กลิ่นอายของไม้กฤษณาและชาผู่เอ๋อร์ชั้นดีอบอวลอยู่ภายในตำหนักแปดเซียน ทว่าความหรูหราอลังการเบื้องหน้า หาได้ทำให้ผู้ที่นั่งอยู่ ณ เบื้องสูงรู้สึกผ่อนคลายไม่ องค์จักรพรรดิประทับนิ่งอยู่บนบัลลังก์มังกร พระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีย์ทอดมองลงไปยังเบื้องล่าง ที่ซึ่งขุนนางชุดคลุมปักลายกิเลนและหงส์กำลังคุกเข่าหมอบกราบด้วยความยำเกรง
"ฝ่าบาท..." น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจของเสนาบดีซ่งดังขึ้นทำลายความเงียบงัน "ราชสำนักในยามนี้เปรียบเสมือนเรือลำน้อยที่กำลังเผชิญพายุใหญ่ ชายแดนเหนือสั่นคลอนด้วยกองทัพเถื่อน หากเราไม่เร่งรัดงบประมาณและอำนาจสิทธิ์ขาดให้แก่ฝ่ายบูรพา เกรงว่าแผ่นดินจะมิอาจรักษาไว้ได้นะครับ"
จางเหม่ยหลิน ซึ่งยืนสงบเสงี่ยมอยู่ท่ามกลางคณะที่ปรึกษาเบื้องหลังม่านไหมสีชาด เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคู่งามฉายแววเยียบเย็นราวกับผืนน้ำในฤดูหนาว นางซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ใต้แขนเสื้อกว้าง กำเข้าหากันแน่นจนปลายนิ้วซีดเซียว นางรู้ดีว่าคำว่า "อำนาจสิทธิ์ขาด" ที่เสนาบดีซ่งเอ่ยอ้าง แท้จริงแล้วคือการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไว้ในมือของกลุ่มกาลกิณีที่คอยกัดกินรากฐานของราชวงศ์มาเนิ่นนาน หากพวกมันทำสำเร็จ ราชสำนักจะมิใช่ของผู้ครองแผ่นดินอีกต่อไป แต่จะตกเป็นของหุ่นเชิดที่ไร้สิ้นซึ่งลมหายใจ
ในขณะเดียวกัน ที่มุมมืดอีกด้านหนึ่งของท้องพระโรง หลี่จวินเหอ แม่ทัพใหญ่ผู้สวมเกราะเหล็กดำสนิทประดับลวดลายหมาป่าโลหิตยืนกอดอกพิงเสามังกร ดวงตาคมปลาบดูลึกล้ำยากหยั่งถึง เขาไม่ได้กล่าววาจาใดๆ แม้แต่คำเดียวตั้งแต่พิธีเริ่มขึ้น ทว่ารัศมีความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่กลับทำให้ขุนนางหลายคนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ความตายที่ผ่านมือเขามานับหมื่นศพในสมรภูมิ คือเกราะคุ้มกายที่ทรงพลังที่สุดในเวลานี้
จักรพรรดิถอนหายใจยาวนาน ทรงลูบแหวนหยกประจำพระองค์ด้วยความลังเล พระองค์ทรงตระหนักถึงภัยคุกคามรอบด้าน แต่พระหัตถ์ที่กุมอำนาจกลับสั่นเทาเพราะความไร้ซึ่งกำลังสนับสนุนที่แท้จริง
จางเหม่ยหลินสูดลมหายใจเข้าลึก3 เพื่อเรียกสติ นางก้าวเท้าออกมาจากกลุ่มที่ปรึกษา ร่างระหงในชุดผ้าไหมปักลายเหมราชสีเงินเคลื่อนไหวด้วยจังหวะจะโคนอันสง่างาม ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่หันมามองด้วยความตกตะลึง เนื่องจากนางเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมประชุมราชกิจในท้องพระโรงชั้นใน
"ทูลฝ่าบาท..." น้ำเสียงหวานใสแต่มั่นคงกังวานก้องไปทั่วท้องพระโรง "หม่อมฉันเห็นว่า ข้อเสนอของท่านเสนาบดีซ่งนั้น ช่างกว้างขวางและรอบคอบยิ่งนัก... แต่ทว่า น่าเสียดายที่มันเปรียบเสมือนการสร้างปราสาททรายบนชายหาด ยิ่งสร้างสูงเท่าใด ยิ่งพังทลายเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้นนะครับ"
เสนาบดีซ่งหันขวับมาทันที ใบหน้าอวบอิ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาหรี่แคบลงจ้องมองหญิงสาวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "บังani! เจ้าเป็นเพียงที่ปรึกษาขั้นผู้น้อย มีสิทธิ์อันใดมาวิจารณ์นโยบายระดับชาติของราชสำนัก!"
