ปลายมีดเหล็กกล้าสะท้อนแสงจันทร์สีนวลวับวาวจนบาดตา ความเงียบงันยามวิกาลถูกฉีกกระชากด้วยเสียงแหวกอากาศของคมศาสตราที่พุ่งตรงมายังจุดตายบนเตียงนอน
จางเหม่ยหลินไม่แม้แต่จะหลับตา ร่างระหงภายใต้ชุดนอนผ้าแพรสีจันทร์อ่อนดีดตัวขึ้นจากแท่นบรรทมอย่างงดงามราวกับภูตพรายร่ายรำ ปลายพู่กันหยกเนื้อดีที่นางมักวางไว้ใต้หมอนเสมอถูกชักออกมารับคมมีดที่พุ่งเข้ามาได้อย่างเฉียดฉิว เสียงเหล็กกระทบกันดัง “เคร้ง” สะท้อนก้องเรือนพักกุนซือ ท่ามกลางกลิ่นอายจางๆ ของดอกอู๋ถงที่โรยราในยามค่ำคืน
นักฆ่าในชุดดำสนิทปิดบังใบหน้าเหลือเพียงดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยว ทว่ายามนี้แววตานั้นกลับฉายความตื่นตระหนกวูบหนึ่ง เมื่อเหยื่อที่ควรจะนอนไหลตายด้วยยานอนหลับกลิ่นบุปผา กลับตื่นขึ้นมาตั้งรับด้วยสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์พร้อม
“เจ้าประเมินพิษอัสดงไร้ลักษณ์ต่ำไป หรือว่า... ประเมินตัวข้าสูงเกินไปกันแน่?”
น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเยือกเย็นเอื้อiนเอ่ยขึ้น นางมิได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ปลายพู่กันหยกในมือแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธสังหาร นางสะบัดข้อมือเบาๆ ปลายพู่กันที่ซ่อนเข็มอาบพิษสกัดจุดก็พุ่งเข้าใส่จุดสำคัญของมือสังหารอย่างแม่นยำ
เงาสีดำถอยร่นไปสามก้าวอย่างไม่เป็นกระบวน มันส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ ก่อนจะตัดสินใจสะบัดข้อมือปล่อยลูกดอกอาบยาพิษนับสิบดอกปิดท้าย แล้วทะยานร่างหายวับไปกับความมืดมิดของราตรีอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดหยดหนึ่งบนพื้นไม้ขัดมันวาว
ไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกถีบเปิดออกด้วยพละกำลังมหาศาล
หลี่จวินเหอในชุดคลุมสีเข้มหลวมๆ ทว่าดวงตากลับคมกริบดั่งพญาอินทรีที่พร้อมฉีกกระชากศัตรูให้เป็นจุล ใบหน้าหล่อเหลาคมคายตึงเครียด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเล็กน้อยบ่งบอกถึงโทสะที่กำลังแผดเผา ท่าทีเยือกเย็นดุจน้ำแข็งยามปกติมลายหายสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณของแม่ทัพสนามรบที่กวาดสายตาสำรวจร่างของสตรีตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
“เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นแหบพร่าเล็กน้อย ความตื่นตระหนกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งขรึมรั่วไหลออกมาทางแววตาที่ไหววูบเพียงเสี้ยววินาที
จางเหม่ยหลินผ่อนลมหายใจช้าๆ นางวางพู่กันหยกกลับลงบนโต๊ะข้างเตียง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แม้ใบหน้าจะซีดเซียวลงเล็กน้อยจากแรงปะทะเมื่อครู่
“เรียนท่านแม่ทัพ ข้ายังปลอดภัยดี... เพียงแต่เสียดายชาชั้นดีที่ชงทิ้งไว้เมื่อหัวค่ำคงต้องเททิ้งเสียแล้วกระมัง เพราะดูท่าทางแล้ว คืนนี้คงมีหนูสกปรกแอบย่องเข้ามาในจวนค่อนข้างมากทีเดียว”
หลี่จวินเหอสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวนางในสามก้าว มือหนาเอื้อมออกไปจับต้นแขนเรียวบางไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องการยืนยันด้วยสัมผัสว่าร่างตรงหน้านี้ยังมีชีวิตอยู่จริง ลมหายใจของเขาร้อนผ่าว ร่างกายกำยำแผ่ไอสังหารเข้มข้นจนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลง
“มันกล้าดียังไง...” เสียงกระซิบของแม่ทัพใหญ่ลอดไรฟัน ดุจเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายที่กรงขังถูกเปิดออก “ในจวนกุนซือกลางค่ายทหารหลวง กล้าส่งคนมาลอบสังหารคนของข้า ข้าจะล้างบางพวกมันให้สิ้นซาก!”
