แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า•ตอนที่ 4

ควันไฟจากเมืองหลวง

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
กระดาษสาแผ่นบางชุ่มโชกไปด้วยหยดน้ำหมึกสีชาดที่ยังไม่แห้งสนิท ม้วนอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอมสลักลายหงส์คู่มังกร เนื้อความด้านในไม่ได้ถูกเขียนด้วยพู่กันของขุนนางในราชสำนัก หากแต่กรีดลงไปด้วยปลายกริชของหน่วยข่าวกรองลับ ‘เงาพยัคฆ์’ ที่สลักสลวยแต่เหี้ยมเกรียมในทุกตัวอักษร หลี่จวินเหอไม่แม้แต่จะชายตากลืนน้ำลายลงคอ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายทอดมองไปยังกองไฟสนามที่กำลังลุกโชนสะท้อนเกราะโลหะสีนิลยามดึกสงัด เสียงปะทุของถ่านไม้ดังเปรี๊ยะปร๊ะแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงอยู่ภายในอก ข่าวการทรยศจากเมืองหลวง... ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ สำหรับบุรุษผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนจนชินชากับกลิ่นคาวเลือด แต่สิ่งที่ทำให้มือหนาที่กำกระดาษแผ่นนั้นสั่นเทาเล็กน้อย คือรายชื่อผู้ที่ถูกตราหน้าว่าเป็น "กบฏ" ร่วมกับตระกูลจาง "บิดาของเจ้า... ถูกประหารชีวิตที่ประตูเมืองหลวงเมื่อสามวันก่อนแล้วสินะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ทว่าราบเรียบราวนับกระแสเสียงของสายน้ำเชี่ยวกราก หลี่จวินเหอไม่ได้หันกลับไปมองสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหลังเงาสลัวของกระโจมบัญชาการ จางเหม่ยหลินนิ่งงัน ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาราวกับดอกเหมยกลางเหมันต์ฤดูไม่ได้สั่นสะท้านแม้แต่น้อย นางก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาใกล้ แสงไฟจากคบเพลิงสาดกระทบใบหน้างามที่เรียบเฉยราวกรรมการตัดสินชะตาชีวิต ความเงียบที่นางเลือกใช้รุนแรงเสียยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ "หม่อมฉันทราบดีเพคะ... ตั้งแต่วันที่ฝ่าบาททรงเลือกเชื่อคำยุยงของเสนาบดีฝ่ายซ้าย ตระกูลจางก็เป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่รอวันถูกฉีกทิ้ง" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น จนน่าใจหาย ไม่มีหยดน้ำตา ไม่มีเสียงสะอื้น มีเพียงประกายตาที่วาวโรจน์ด้วยเพลิงแห่งความแค้นที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความสุขุม หลี่จวินเหอหันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาคู่นั้นมองสำรวจเรือนร่างบอบบางที่แบกรับภาระอันหนักอึ้งของตระกูลไว้ทั้งใบ เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่น สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบที่ส่งผ่านจากผิวเนื้อ "กองทัพพยัคฆ์ทักษิณของข้าตอนนี้... เปรียบเสมือนปลาที่ติดอยู่บนเขียง หากข่าวการกบฏแพร่สะพัดลงมาถึงค่ายทหาร เหล่าแม่ทัพนายกองที่ภักดีต่อบัลลังก์มังกรคงหันดาบมาจ้วงแทงพวกเราก่อนที่กองทัพหลวงจะยกมาถึงเสียอีก เจ้าจะแก้เกมนี้อย่างไร, ยอดกุนซือของข้า" คำถามนั้นไม่ใช่การทดสอบ หากแต่เป็นการโยนภาระความเป็นความตายของทหารนับแสนชีวิตลงบนบ่าของสตรีตรงหน้า จางเหม่ยหลินไม่หลบสายตา นางเงยหน้าขึ้นสบประสานกับนัยน์ตาคมกริบของแม่ทัพหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว มุมปากหยักสวยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยคมปัญญาและเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองที่ผู้ชายอกสามศอกยังต้องยอมจำนน "ท่านแม่ทัพกังวลเรื่องความภักดีของเหล่าแม่ทัพนายกอง หรือกังวลว่า... ข้าจะไม่มีแผ่นดินให้อยู่เคียงข้างท่านกันแน่เพคะ?" นางย้อนถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนในที ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทั้งสองยืนประจันหน้ากันท่ามกลางลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำเข้าสู่กระโจมจนผืนผ้าใบสะบัดไหว ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในใจของคนทั้งคู่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยายด้วยคำพูด ความรัก ความแค้น และอำนาจ หลอมรวมกันเป็นพันธะสัญญาอันหนักหน่วงดั่งหินผา "ข้าไม่เคยกลัวความตาย..." หลี่จวินเหอโน้มใบหน้าลงกระซิบชิดริมหูของนาง จนลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านเส้นผมสลวย กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นดินปืนคละคลุ้ง "แต่ข้ากลัว... ว่าแผ่นดินนี้จะไม่มีที่ว่างพอให้เราได้ครองคู่กันอย่างสงบสุข" จางเหม่ยหลินชะงักไปชั่วขณะ หัวใจที่เคยด้านชาต่อความรู้สึกกลับไหววูบอย่างรุนแรง แต่นางไม่มีเวลาให้ซาบซึ้งกับคำหวาน มือเรียวอีกข้างยกขึ้นแตะแผงอกกว้างที่มีเกราะเหล็กกั้นขวางสัมผัสไว้ ก่อนจะดึงม้วนกระดาษอีกฉบับออกมาจากอกเสื้อ ส่งให้แม่ทัพหนุ่ม "ทางหลวงส่งสาส์นมาประณามเราก็จริง... แต่พวกมันลืมคิดไปว่า 'ตราประทับหยก' ขององค์รัชทายาทผู้ล่วงลับ ยังอยู่กับข้า" หลี่จวินเหอรับม้วนกระดาษนั้นมาคลี่ออกดู ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ตราประทับที่หายสาบสูญไปพร้อมกับการสิ้นพระชนม์อย่างมีเงื่อนงำขององค์รัชทายาท บัดนี้กลับนอนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้า พร้อมกับพระราชโองการลับที่เขียนด้วยลายพระหัตถ์แท้จริง สั่งปลดขุนนางกังฉินและมอบอำนาจเด็ดขาดในการกวาดล้างราชสำนักให้แก่แม่ทัพใหญ่แห่งชายแดนทักษิณ! "นี่มัน..." "พระราชโองการฉบับจริง... ที่บิดาของหม่อมฉันเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องไว้ก่อนตาย" จางเหม่ยหลินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ประกายในตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ในเมื่อพวกมันอยากให้เราเป็นกบฏนัก เราก็จะเป็น... แต่เป็นกบฏที่จะยกทัพเข้าเมืองหลวง เพื่อชำระล้างบัลลังก์ให้บริสุทธิ์!" ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าของทหารยามนายหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหยุดอยู่หน้ากระโจม เสียงหอบหายใจดังแทรกเสียงลมหนาว ก่อนที่เสียงทุ้มสั่นเครือจะรายงานเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "เรียนท่านแม่ทัพ! มี... มีแขกไม่ได้รับเชิญควบม้ามาถึงหน้าค่ายแล้วขอรับ แจ้งว่าเป็นราชทูตพิเศษจากเมืองหลวง... พร้อมกับ 'พระราชโองการด่วนที่สุด' อีกฉบับที่นำมาประกาศต่อหน้าแม่ทัพนายกองทุกคนในยามวิกาลนี้ขอรับ!" หลี่จวินเหอและจางเหม่ยหลินสบตากันทันที รอยยิ้มเยียบเย็นผุดขึ้นบนมุมปากของทั้งคู่พร้อมกัน หมากกระดานนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาที่เดิน แต่ฝ่ายศัตรูในเมืองหลวงก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดไว้เช่นกัน ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%