จางเหม่ยหลินมิได้สะทกสะท้านต่อน้ำเสียงเกรี้ยวกราดนั้นแม้แต่น้อย นางแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกไม้พิษท่ามกลางหิมะ "หม่อมฉันมิกล้าอาจเอื้อมวิจารณ์กิจการบ้านเมืองหรอเจ้าคะ เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตตามหลักตรรกะ... งบประมาณแผ่นดินที่ท่านเสนาบดีร้องขอให้โอนย้ายไป ล้วนถูกระบุว่าใช้เพื่อ 'เสริมกำลังพลชายแดน' แต่ในความเป็นจริง บัญชีคลังหลวงกลับบันทึกไว้ชัดเจนว่า เส้นทางการขนส่งเสบียงเหล่านั้น ผ่านผ่านที่ดินส่วนบุคคลของตระกูลซ่งถึงเจ็ดตำบล... เช่นนี้แล้ว มิใช่เป็นการนำเงินภาษีของราษฎรไปบำรุงกองทัพส่วนตัวหรอกหรือเพคะ"
ความเงียบงันราวกับป่าช้าเข้าปกคลุมท้องพระโรงในทันที ขุนนางหลายคนถึงกับหน้าถอดสี ลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดกลัว ไม่เคยมีใครกล้าเปิดโปงขั้วอำนาจของเสนาบดีซ่งกลางท้องพระโรงเช่นนี้มาก่อน
เสนาบดีซ่งใบหน้าซีดเผือดสลับแดงก่ำ รีบหันไปโขกศีรษะต่อหน้าพระพักตร์ "ฝ่าบาท! นางสารเลวผู้นี้กุเรื่องขึ้นเพื่อใส่ร้ายป้ายสีข้าพระบาท! ขอพระองค์ทรงโปรดลงทัณฑ์นางด้วยเถิด!"
หลี่จวินเหอที่ยืนนิ่งมานาน ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินออกมาจากเงาเสามังกร ฝีเท้าของเขานั้นหนักแน่นและมั่นคง ทุกย่างก้าวสร้างเสียงกระทบพื้นหินอ่อนดั่งเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าหัวใจคนฟัง เขาหยุดยืนเคียงข้างร่างบางของจางเหม่ยหลิน ปลายหางตาคมกริบกวาดมองเสนาบดีซ่งราวกับพญามัจจุราชกำลังพิจารณาวิญญาณที่จะคร่าชีวิต
"คำพูดของกุนซือจาง มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรจากกรมคลังยืนยันครบถ้วน..." หลี่จวินเหอเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น และบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "หากท่านเสนาบดีคิดว่าตนเองบริสุทธิ์ ไฉนเลยจึงต้องร้อนรนจนตัวสั่นเช่นนั้นเล่า หรือเกรงว่าความจริงบางอย่างจะหลุดรอดออกมาจากปากของคนตายเสียก่อน"
แรงกดดันมหาศาลจากแม่ทัพผู้ไร้พ่ายแผ่ซ่านจนเสนาบดีซ่งทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย
จักรพรรดิทอดพระเนตรเหตุการณ์ทั้งหมด พระเนตรฉายแววเด็ดเดี่ยวขึ้นมาวูบหนึ่ง ทรงตระหนักแล้วว่า นี่คือโอกาสเดียวที่จะดึงอำนาจกลับคืนสู่ราชบัลลังก์ โดยมีสองคนเบื้องล่างนี้เป็นหอกข้างแคร่คอยคุ้มภัย
"พอก่อน!" สุรเสียงทรงอำนาจตรัสขึ้น "เรื่องนี้ให้กรมอาญาตรวจสอบอย่างละเอียด ห้ามผู้ใดแทรกแซงเป็นอันขาด!"
