เสียงสะท้อนของแผ่นไม้กระดานตอกย้ำความอัปยศดังขึ้นก้องหู ท่ามกลางกลิ่นอับชื้นของคลังเสบียงค่ายทหารหลวง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงขององครักษ์ชุดดำที่ก้าวเข้ามาพร้อมคบเพลิงส่องสว่างขับไล่ความมืดมิดในยามวิกาลให้กระจ่างแจ้ง เผยให้เห็นภาพเบื้องหน้าที่ทำให้แม้แต่ขุนนางผู้มากเล่ห์ยังต้องลอบกลืนน้ำลาย
“ท่านราชد士... ท่านยังกล้าปฏิเสธอีกหรือว่า ข้าวสารเกรดหนึ่งสามพันกระสอบที่ท่านเบิกมาจากท้องคลังหลวงเมื่อสามเดือนก่อน บัดนี้เหตุใดจึงเหลือเพียงแกลบและทรายหยาบเคลือบโคลนเช่นนี้เล่า”
เสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น และบาดลึกราวกับคมดาบที่พาดอยู่บนต้นคอ ดังมาจากร่างสูงสง่าของแม่ทัพใหญ่ หลี่จวินเหอ เขาสวมชุดเกราะหนังสีดำสนิท ประดับด้วยลวดลายมังกรทะยานเมฆที่สะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับวาม แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายจ้องมองร่างสั่นเทาของใต้เท้าเฉิน ขุนนางผู้ดูแลกรมคลังผู้สวมชุดขุนนางปักลายกวางหมอบสีเข้ม ซึ่งบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬ แม้สภาพอากาศในคลังสินค้าจะหนาวเหน็บจนลมหายใจกลายเป็นไอขาวก็ตาม
ใต้เท้าเฉินทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นดินที่เปียกชื้น สองมือพยายามควชายเสื้อคลุมปักไหมทองของตนเองไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งผากขยับพะงาบๆ คล้ายปลาขาดน้ำ “มะ... แม่ทัพใหญ่... ท่านโปรดฟังข้าก่อน เรื่องนี้... เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด! ข้า... ข้าเพียงแต่จัดเก็บรักษาไม่ดีพอ ความชื้นจากใต้ดินทำให้ข้าวสารเน่าเสียจนต้องนำทรายมาผสมเพื่อพยุงน้ำหนักไม่ให้บัญชีเสียหายต่างหากเล่า!”
“คำแก้ตัวของขุนนางผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาสามรัชกาล ช่างน่าขันสิ้นดี”
เสียงหวานใสแต่ทรงพลังดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง หลี่จวินเหอ จางเหม่ยหลิน ก้าวออกมาจากเงาของเสาไม้สักทองขนาดใหญ่ นางสวมชุดคลุมสตรีชั้นสูงสีครามเข้ม ปักลายดอกเหมยสีเงิน ปิ่นปักผมหยกขาวสลักรูปหงส์สั่นไหวตามจังหวะก้าวเดิน ท่าทางของนางสง่างามและเปี่ยมด้วยรัศมีแห่งปัญญา นางหยุดยืนเคียงข้างแม่ทัพใหญ่ กวาดสายตาคมปลาบมองกระสอบข้าวที่ถูกกรีดเปิดออกเผยให้เห็นไส้ในอันเน่าเฟะ
“ใต้เท้าเฉินท่านคงลืมไปแล้วกระมังว่า กรมคลังแห่งแคว้นไม่ได้มีหน้าที่แค่ ‘จัดเก็บ’ แต่มีหน้าที่ ‘จัดสรร’ ให้แก่ทหารกล้าแนวหน้าผู้กำลังเอาชีวิตเข้าแลกปกป้องแผ่นดิน ฤดูหนาวปีนี้ทหารเจ็ดหมื่นนายที่ชายแดนเหนือต้องอดอยากและล้มตายด้วยโรคภัย เพราะเสบียงอาหารที่ท่านอ้างว่า ‘จัดเก็บไม่ดีพอ’ เช่นนั้นหรือ?”