“ท่านแม่ทัพโปรดใจเย็นก่อน” นางเอื้อมมือเรียวแตะลงบนหลังมือที่กุมแขนตนเองไว้เบาๆ สัมผัสอุ่นซ่านส่งผ่านเนื้อผ้า ท าให้โทสะในอกของชายหนุ่มสงบลงได้อย่างน่าประหลาด “การที่พวกมันลงมือคืนนี้ ย่อมแสดงว่าหลักฐานที่เราได้มาจากการไต่สวนเมื่อวานเริ่มสั่นคลอนเสนาบดีหลี่แล้ว พวกมันร้อนใจ... นั่นหมายความว่าเราเดินหมากถูกตาแล้วต่างหาก”
หลี่จวินเหอก้มลงมองสตรีในอาณัติ แววตาของเขาอ่อนลงยามเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตากลมโตที่สุกสกาวราวกับดวงดาวในคืนไร้จันทร์ ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้ด้วยตรรกะแห่งความตายมาตลอดหลายปี พรั่งพรูขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่—ความกลัวที่จะสูญเสีย
เขาดึงร่างระหงเข้ามาสู่อ้อมอกกว้างอย่างแนบแน่น กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นคาวเลือดจางๆ จากสนามรบโอบล้อมกายนางไว้ อ้อมแขนที่เคยสังหารศัตรูมานับไม่ถ้วนยามนี้โอบกอดนางไว้อย่างทะนุถนอมราวกับไข่มุกอันล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า
“ข้าไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องเจ้า... ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหลุมศพของสกุลหลี่ขึ้นมาอีกครั้ง ข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้าเป็นอันตรายเด็ดขาด เหม่ยหลิน”
คำพูดนั้นหนักแน่นดั่งขุนเขา ทว่าสั่นเครือด้วยความรู้สึกที่ลึกล้ำเกินกว่าจะบรรยาย จางเหม่ยหลินซบใบหน้าลงกับอกแผ่นกว้างของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วไม่เป็นจังหวะ นางหลับตาลงซึมซับความอบอุ่นนี้ท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามา
ทว่า ช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบอันเปราะบางนี้กลับดำรงอยู่ได้ไม่นาน
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นที่นอกเรือน ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังรัวและน้ำเสียงตื่นตระหนกขององครักษ์คนสนิท
“เรียนท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! มี... มีราชvองการด่วนจากเมืองหลวง ส่งตรงถึงมือท่านแม่ทัพในยามวิกาล และ... และ...”
องครักษ์ผู้นั้นหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เสียงกลืนน้ำลายดังอึกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“ตราประทับบนราชโองการ... เป็นขององค์รัชทายาทผู้ล่วงลับ!”
หลี่จวินเหอผละออกจากร่างของกุนซือหญิงทันที นัยน์ตาคู่นคมกริบหันขวับไปจ้องมองบานประตูที่ปิดสนิท แววตาที่เคยฉายแววรักใคร่อ่อนโยนเมื่อครู่ บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก ท่ามกลางเงาจันทร์ที่ทอดยาวผ่านหน้าต่างเข้ามา ราวกับลางบอกเหตุถึงพายุใหญ่ที่กำลังจะซัดถล่มแผ่นดิน
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า•ตอนที่ 6
เงาในจันทร์กระจ่าง
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!