ตราหยกสลักลายพยัคฆ์คำรณถูกกระแทกลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมจนเกิดเสียงทึบหนักหน่วง ท่ามกลางห้องทรงอักษรที่มืดสลัว แสงจากตะเกียงน้ำมันสำริดไส้หญ้าชิงฮวาไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆมงคล
"เจ้าแน่ใจหรือว่า ข่าวกรองจากเมืองหลวงชุดนี้ มิได้ผ่านการแต่งเติมจากสำนักตรวจสอบ?"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงก้อนศิลาบดกันในหุบลึกของหลี่จวินเหอดังขึ้น แม่ทัพใหญ่แห่งค่ายพยัคฆ์อุดรประทับนั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงาน เอกสารราชการและแผนที่ยุทธบริเวณกองพะเนินมิอาจดึงดูดสายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพรานคู่นั้นได้เท่ากับแผ่นกระดาษสาบางเบาแผ่นเดียว ที่ถูกส่งตรงมาจากหน่วยข่าวกรองลับในเมืองหลวงเมื่อยามสามที่ผ่านมา
จางเหม่ยหลิน กุนซือหญิงผู้สวมอาภรณ์สีเทาเข้มเรียบง่าย เส้นผมดำขลับถูกรวบเก็บอย่างเป็นระเบียบด้วยปิ่นไม้ไผ่ธรรมดา นางมิได้เงยหน้าขึ้นจากตำราพิชัยสงครามในมือทันที ปลายนิ้วเรียวขาวประดุจหยกสลักหยุดชะงักลงเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะแย้มยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นและความลับที่ซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน
"ท่านแม่ทัพย่อมรู้ดีว่า สำนักตรวจสอบไม่เคยทำงานพลาด… โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับ 'ตระกูลจาง' แห่งอำเภอหนียนหลิง" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังสนทนาถึงดินฟ้าอากาศในยามเช้า มิใช่เรื่องราวการกวาดล้างตระกูลขุนนางครั้งใหญ่เมื่อสิบปีก่อน
หลี่จวินเหอหรี่ตาลงเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มแผ่ไอเย็นเยียบออกมาจนผู้ติดตามภายนอกห้องไม่กล้าหายใจแรง เขายันกายลุกขึ้นเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดเกราะอ่อนส่งเสียงกระทบกันเบาๆ ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาประชิดร่างบางที่ยังคงนั่งนิ่งดั่งรูปสลัก กลิ่นอายบุรุษผู้ผ่านสนามรบและกลิ่นจางๆ ของสนิมดาบโชยเข้ากระทบนาสิกของนาง
ชายหนุ่มโน้มตัวลงใช้มือหนาข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะไว้ กักขังร่างบอบบางให้อยู่ในอาณัติ สายตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาดำขลับคู่นั้นราวกับจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านหมอกแห่งปัญญา
"ในรายงานระบุว่า บุตรสาวคนโตของอดีตราช士การคลังจาง… มิได้กระโดดหน้าผาเผาตัวตายพร้อมครอบครัวในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองอย่างที่บันทึกไว้ในราชสำนัก แต่มีเด็กหญิงคนหนึ่งถูกช่วยเหลือออกไปโดยเงาพยัคฆ์หน่วยลับ… หน่วยลับที่ขึ้นตรงต่อองค์รัชทายาทองค์ก่อน" หลี่จวินเหอเว้นจังหวะ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นกดต่ำและใกล้ชิดจนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ข้างใบหูของนาง "และเจ้า… จางเหม่ยหลิน… เหตุใดจึงมีรอยแผลเป็นรูปดอกเหมยที่หัวไหล่ขวา เช่นเดียวกับเด็กหญิงในบันทึกฉบับนั้นเล่า?"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทรงอักษรชั่วขณะ ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง
จางเหม่ยหลินมิได้สะดุ้งสะเทือน นางค่อยๆ วางตำราในมือลงอย่างใจเย็น เงยหน้าขึ้นสบตาแม่ทัพผู้ไร้พ่ายโดยปราศจากความหวาดกลัวแววตาคู่นั้นลุ่มลึกดั่งบึงโบราณที่ไร้ก้นบึง สะท้อนเงาของเปลวเทียนที่กำลังจะมอดไหม้
"ท่านแม่ทัพช่างขยันขันอาสาในการขุดคุ้ยซากศพเสียจริง" นางเอ่ยพางหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่เจือความขื่นขมอย่างล้ำลึก "ท่านคิดจะเอาศีรษะของข้าไปบรรณาการแด่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เพื่อแลกกับเสบียงกองทัพอีกสามแสนหาน หรือเพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดีที่ท่านไม่เคยมีให้ราชบัลลังก์กันแน่?"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้หลี่จวินเหอขมวดคิ้วแน่น สันกรามของแม่ทัพใหญ่ขยับนูนด้วยความขัดเคือง เขาไม่ชอบให้ใครมาอ่านเกมความรู้สึกของตนออก โดยเฉพาะสตรีผู้นี้ สตรีที่เขาเคยยื่นมือเข้าไปช่วยชีวิตไว้จากกองเพลิงการเมืองเมื่อหลายปีก่อน สตรีที่กลายมาเป็นมันสมองสำคัญที่ทำให้เขาชนะศึกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
