อ” เขาเว้นจังหวะ “แต่ก็นะ... รสนิยมพื้นฐานของคุณมันก็ได้แค่นี้ จะให้หวังให้คุณเข้าใจศาสตร์ของแสงและเงาก็คงยาก”
รสาเม้มปากแน่นจนแทบห้อเลือด เธอรู้ดีว่าคำพูดของเขามันคือคำตำหนิที่ซ่อนความช่วยเหลือไว้ข้างใน แต่นิสัยปากร้ายที่แก้ไม่หายของเขามันทำให้เธออยากจะหยิบกระถางต้นไม้ฟาดหัวเขาสักทีสองที
“ปากคุณนี่มัน... ถ้าไม่พูดอะไรที่มันดูดีกว่านี้ ช่วยเงียบไปเลยไม่ได้เหรอคะ?” รสาพูดลอดไรฟัน
“ความจริงมันเจ็บปวดเสมอครับ” กรณ์ตอบสั้นๆ ก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น เขาพยายามปิดบังความพึงพอใจในใจไว้มิดชิด ความจริงคือฉากที่รสาจัด... มัน ‘งดงาม’ กว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก การเลือกโทนสีและการจัดวางองค์ประกอบมันสะท้อนว่าผู้หญิงตรงหน้ามีเซนส์เรื่องสุนทรียภาพที่หาตัวจับยาก แต่นิสัยเสียของเขาทำให้เขาเลือกที่จะเชิดชูมันด้วยการดูถูกแทน
“ดนัย!”
เสียงเรียกของใครบางคนดังขึ้นจากหน้าประตูห้องโถง ทั้งรสาและกรณ์หันไปมองพร้อมกัน ดนัยก้าวเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ตามแบบฉบับชายหนุ่มผู้จัดเจนโลก เขาสวมชุดสบายๆ แต่ดูดีมีสไตล์ รสาสังเกตเห็นทันทีว่ากรณ์เกร็งสันกรามขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นท่าทางสนิทสนมของดนัย
“รสาครับ ผมว่าแสงตรงมุมนี้มันดูอึมครึมไปหน่อยนะ หรือว่าคุณอยากลองปรับเป็น...” ดนัยเดินเข้ามาใกล้รสาแล้วก้มลงมองแจกันใบเดียวกัน แต่ก่อนที่เขาจะแตะต้องมัน มือหนาของกรณ์ก็เอื้อมไปคว้าคอเสื้อดนัยไว้อย่างสุภาพแต่หนักแน่น
“อย่าแตะครับ ดนัย” กรณ์พูดเสียงเรียบ “องศามันได้แล้ว ถ้าขยับแม้แต่มิลเดียว ฉากที่คุณวางแผนจะถ่ายน่ะ พังแน่นอน”
ดนัยชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะร่า “โอ้... ท่านสถาปนิกหน้าตายช่วยดูงานให้ด้วยตัวเองเลยหรือครับเนี่ย? แปลกจัง ปกติเห็นคุณไม่ค่อยสนใจงานหน้ากองเท่าไหร่”
บรรยากาศในห้องคุกรุ่นขึ้นทันที รสาสัมผัสได้ถึงแรงปะทะที่มองไม่เห็นระหว่างผู้ชายสองคน
“ผมแค่ไม่อยากให้งานของบริษัทต้องเสียชื่อเพราะความผิดพลาดเล็กน้อย” กรณ์ตอบพลางปล่อยมือจากคอเสื้อดนัย เขาหันกลับมามองรสาด้วยสายตาที่ทำให้เธอขนลุกชัน “แล้วเย็นนี้คุณว่างไหม? แบบบ้านส่วนที่เหลือ ผมอยากให้คุณช่วยดู... ในฐานะที่วันนี้คุณทำ ‘ผลงาน’ ได้ไม่เลวเท่าไหร่นัก”
รสายืนอึ้ง คำชมสั้นๆ ที่แทรกอยู่ในคำด่านั้นทำเอาเธอไปไม่เป็น เธออ้าปากค้างจะปฏิเสธ แต่ดนัยกลับแทรกขึ้นมาก่อน
“น่าเสียดายนะคุณกรณ์ เย็นนี้ผมมีนัดทานมื้อค่ำกับรสาเรื่องบทหนังพอดีเลย รสา... เราไปกันเถอะครับ”
ดนัยคว้าแขนรสาไว้เบาๆ กรณ์มองมือของดนัยที่แตะแขนเธอด้วยสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก เขากระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างที่รสาไม่เคยเห็นมาก่อน
“งั้นเหรอครับ?” กรณ์ก้าวเข้ามาประชิดตัวรสาจนเธอต้องถอยหลังไปชนโต๊ะทำงาน “แต่รสา... คุณอย่าลืมนะครับว่าพรุ่งนี้มีประชุมด่วนเรื่องแก้แบบฉาก และผมเป็นคนเซ็นอนุมัติงบทั้งหมด... คุณมั่นใจเหรอว่าจะทิ้งงานไปกับคนที่ไม่รู้เรื่องโครงสร้างแบบนี้?”
เขาก้มลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รดที่ข้างหูของรสา ขณะที่มืออีกข้างของเขาก็คว้าเอวเธอไว้แน่นโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
“ว่ายังไงครับ... จะไปกับคนอื่น หรือจะอยู่ฟังผมสั่งงานจนดึก?”
หัวใจของรสาเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสีเข้มที่เต็มไปด้วยคำท้าทายของกรณ์ ขณะที่บรรยากาศในห้องราวกับจะระเบิดออกในวินาทีถัดไป
ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางของคู่กัดที่น่ารักคู่นี้ครับ พบกันตอนหน้ากับความวุ่นวายที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมครับ! - ราชันย์หอกทมิฬ
ดีไซน์รักฉบับจัดฉาก: เมื่อสถาปนิกหน้าตายต้องกลายเป็นพระเอกจำเป็น•ตอนที่ 7
คำชมที่ซ่อนอยู่ในคำด่า
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซน์รักฉบับจัดฉาก: เมื่อสถาปนิกหน้าตายต้องกลายเป็นพระเอกจำเป็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!