กลิ่นอายของสมุนไพรจีนต้มเคี่ยวระคนคาวเลือดจางๆ คลุ้งตลบอบอวลอยู่ภายในห้องบรรทมอันเงียบสงบ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสำริดไส้หญ้าจวี๋สั่นไหววับแวมตามแรงลมหนาวที่เล็ดลอดผ่านรอยต่อของบานหน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายเมฆมงคล
บนเตียงไม้จันทน์หอมปูทับด้วยเบาะรองนอนนวมหนาสีเลือดหมู หลี่จวินเหอนอนแน่นิ่ง ร่างกายกำยำที่เคยผ่านศึกเหนือแรมใต้จนเป็นตำนานบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยเหงือกกาฬและพิษไข้ รอยแผลลึกฉกรรจ์บริเวณหัวไหล่ซ้ายที่เกิดจากคมดาบอาบยาพิษของมือสังหารเงา กำลังส่งกลิ่นเน่าเรื่อและเปลี่ยนผิวเนื้อรอบข้างให้กลายเป็นสีม่วงคล้ำ
จางเหม่ยหลิน ในชุดเสื้อคลุมผ้าไหมปักลายดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์ นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียงอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ปลายน้องนางเรียวดุจหยกสลักกำลังใช้ผ้าแพรเนื้อละเอียดชุบน้ำอุ่นผสมสมุนไพรบรรเทาพิษ เช็ดคราบโลหิตและหยาดเหงื่อตามกรอบหน้าคมคายและลำคอแกร่งของแม่ทัพใหญ่อย่างเบามือที่สุด
นางไม่อาจหลับตาลงได้เลยตลอดสามคืนสามวันที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสการเมืองในราชสำนักที่กำลังเชือดเฉือนกันอย่างไร้ความปรานี หากข่าวการบาดเจ็บสาหัสของหลี่จวินเหอรั่วไหลออกไปแม้แต่น้อย กองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงย่อมตกอยู่ในความโกลาหล และเหล่าขุนนางกังฉินคงฉวยโอกาสนี้กระชากอำนาจทหารไปจากมือเขาอย่างแน่นอน
"ท่านจวินเหอ..." เสียงหวานนุ่มทว่าสั่นเครือเล็กน้อยเอื้อnออกมาในความเงียบ นางก้มลงมองใบหน้าซีดเซียวของบุรุษผู้เป็นดั่งเสาหลักแผ่นดิน คิ้วเข้มที่มักขมวดเข้าหากันด้วยความเครียดขึงในยามตื่นบัดนี้คลายลง แต่มันกลับยิ่งขับเน้นความโดดเดี่ยวและร่องรอยแห่งความเจ็บปวดในอดีตให้เด่นชัดขึ้น
ดวงตาคู่สวยของกุนซือหญิงฉายแววเจ็บแปลบยามระลึกถึงเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อคืนก่อน ปลายดาบของมือสังหารพุ่งตรงหมายเอาชีวิตแม่ทัพผู้ไร้พ่าย แต่หลี่จวินเหอกลับใช้ร่างกายของตนเองเข้าบังรับกระบี่แทนที่จะหลบหลีก เพียงเพราะต้องการปกป้องแผนการสำรวจคลังเสบียงลับของนางให้ลุล่วง
"ท่านโง่เขลานัก..." นางพึมพำเบาๆ พร้อมกับบรรจงเปลี่ยนผ้าพันแผลรอบหัวไหล่ใหม่อย่างระมัดระวัง ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความทะนุถนอมราวกับกลัวว่าหินผาแกร่งตรงหน้าจะแตกสลายคามือ
ในฐานะธิดาขุนนางตกอับผู้รอดชีวิตจากตระกูลที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีจนต้องระเหเร่ร่อนในวังวนแห่งการล้างแค้น นางไม่เคยคิดเลยว่าหัวใจที่ด้านชาและถูกปิดตายด้วยความแค้นของตน จะยอมเปิดรับความอบอุ่นจากบุรุษผู้เย็นชาผู้นี้ตั้งแต่เมื่อใด
หลี่จวินเหอขยับริมฝีปากแห้งผากเล็กน้อย พร้อมกับส่งเสียงครางต่ำในลำคอด้วยพิษไข้ มือหนาที่เคยจับกระบี่กร้านศึกพลันยกขึ้นคว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แม้จะไร้สติแต่สัญชาตญาณการป้องกันตัวยังคงทำงานอย่างเฉียบคม
"จวินเหอ... ข้าเอง ปล่อยก่อน" นางกระซิบบอกเสียงนุ่ม พร้อมกับใช้มืออีกข้างลูบหลังมือของเขาอย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม
ดวงตาคมกริบที่เคยปิดสนิทค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก แสงไฟสลัวสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่คมที่มักมองโลกด้วยความตาย แต่วินาทีนี้ มันกลับทอดมองมาที่ใบหน้าของนางด้วยความอ่อนโยนล้ำลึกที่หาได้ยากยิ่ง
"เจยังไม่... ไปนอนอีกหรือ..." เสียงแหบพร่าเอ่ยลอดไรฟัน หลี่จวินเหอพยายามจะยันกายลุกขึ้นนั่ง ทว่าพิษไข้กลับแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์จนร่างหนาทรุดฮวบลงไปนอนตามเดิม
"ท่านยังลุกไม่ไหว พิษยาในแผลยังไม่ถูกขับออกจนหมด หากท่านดื้อรั้นเช่นนี้ ข้าคงต้องใช้เข็มเงินฝังจุดสกัดชีพจรท่านจริงๆ แล้วกระมัง" นางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้แววตาจะเต็มไปด้วยความห่วงใยระคนตัดพ้อ
หลี่จวินเหอแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าคมคายดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด "ข้า... ไม่เป็นไร... บาดแผลแค่นี้... คร่าชีวิตข้าไม่ได้หรอก เหม่ยหลิน..."
บรรยากาศภายในห้องเงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและเสียงน้ำมันในตะเกียงปะทุเบาๆ ทั้งสองสบตากันโดยไม่มีคำพูดใดๆ ทว่าแววตากลับสื่อความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าคำร้อยพันอักษร ความรัก ความผูกพัน และความภักดีที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางพายุแห่งการแย่งชิงอำนาจ กลายเป็นเกราะคุ้มกันอันแข็งแกร่งให้แก่กันและกัน
ทว่า ช่วงเวลาอันเงียบสงบและเปี่ยมด้วยความหมายนั้น กลับถูกทำลายลงอย่างกะทันหันด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังขึ้นจากนอกประตูเรือนพัก ตามด้วยเสียงเคาะประตูดังสนั่นสามครั้งติดต่อกันอย่างเร่งร้อน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
"ท่านแม่ทัพ! แม่ทัพใหญ่! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนของรองแม่ทัพเฉินดังลั่นแทรกความหนาบัดดล สีหน้าของจางเหม่ยหลินเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นในทันที นางผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขณะที่หลี่จวินเหอพยายามใช้ศอกยันกายลุกขึ้นด้วยใบหน้าที่เริ่มกลับมาเคร่งขรึมดุดันอีกครั้ง
รองแม่ทัพเฉินผลักประตูผลุนเข้ามาโดยไม่รออนุญาต ใบหน้าของนายกองวัยกลางคนซีดเผือดจนไร้สีเลือด สองมือถือม้วนราชโองการประทับตราหยกทองคำด้วยอาการสั่นเทา
"เกิดอะไรขึ้น?" หลี่จวินเหอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและทรงอำนาจ แม้พิษไข้จะยังกัดกินร่างกาย
รองแม่ทัพเฉินคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ก่อนจะชูม้วนราชโองการในมือขึ้นสูง "ราชโองการด่วนที่สุดจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ... พระองค์มีรับสั่งปลดท่านจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ และ..." เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะกล่าวประโยคสุดท้ายที่ทำให้บรรยากาศในห้องดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง "...และมีพระราชเสาวณาลับ ให้ประทาน *'ผ้าแพรขาวสามศาลา'* แก่กุนซือจางเหม่ยหลิน ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกบฏพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า•ตอนที่ 17
รอยเลือดบนผ้าแพร
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!