กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มข้ามปีลอยอบอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่ามันมิได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องหนังสือลับหลังเรือนพำนักของแม่ทัพใหญ่ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย แสงตะเกียงน้ำมันพืชหล่อด้วยไขสัตว์ส่งเสียงปะทุเบาๆ เป็นระยะ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันเสียยิ่งกว่าเสียงกลองศึกในสนามรบ
"หากเรายังสาวเส้นไหมจากม้วนผ้าเก่าคร่ำครึนี้ต่อไป ศาลากลางน้ำในวังหลวงย่อมไม่ปล่อยให้ท่านและข้าเดินออกจากเมืองหลวงโดยยังมีลมหายใจครับ ท่านแม่ทัพ"
จางเหม่ยหลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ยามไร้ลม ทว่าแววตาดำขลับคู่นั้นกลับสะท้อนเปลวไฟจากตะเกียงวับวาม นางกำลังใช้นิ้วเรียวขาวดุจหยกสลัก คีบแผ่นกระดาษสาเก่าคร่ำครึที่ถูกกัดแทะด้วยกาลเวลาขึ้นมาพินิจ
หลี่จวินเหอนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดคลุมผ้าแพรสีดำสนิทปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินดูราวกับรูปปั้นสลักจากหินผา ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองสตรีตรงหน้า ผู้ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลต่อหัวใจและลมหายใจของเขาอย่างไร้ร่องรอย นับตั้งแต่โศกนาฏกรรมนองเลือดที่หุบเขาผาอัสนีเมื่อสิบปีก่อน ไม่มีผู้ใดกล้ากางแผนผังคดีล้มล้างราชตระกูลต่อหน้าเขาเช่นนี้ มีเพียงนาง... สตรีผู้ซ่อนความแค้นไว้ภายใต้รอยยิ้มและสติปัญญาอันล้ำลึก
"กระดาษแผ่นนั้น เจ้าได้มาจากที่ใด" หลี่จวินเหอเอ่ยถาม เสียงทุ้มต่ำกังวานก้องในความเงียบ
"จากซากกองเอกสารหลวงที่ถูกเผาทำลายเมื่อคืนก่อน... ในกองเพลิงที่ท่านสั่งให้คนไปกลบเกลื่อนร่องรอยนั่นแหละครับ" เหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่มันมิได้ไปถึงดวงตา "ท่านคิดว่าการเผาทำลายหอจดหมายเหตุตระกูลโม่จะลบชื่อของบิดาข้า และลบความจริงเรื่องคลังเสบียงทัพเหนือหายไปได้ครึ่งหนึ่งกระนั้นหรือ ท่านพี่"
คำว่า 'ท่านพี่' ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของนาง ทำให้หัวใจของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายกระตุกวูบ มันไม่ใช่คำหวานซึ้งในยามเกี้ยวพาราสี แต่มันคือพันธนาการแห่งเลือดและคราบน้ำตาที่ร้อยรัดวิญญาณของพวกเขาทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันอย่างไม่มีวันหลุดถอน
หลี่จวินเหอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเตี้ยที่นางนั่งอยู่ กลิ่นอายบุรุษผู้ผ่านสนามรบโชกโชนแผ่ซ่านจนบรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลดฮวบ เขายื่นมือหนาออกไปแตะแผ่นกระดาษสาแผ่นนั้น ปลายนิ้วหยาบกร้านสัมผัสโดนรอยหมึกสีชาดที่เลือนราง
"สิบปีก่อน ราชสำนักประกาศว่าตระกูลโม่สมคบคิดกับชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือ ส่งมอบแผนที่ค่ายกลคูเมืองจนทำให้ทัพหน้าพ่ายแพ้ยับเยิน" หลี่จวินเหอกล่าวทีละคำ น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "ข้าคือผู้คุมกองกำลังเข้าปิดล้อมจวนของบิดาเจ้า... ข้าเป็นคนเห็นเขากระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยดาบเล่มเดียวกับที่ฮ่องเต้พระราชทานให้"
"ถูกต้องครับ" เหม่ยหลินไม่หลบสายตา นางเงยหน้าขึ้นมองเขา ใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน "และท่านก็เป็นผู้พบตราประหยัดหยกขาวที่ซ่อนอยู่ในกล่องเครื่องเขียนของบิดาข้าด้วย... ตราประหยัดที่สั่งการกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ซึ่งในเวลานั้นควรจะอยู่ที่ชายแดนบูรพา หาใช่ในห้องทำงานของขุนนางฝ่าย문อย่างบิดาข้าไม่"