เมื่อการประชุมเลิกรา ขุนนางต่างทยอยเดินออกจากท้องพระโรงด้วยความตื่นตระหนก จางเหม่ยหลินเดินเคียงคู่มากับหลี่จวินเหอตามทางเดินหินอ่อนที่ทอดยาวสู่ตำหนักบูรพา ลมหนาวพัดโชยกลิ่นอายฝนมาแต่ไกล บรรยากาศเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
ร่างสูงหยุดเดินกะทันหัน ทำให้จางเหม่ยหลินต้องชะงักฝีเท้าตาม นางหันมามองเขาด้วยความสงสัย ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยถามสิ่งใด ฝ่ามือหนาอันหยาบกร้านจากรอยดาบของแม่ทัพหนุ่มก็เอื้อมมาคว้าข้อมือนางไว้เบาๆ ลากจูงให้เข้าไปหลบอยู่หลังเสาหินขนาดใหญ่ที่ลับตาคน
"เจ้าบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว เหม่ยหลิน..." หลี่จวินเหอเอ่ยเสียงกระซิบ ใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้มเนียนนวล แววตาของเขาฉายความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุดัน "การหักหน้าเสนาบดีซ่งกลางท้องพระโรงเช่นนั้น เท่ากับเจ้าเอาชีวิตตนเองไปแขวนไว้บนเส้นด้าย พวกมันไม่มีทางปล่อยเจ้าไว้แน่"
จางเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอิ่ม นางไม่ได้หวาดกลัวต่อคำเตือนนั้นแม้แต่น้อย มือเรียวเล็กเอื้อมขึ้นสัมผัสแผ่นอกหนาที่มีเกราะเหล็กกั้นขวาง สัมผัสถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวระคนหนักแน่นของเขา
"หากหม่อมฉันไม่ทำเช่นนี้ แล้วเมื่อใดเล่าความจริงเรื่องการตายของครอบครัวเราจะปรากฏขึ้นมา..." น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวดที่ฝังรากลึก "ท่านแม่ทัพ... ท่านก็รู้ดีว่าเราไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อกรงขังทองคำนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อจองจำพวกเรา หากไม่ทำลายมันจากข้างใน สักวันพวกเราก็ต้องตายอย่างช้าๆ ภายในกรงนี้อยู่ดี"
หลี่จวินเหอนิ่งงันไป เขามองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่แพ้ตนเอง ความรู้สึกรักและเทิดทูนระ1คนความปวดร้าวแล่นริ้วขึ้นมาในอก เขาโน้มใบหน้าลงมาหมายจะเอื้อMเอ่นถ้อยคำบางอย่างเพื่อปลอบประโลมดวงใจดวงนี้
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะได้ขยับเข้าใกล้กัน เสียงฝีเท้าฝรึมฝรัมจำนวนมากก็ดังขึ้นจากปลายระเบียงทางเดิน พร้อมกับเสียงตะโกนก้องของขันทีหน้าพระพักตร์ที่ดังทะลุความเงียบยามสนธยา
"ราชครูฮั่วมาถึงแล้ว! มีพระราชโองการด่วนจากแดนประจิม... สั่งปลดแม่ทัพหลี่จวินเหอออกจากตำแหน่ง และให้คุมตัวกุนซือจางเข้าคุกใต้ดินหลวงทันที!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า•ตอนที่ 14
กรงขังทองคำขององค์จักรพรรดิ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!