กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งผสมกับกลิ่นโคลนชื้นแฉะหลังห่าฝนกระหน่ำในยามวิกาล ยังคงลอยอวลอยู่เหนือหุบผาชิงหลง ร่างของทหารราบฝ่ายศัตรูที่นอนเรียงรายนับพันนายเป็นประจักษ์พยานแห่งความพ่ายแพ้ครั้งยับเยิน ทว่า บนเชิงเทินไม้เก่าคร่ำคร่าที่สั่นคลอนตามแรงลม กลับไม่มีเสียงไชโยโห่ร้องแห่งชัยชนะ มีเพียงความเงียบงันอันหนักอึ้งราวกับยมโลกที่เพิ่งปิดฉากการเก็บเกี่ยววิญญาณ
หลี่จวินเหอ ยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าค่ายปักกลกลยุทธ์ อาภรณ์สีดำสนิทปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินของแม่ทัพใหญ่เปื้อนเปรอะด้วยคราบโลหิตสีคล้ำที่แห้งกรัง สายตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งทอดมองลงไปยังเบื้องล่าง ที่ซึ่งแผนการอันแยบยลของกุนซือสาวเพิ่งแผ่กิ่งก้านสาขาและกลืนกินกองทัพหน้าของแคว้นอู่จนหมดสิ้น
ชัยชนะครั้งแรกโดยไร้ซึ่งการสูญเสียกำลังพลฝั่ง1ใน10 นี่คือสิ่งที่ตำราพิชัยสงครามเล่มใดก็ไม่เคยบันทึกไว้...
“ท่านแม่ทัพ บาดแผลที่หัวไหล่ของท่านยังไม่ได้รับการชำระล้าง เกรงว่าพิษจากลูกธนูอาบโลหิตสุนัขป่าจะเริ่มซึมเข้าสู่กระแสโลหิตแล้วนะครับ”
เสียงนุ่มทุ้มแต่มั่นคงดังขึ้นจากด้านหลัง จางเหม่ยหลินก้าวเท้าผ่านม่านสนามเพลาะเข้ามา นางสวมอาภรณ์บัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความมืดมิดรอบกาย แม้ชายกระโปรงจะเปื้อนโคลนจากการเดินตรวจค่ายตลอดคืน แต่ท่าทีของนางยังคงสง่างามราวกับเทพเซียนที่เดินเหินอยู่บนกลีบเมฆ ในมือเรียวระหงถือถาดกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามบรรจุสมุนไพรสมานแผลและผ้าพันแผลสะอาด
หลี่จวินเหอไม่ได้หันกลับไปมอง เขายังคงทอดสายตาไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย “เจ้าใช้ชีวิตของทหารสามหมื่นนายเป็นเดิมพันในหุบผานี้ เพื่อแลกกับชัยชนะที่สะอาดสะอ้านเช่นนี้... เจ้าไม่รู้สึกสะท้านสะเทือนเลยหรือ จางเหม่ยหลิน”
เหม่ยหลินหยุดฝีเท้าลงห่างจากแผ่นหลังกว้างเพียงก้าวเดียว นางวางถาดลงบนโต๊ะไม้หยาบ เสียงกระทบเบาๆ ดังก้องท่ามกลางความเงียบ นางไม่ได้รีบร้อนแก้ตัว แต่นัยน์ตาดอกท้อคู่นั้นกลับทอประกายลุ่มลึกยามเอื้อNเอјยววาจา
“สงครามไม่ใช่เรื่องของการประณีประประนอม ท่านแม่ทัพหลี่ หากข้าไม่ใจดำพอที่จะต้อนกองหน้าของข้าศึกให้จนมุมในหุบเขาอัสดง ทหารในอาณัติของท่านอีกกึ่งหนึ่งคงต้องสังเวยชีวิตให้กับคมดาบในยามรุ่งสาง การสูญเสียเพียงน้อยนิดเพื่อปกป้องชีวิตอันมีค่าของคนนับหมื่น... นั่นคือคณิตศาสตร์แห่งสงครามที่ข้าเรียนรู้จากซากปรักหักพังของตระกูลจางต่างหากเล่าคะ... เอ่อ... ครับ” นางเผลอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าเกือบหลุดสำนวนสามัญทั่วไป ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นสุภาพชนผู้เยือกเย็น “...นั่นคือความจริงที่ท่านเองก็รู้ดีแก่ใจ มิใช่หรือครับ”
หลี่จวินเหอหันขวับมามองนาง แววตาที่เคยแข็งกร้าวและมองโลกด้วยความตายมาตลอดชีวิตพลันไหววูบชั่วขณะ ภาพของภรรยาและน้องสาวที่ต้องตายอย่างอนาถในกองเพลิงสงครามเมื่อหลายปีก่อนเคยทำให้เขาสสาบانว่าจะไม่ยอมเชื่อใจใครหน้าไหนอีก แต่นับตั้งแต่วินาทีที่สตรีตรงหน้าก้าวเข้ามาในกองทัพด้วยป้ายคำสั่งลับ นางได้รื้อถอนกำแพงน้ำแข็งในใจเขาลงทีละชั้นอย่างเงียบเชียบ