"ข้าแค่อยากรู้ว่า คนที่นอนร่วมเตียง… อภิบาลทัพร่วมกันมาแรมปี เป็นมิตรหรือศัตรูที่รอวันแทงข้างหลังข้ากันแน่" หลี่จวินเหอกล่าวเสียงกร้าว มือหนาเอื้อมไปแตะที่ปกเสื้อด้านขวาของนางอย่างถือวิสาสะ บังคับให้หัวใจของคนทั้งคู่เต้นระรัวท่ามกลางความตึงเครียด
จางเหม่ยหลินไม่หลบตา นางยกมือเรียวขึ้นทาบทับมือหนาที่กำลังจะปลดปมเสื้อของนาง แรงกดจากปลายนิ้วของทั้งสองฝ่ายสะท้อนถึงการงัดข้อทางจิตวิทยาที่ไม่มีใครยอมใคร
"หากข้าเป็นศัตรู ท่านคงกลายเป็นผีเฝ้าค่ายพยัคฆ์อุดรไปนานแล้ว ท่านแม่ทัพ" นางกระซิบแผ่วเบา ริมฝีปากแย้มยิ้มเย้ายวนแต่ทว่าเย็นยะเยือก "แต่ความลับเรื่องอดีตของข้า… หาใช่สิ่งที่จะนำมาเล่นสนุกในยามราตรีเช่นนี้ไม่ เพราะมันคือโซ่ตรวนที่กำลังจะลากพวกเราทุกคนลงสู่ขุมนรกแห่งการชำระแค้น"
ก่อนที่หลี่จวินเหอจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดโต้แย้ง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับเสียงกลองศึกก็ดังขึ้นจากภาระประตูกลางดึก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูรัวเร็วและน้ำเสียงตื่นตระหนกของรองแม่ทัพเฉิน
"ท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! มีราชโองการด่วนที่สุดจากเมืองหลวง… ตราประทับหยกหลวงสีชาด!"
หลี่จวินเหอชะงักมือ ดวงตาคมกริบละจากใบหน้าของกุนซือสาว เขากวาดสายตามองไปที่ประตูด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาด ความลับเรื่องอดีตของนางยังไม่ทันได้คำตอบ ราชโองการฉบับใหม่ที่เดินทางมากลางดึกสงัดเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน
ชายหนุ่มสะบัดชายเสื้อถอยห่างจากนางก้าวหนึ่ง น้ำเสียงเยือกเย็นสั่งการออกไป "เข้ามา!"
ประตูห้องเปิดผางออก รองแม่ทัพเฉินก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ในมือประคองกล่องไม้สนหอมที่ปิดผนึกด้วยยันต์โลหิตและน้ำตาเทียนสีชาด—ตราประทับที่ใช้เฉพาะในยามที่แผ่นดินกำลังจะเผชิญกับมหันตภัยร้ายแรงถึงขั้นเปลี่ยนราช dynasty เท่านั้น
เฉินคุกเข่าลงเบื้องหน้าแม่ทัพใหญ่ ยื่นกล่องไม้ด้วยมือที่สั่นเทา "เรียนท่านแม่ทัพ… ราชโองการฉบับนี้ระบุชื่อผู้รับเฉพาะเจาะจง หาใช่ตัวท่านไม่…"
หลี่จวินเหอรับกล่องไม้นั้นมา ดวงตาคมกริบก้มมองชื่อที่จารึกอยู่บนฝากล่องด้วยลายมืออันคุ้นเคย—ลายมือขององค์หญิงผู้กุมอำนาจหลังม่านมุ้งในเมืองหลวง
ทว่าเมื่อเขาเปิดฝากล่องออก สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายในกลับมิใช่ราชโองการกระดาษสา หากแต่เป็น… เส้นผมสีดำสนิทที่ถูกผูกด้วยด้ายแดงหนึ่งเส้น และกระดุมหยกประจำตำแหน่งของ 'อัครมหาเสนาบดีจาง' บิดาผู้ล่วงลับของจางเหม่ยหลิน ที่มีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่!
จางเหม่ยหลินที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ชะงักงันไปทันทีเมื่อเห็นสิ่งของในกล่อง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างกายสะท้านเยือกราถูกสายลมหนาวเหน็บจากยอดเขาหิมะพัดผ่าน รอยยิ้มเยือกเย็นเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยประกายตาแห่งความโกรธแค้นดุจเปลวเพลิงโลกันตร์ที่ถูกจุดขึ้นในความมืด
"ดูท่าทาง…" หลี่จวินเหอเงยหน้าขึ้นสบตากุนซือสาว น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน "พวกมันไม่ได้แค่ขุดคุ้ยอดีตของเจ้า… แต่พวกมันกำลังขุดหลุมฝังพวกเราทั้งคู่แล้ว"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า•ตอนที่ 13
เสียงกระซิบที่ไม่มีวันดับ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!