“เจ้า... เจ้าเป็นใครกัน! บังอาจนัก สามหาว! ข้าเป็นขุนนางขั้นสาม มีตราตั้งจากราชสำนัก เจ้าเป็นเพียงสตรี... สตรีผู้ติดตามกองทัพ ไยจึงมีสิทธิ์มาไต่สวนข้า!” ใทยเท้าเฉินตะโกนแผดเสียงเพื่อกลบเกลื่อนความหวาดกลัว สองมือยันพื้นพยายามจะลุกขึ้นหนี แต่ทว่าดาบเล่มใหญ่ในมือขององครักษ์ด้านหลังกลับตวัดมาขวางลำคอไว้เฉียดฉิว จนเขาต้องผงะถอยหลังด้วยความตกใจ
หลี่จวินเหอไม่แม้แต่จะชายตามองความน่าสมเพชของขุนนางเฒ่า เขายกมือขึ้นส่งสัญญาณให้องครักษ์ถอยห่างออกไปครึ่งก้าว ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนค้ำหัวอีกฝ่าย รัศมีกดดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนจนอากาศรอบตัวคล้ายจะหนักอึ้งขึ้นหลายเท่า
“ตราตั้งจากราชสำนักงั้นหรือ?” หลี่จวินเหอแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงที่เยียบเย็นยิ่งกว่าสายลมเหมันต์ “ตราตั้งนั้นมอบให้เพื่อรับใช้ราษฎรและแผ่นดิน หาใช่ให้พวกเจ้าใช้สูบกินเลือดเนื้อของทหารหาญที่ตายแทนพวกเราไม่ เจ้าคิดว่าการโยกย้ายเงินทองไปซ่อนไว้ที่จวนสกุลเฉินทางใต้ จะพ้นสายตาของหน่วยข่าวกรองค่ายพยัคฆ์คำรามของข้าไปได้กระนั้นหรือ”
สิ้นคำพูดนั้น สีหน้าของใต้เท้าเฉินก็เปลี่ยนเป็นสีเทาอมเขียว ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง บัญชีลับที่เขาซ่อนไว้ใต้พื้นห้องนอนอย่างมิดชิด เหตุใดจึงมาอยู่ในมือของคนเหล่านี้ได้... หรือว่าแผนการทั้งหมดถูกล่วงรู้มาตั้งแต่ต้น?
จางเหม่ยหลินก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่ไร้แรงต้านทาน นางหยิบสมุดบัญชีเล่มเล็กปกหนังสีดำที่เปื้อนคราบหมึกขึ้นมาจากแขนเสื้อ ยื่นมันออกไปตรงหน้าขุนนางเฒ่า ชายกระโปรงยาวลากพื้นขยับตามจังหวะอย่างแช่มช้อย นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมราวกับมีดผ่าตัด
“บัญชีรายชื่อการซื้อขายเกลือและเหล็กกล้าเถื่อนกับแคว้นตงหยวน... รายชื่อขุนนางในราชสำนักอีกสิบสองคนที่ร่วมมือกันยักยอกเงินงบประมาณสร้างกำแพงเมือง และ... จดหมายลับประทับตราประจำตัวของอัครมหาเสนาบดีหวัง ใต้เท้าเฉิน ท่านคิดว่ากระดาษแผ่นเดียวเหล่านี้ จะเพียงพอที่จะทำให้ตระกูลเฉินทั้งเก้าชั่วโคตรหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์หรือยัง?”