ความงามของนางไม่ใช่ความงามแบบสตรีในห้องหอที่รอคอยการปรนนิบัติ แต่เป็นความงามที่คมคายดั่งคมกระบี่ซ่อนในฝัก ยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งอันตราย และยิ่งน่าหลงใหลจนยากจะถอนตัว
“เจ้าเปลี่ยนมุมมองความตายของข้าไป” หลี่จวินเหอก้าวเข้าไปใกล้ จนเงาร่างสูงใหญ่ทาบทับร่างระหงของนางจนมิด กลิ่นอายบุรุษผู้ผ่านศึกสงครามโชยปะทะนาสิกของนาง แต่นางไม่มีทีท่าถอยหนีแม้แต่น้อย “ข้าเคยคิดว่าสงครามคือการฆ่าเพื่อความอยู่รอด แต่วันนี้... เจ้าทำให้ข้าเห็นว่ามันคือหมากกระดานที่ต้องใช้ปัญญาบงการชีวิตผู้คน”
“และท่านคือหมากตัวสำคัญที่สุดบนกระดานนี้... ห้ามพังทลายลงเด็ดขาดนะครับ ท่านแม่ทัพ” เหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่คมสะท้อนภาพใบหน้าคร่ำเคร่งของชายหนุ่มอย่างชัดเจน ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบ บรรยากาศรอบกายพลันอบอวลด้วยความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันแปลกประหลาด
หลี่จวินเหอยกมือขึ้นอย่างลังเล ปลาย นิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบสัมผัสลงบนรอยเปื้อนฝุ่นที่ข้างแก้มเนียนนุ่มของนางอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาของแม่ทัพผู้ไร้พ่าย ดวงตาคมเข้มฉายแววความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ก้นบึ้งของหัวใจ
“ถ้าเจ้าเป็นกุนซือ ข้าคงต้องระวังตัวมากขึ้น... เกรงว่าวันหนึ่ง ข้าอาจจะยอมจำนนต่อสตรีผู้ปิดฟ้าเช่นเจ้า โดยไม่ทันได้ชักดาบออกจากฝักเสียด้วยซ้ำ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มของนาง
เหม่ยหลินนิ่งงันไป หัวใจที่เคยด้านชากลับเต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่เป็นจังหวะ นางหลบสายตาดวงนั้นวูบหนึ่งเพื่อซ่อนความเขินอาย ก่อนจะเอ่ยเปลี่ยนเรื่องเพื่อดึงสถานการณ์กลับสู่ความจริง “ท่านแม่ทัพรีบให้ข้าทำแผลเถอะครับ หากแผลลุกลาม พรุ่งนี้ที่เราต้องเคลื่อนทัพไปยังด่านป้อมปราการเหล็ก จะไม่มีแม่ทัพคอยบัญชาการรบ”
ระหว่างที่นางกำลังก้มลงใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำสมุนไพรเพื่อบรรจงเช็ดคราบเลือดบริเวณหัวไหล่กว้างของเขา บรรยากาศภายในค่ายพักก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์หน้าค่าย
“ท่านแม่ทัพ! กองสอดแนมมารายงานด่วนขอรับ! มีม้าเร็วจากเมืองหลวงควบตะบึงมาตลอดคืน พร้อมพระราชโองการลับด่วนที่สุด... และ... และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ราชองครักษ์เสื้อแพรนำโดยใต้เท้า 'ซ่งอวี้' ได้เดินทางมาถึงหน้าค่าย พร้อมกับราชยโ소โองการปลดท่านจากการเป็นแม่ทัพใหญ่เดี๋ยวนี้ขอรับ!”
มือเรียวของจางเหม่ยหลินที่กำลังถือผ้าพันแผลชะงักค้างกลางอากาศทันที นางเงยหน้าขึ้นสบตากับหลี่จวินเหออย่างรวดเร็ว ในขณะที่แววตาของแม่ทัพหนุ่มกลับฉายประกายความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลกขึ้นมาใหม่อีกครั้งอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า•ตอนที่ 7
ด่านหน้าแห่งโชคชะตา
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!