ความทรงจำอันมืดมนหลั่งไหลกลับมาดั่งกระแสน้ำวน หลี่จวินเหอยังจำความรู้สึกในวันนั้นได้แม่นยำ วันที่เขาได้รับคำสั่งด่วนให้นำกำลังพลเข้าตรวจค้นจวนสกุลโม่ด้วยข้อหากบฏ เขาคือนายทหารหนุ่มผู้ศรัทธาในความยุติธรรมและราชบัลลังก์ จนกระทั่งเขาได้เห็นน้ำตาหยดสุดท้ายของมารดาของเหม่ยหลิน และแววตาตัดพ้อก่อนตายของเสนาบดีโม่ ผู้เป็นอาจารย์ทางพิชัยสงครามคนแรกของเขาเอง
มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวบางของกุนซือสาวเอาไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนผิวกายขึ้นรอยแดง แต่เหม่ยหลินหาได้แสดงอาการเจ็บปวด นางปล่อยให้เขาถ่ายทอดความรู้สึกผิดและความปวดร้าวผ่านฝ่ามือคู่นั้น ความเงียบงันระหว่างคนทั้งสองดังกึกก้องเสียยิ่งกว่าเสียงคำรามของฟ้าแลบ
"ตราประหยัดนั้น... ข้าตรวจสอบด้วยตาตนเอง" หลี่จวินเหอเอ่ยเสียงพร่า "มันคือของจริง ไม่มีทางปลอมแปลง เนื้อหยกสลักลายพยัคฆ์เก้าตัว มีเพียงฮ่องเต้และแม่ทัพใหญ่ผู้ครองตราเท่านั้นที่จะครอบครองได้ แต่ในคืนนั้น มันกลับนอนนิ่งอยู่ในห้องหนังสือของเสนาบดีโม่... ผู้ซึ่งไม่เคยจับดาบตลอดชีวิตของเขา"
"นั่นคือจุดที่น่าสนใจที่สุดครับ" เหม่ยหลินพลิกกระดาษสาในมือเผยให้เห็นรอยฉีกขาดที่มุมขวา "ตราประหยัดหยกขาวไม่ได้ถูกพบโดยบังเอิญ แต่มันถูก 'วาง' เอาไว้เพื่อรอให้ท่านไปพบต่างหาก ท่านแม่ทัพ... ท่านเคยคิดหรือไม่ว่า เหตุใดในคืนที่กองทัพพยัคฆ์ทมิฬถูกซุ่มโจมตีจนย่อยยับที่หุบเขาผาอัสนี คนที่รอดชีวิตกลับมีเพียงแม่ทัพรองผู้ดูแลคลังเสบียง... และผู้ที่เลื่อนขั้นขึ้นมารับตำแหน่งแทนท่านพ่อของข้าในเวลาต่อมา"
ดวงตาของหลี่จวินเหอหรี่แคบลง รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากร่างจนเปลวเทียนไหววูบ "ฝ่าบาททรงมอบหมายให้องค์ชายรองและมหาเสนาบดีหลิวเป็นผู้ตรวจสอบคดีนี้... เจ้ากำลังจะบอกว่า..."
"ข้าไม่ได้กำลังจะบอกอะไรทั้งนั้นครับ" เหม่ยหลินตัดบท น้ำเสียงของนางเยือกเย็นและเฉียบคมดั่งใบมีดโกนที่ซ่อนอยู่ในกล่องแพร "ข้าเพียงแต่กำลังเปิดหน้าประวัติศาสตร์หน้าที่ถูกลบเลือนด้วยเลือดของคนตระกูลโม่ เพื่อให้ท่านได้เห็นว่า... ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความพินาศของตระกูลข้า และผู้ที่พยายามปลิดชีพท่านในยุทธภูเภตราเมื่อสามเดือนก่อน คือคนๆ เดียวกัน"
บรรยากาศในห้องหนังสือลับพลันตึงเครียดจนถึงขีดสุด ทั้งสองจ้องมองกันราวกับจะอ่านทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งหัวใจ ความรักความผูกพันที่พวกเขามีให้กันท่ามกลางคลื่นลมการเมือง บัดนี้ถูกหล่อหลอมด้วยความแค้นระดับชาติที่รอวันสะสาง
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นสามครั้งตามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าของพ่อบ้านหลิวที่รายงานเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก
"เรียนท่านแม่ทัพ... มีราชองครักษ์เสื้อแพรจากวังหลวงมาถึงหน้าจวนแล้วครับ แจ้งว่าเป็น 'พระราชโองการด่วนที่สุด' ประทับตราชาดทองคำ ขอเข้าพบท่านแม่ทัพยามวิกาลนี้ทันที!"
หลี่จวินเหอชะงักไปเล็กน้อย เขาก้มลงมองหน้าจางเหม่ยหลินผู้ยังคงมีสีหน้านิ่งสงบราวกับคาดการณ์เหตุการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว มือของเขายังคงกุมมือของนางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันในความมืดสลัวของห้องหนังสือ ก่อนที่มุมปากของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ดุดัน เยือกเย็น และพร้อมจะพลิกแผ่นดินล้างบางผู้ทรยศให้สิ้นซาก
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า•ตอนที่ 5
รอยร้าวในหน้าประวัติศาสตร์
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!