ใต้เท้าเฉินเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า มือที่สั่นเทาพยายามคว้าจับชายเสื้อของจางเหม่ยหลิน แต่กลับถูกหลี่จวินเหอใช้ปลายฝักดาบเขี่ยออกอย่างไร้ความปรานี
“ไว้ชีวิตข้าด้วย! ท่านแม่ทัพ! กุนซือจาง! ข้า... ข้าแค่ทำตามคำสั่ง... ข้ามีเบื้องบนคอยหนุนหลัง หากข้าไม่ทำ ตระกูลข้าก็ต้องตาย! ได้โปรด... เมตตาข้าด้วย!” ขุนนางเฒ่าโขกศีรษะลงกับพื้นจนเกิดเสียงดังทึบ เลือดซึมออกจากหน้าผากไหลย้อยลงมาตามร่องแก้ม แต่นั่นไม่สามารถเรียกความเห็นอกเห็นใจจากคนทั้งสองได้เลยแม้แต่น้อย
หลี่จวินเหอหันไปสบตากับจางเหม่ยหลิน แววตาของแม่ทัพใหญ่ที่เคยแข็งกระด้างและเยือกเย็น ยามเมื่อทอดมองสตรีข้างกายกลับฉายแววอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง มันคือความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ผ่านการร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกันในสมรภูมิการเมืองอันโสมمนี้ ความแค้นที่ฝังรากลึกในใจของทั้งคู่ ค่อยๆ ถูกชำระล้างออกไปทีละน้อยผ่านการเปิดโปงความเน่าเฟะของราชสำนักที่สوมโครงสร้างมาอย่างยาวนาน
“ความเมตตาของเจ้า มอบให้แก่ทหารที่ต้องหนาวตายบนกำแพงเมืองไปหมดแล้ว” หลี่จวินเหอกล่าวเสียงเรียบ “นำตัวไปขังไว้ที่คุกใต้ดิน มอบหมายให้องครักษ์เงาเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ห้ามผู้ใดเข้าเยี่ยมเด็ดขาด จนกว่าจะถึงวันเปิดศาลหลวง”
“รับด้วยเกล้า!” องครักษ์รับคำสั่งอย่างแข็งขัน ก่อนจะลากร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของใต้เท้าเฉินออกไปจากคลังเสบียง ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดจางๆ บนพื้นดินและกลิ่นอายความตึงเครียดที่ยังคงลอยวนอยู่ในอากาศ
บรรยากาศภายในคลังสินค้ากลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงเปลวไฟจากคบเพลิงที่ปะทุเบาๆ จางเหม่ยหลินถอนหายใจยาวออกมาเล็กน้อย นางหันมามองหน้าหลี่จวินเหอ แสงไฟสีส้มสาดกระทบใบด้านข้างของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าไร้พ่าย เผยให้เห็นสันจมูกโด่งเป็นคมและดวงหน้าที่นิ่งสงบดั่งหินผา
“ท่านแม่ทัพ... การเปิดโปงใต้เท้าเฉินในคืนนี้ เท่ากับเป็นการประกาศสงครามเปิดเผยกับกลุ่มอัครมหาเสนาบดีหวังแล้วนะกะ...” นางเกือบเผลอหลุดคำพูดที่เคยชิน แต่ด้วยสถานการณ์จึงเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆ “...พวกเขาย่อมไม่ยอมนั่งรอความตายแน่”
“ให้พวกเขามา” หลี่จวินเหอเอ่ยเสียงต่ำ มือหนายื่นออกไปปัดปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนของนางอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดท่ามกลางบรรยากาศอันโหดร้าย “ข้าเตรียมดาบเล่มนี้ไว้รอต้อนรับพวกมันมานานเกินพอแล้ว... เหม่ยหลิน เจ้ากลัวหรือไม่”
จางเหม่ยหลินส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาดำขลับสะท้อนภาพใบหน้าของบุรุษตรงหน้า นางยกมือขึ้นทาบลงบนหลังมืออุ่นของเขาที่แนบอยู่ข้างแก้ม “ตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่เคียงข้างท่าน... ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับพายุโลหิตทั่วหล้า ข้าก็ไม่มีวันก้าวถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว”
ในวินาทีที่ทั้งสองกำลังดื่มด่ำกับความเงียบสงบอันล้ำค่าท่ามกลางคลื่นลมแห่งอำนาจ เสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงอย่างเร่งรีบก็ดังแหวกความมืดมาจากนอกค่าย ตามด้วยเสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกของทหารยามที่วิ่งหน้าตั้งเข้ามา
“รายงาน! ท่านแม่ทัพ! มี... มีราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... ตราประทับหยก... ตราประทับหยกขององค์รัชทายาท!”
หลี่จวินเหอชะงักมือที่กุมมือของจางเหม่ยหลินไว้ ทั้งคู่หันขวابไปมองทหารหนุ่มที่คุกเข่าหอบหายใจตัวโยนอยู่เบื้องหน้า ในมือของเขามีม้วนพระราชโองการผ้าแพรสีเหลืองทองอร่าม ที่ผูกด้วยด้ายสีชาดเด่นชัด ซึ่งในยามวิกาลเช่นนี้ การมาถึงของพระราชโองการเร่งด่วน ย่อมไม่ใช่ข่าวดีสำหรับพวกเขาอย่างแน่นอน...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า•ตอนที่ 12
หน้ากากของขุนนางเก่า
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!