แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า•ตอนที่ 11

งานเลี้ยงฉลองที่เต็มไปด้วยเข็มพิษ

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
กลิ่นหอมหวานเย้ายวนของสุราหมักดอกกุ้ยฮวาคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาจากราชสำนักเบื้องบน ภายในตำหนักสราญรมย์ ค่ำคืนนี้ประดับประดาด้วยโคมผ้าไหมสีแดงชาดนับร้อยดวง ทว่ากลับมิได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น หากแต่เยียบเย็นเสียจนกระดูกสันหลังวาบหวิว จางเหม่ยหลินนั่งนิ่งสงระงับอารมณ์อยู่เบื้องล่างโต๊ะเสวย อาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทองลายหงส์เหินสะท้อนแสงไฟวับแวม นางอยู่ในฐานะกุนซือหญิงผู้ถวายแผนยุทธ์จนได้รับชัยชนะเหนือแคว้นจ้าว แต่ในสายตาของเหล่าขุนนางกังฉินและเชื้อพระวงศ์สายรอง นางมิใช่ผู้มีบำเหน็จ หากแต่เป็นหนามยอกอกที่ต้องกำจัดให้สิ้นซากโดยเร็ว "แม่นางจาง ช่างน่ายินดีนัก ชัยชนะที่ชายแดนบูรพาครานี้ ข้าต้องขอคารวะท่านสักจอก" เสียงทุ้มต่ำแฝงรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นจากซุนกั๋วหลี่ เสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งในราชสำนัก ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมทว่าสายตากลับคมกริบดั่งงูพิษ ยกจอกสุราขึ้นสูง รอยยิ้มที่มุมปากมิได้ส่งไปถึงดวงตาแม้แต่น้อย บรรยากาศรอบโต๊ะเสวยพลันเงียบกริบลงทันที สายตานับร้อยคู่จากขุนนางน้อยใหญ่ต่างจับจ้องมาที่นางเป็นตาเดียว ราวกับฝูงแร้งที่กำลังรอคอยเศษเนื้อชิ้นโต เหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย นัยน์ตาดำขลับลẫกษณะดั่งห้วงน้ำลึกที่ปราศจากระลอกคลื่น นางระบายยิ้มบางเบาอย่างผู้มีมารยาท งดงามและไร้ที่ติ ดุจภาพวาดพู่กันจีนของจิตรกรเอก "ใต้เท้าซุนกล่าวชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ... ชัยชนะครั้งนี้เป็นพระบารมีแห่งองค์ฮ่องเต้ และหยาดเหงื่อเลือดเนื้อของท่านแม่ทัพหลี่จวินเหอ ผู้น้อยเป็นเพียงบัณฑิตหญิงไร้ค่าผู้หนึ่ง มิกล้าอาจเอื้อมรับคำชมนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว" นางตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าชัดถ้อยชัดคำ ทุกพยางค์ร้อยเรียงอย่างระมัดระวังในธรรมเนียมปฏิบัติของราชสำนัก "ท่านกุนซือถ่อมตัวเกินไปแล้ว... ในเมื่อท่านแม่ทัพหลี่ติดราชกิจด่วนทางชายแดน ยังมิได้เดินทางกลับมาถึงเมืองหลวง มีเพียงท่านที่เป็นตัวแทนแห่งกองทัพบูรพา จอกสุรานี้ หากท่านปฏิเสธ เกรงว่าจะไม่ไว้หน้าข้ากระมัง" ซุนกั๋วหลี่หรี่ตาลง รอยยิ้มบนใบหน้าหุบลงครึ่งหนึ่ง บรรยากาศรอบกายกดดันจนเหล่าขุนนางผู้น้อยต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา เหม่ยหลินปรายตามองจอกสุราในมือของอีกฝ่าย ภายในจอกนั้นนอกจากกลิ่นหอมของสุรากุ้ยฮวาแล้ว ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมจากการศึกษาตำราพิษโบราณของนาง กลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นจางๆ ของ "ผงมรกตพันลี้" พิษร้ายแรงไร้สีไร้กลิ่นจากดินแดนทางใต้ ผู้ใดดื่มเข้าไปเพียงครึ่งหยด เส้นประสาททั่วร่างจะชาด้าน และสิ้นใจภายในสามชั่วยามโดยไม่ทิ้งร่องรอย นี่คือการลองใจ... หรือพูดให้ถูกคือ การประหารชีวิตโดยไม่ต้องใช้ดาบในห้องโถงอันโอ่อ่า หากนางดื่ม นางต้องตาย หากนางปฏิเสธ ขัดขืนคำสั่งของเสนาบดีผู้มีอำนาจในราชสำนักต่อหน้าพระพักตร์ในนามนัยๆ ย่อมมีความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูงและขัดขืนผู้ใหญ่ โทษทัณฑ์คือการถูกประหารทั้งตระกูลซ้ำรอยอดีตเมื่อสิบปีก่อน ภายในใจของเหม่ยหลินคลื่นอารมณ์โหมกระหน่ำดั่งพายุ ทว่าภายนอกนางกลับนิ่งสนิทดั่งขุนเขา นางมิใช่สตรีอ่อนแอที่ยอมให้ใครมาบดขยี้ได้ง่ายดาย รอยแผลในอดีตจากการสูญเสียครอบครัวสอนให้นางรู้จักวิธีเดินหมากบนกระดานที่ไร้ทางรอด นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกมารับจอกสุรานั้นด้วยกิริยาที่สง่างามไร้ที่ติ ปลายเลื้อยมือประดับด้วยแหวนไข่มุกราตรีสะท้อนแสงโคมไฟวับวาว ซุนกั๋วหลี่จ้องมองนางด้วยแววตาสสมเพชแกมสมใจ นึกว่าเหยื่อสาวนางนี้สุดท้ายก็ต้องจำนนต่ออำนาจ ทว่า ก่อนที่จอกสุราจะแตะริมฝีปาก เหม่ยหลินกลับหัวเราะเบาๆ ออกมา เสียงหัวเราะกังวานใสราบบดบังความน่ากลัวของบรรยากาศลงไปชั่วขณะ "ใต้เท้าซุน... ธรรมเนียมของชาวฮั่นแต่โบราณกาล การคารวะสุราผู้มีคุณงามความชอบต่อแผ่นดิน จำต้องมีพิธี 'แบ่งครึ่งสุราคารวะฟ้าดิน' มิใช่หรือเจ้าค่ะ?" ซุนกั๋วหลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย "หมายความว่าอย่างไร?" เหม่ยหลินไม่รอช้า นางรินสุราจากจอกของซุนกั๋วหลี่ลงในจอกของตนเองครึ่งหนึ่ง จนของเหลวใสสีอำพันแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างเท่าเทียมกัน จากนั้นนางจึงยื่นจอกเดิมกลับไปให้เขา "ผู้น้อยต้อยต่ำ มิกล้าดื่มสุราคารวะจากมือท่านผู้ใหญ่เพียงลำพัง ขอให้ใต้เท้าซุนร่วมดื่มกับผู้น้อย เพื่อเป็นสักขีพยานต่อความจงรักภักดีที่มีต่อราชสำนัก... เชิญเจ้าค่ะ" คำพูดของนางเฉียบคมดั่งคมดาบที่ย้อนกลับไปจี้คอหอยของผู้ลงมือ หากสุรานี้ไร้พิษ ซุนกั๋วหลี่ย่อมดื่มได้อย่างสบายใจ แต่หากมีพิษ... เขาผู้เป็นคนรินย่อมรู้ดีที่สุดว่าจะเกิดอะไรขึ้น สีหน้าของซุนกั๋วหลี่เปลี่ยนสีทันที รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมแข็งค้างอยู่บนใบหน้า เหงื่อกาฬผุดซึมขึ้นตามไรผม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขากำจอกสุราในมือแน่นจนข้อต่อสีขาวโพลน บรรยากาศในท้องพระโรงและตำหนักสราญรมย์เงียบสงบลงชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ ขุนนางรอบข้างต่างลุ้นระทึกจนแทบหยุดหายใจ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่มือของเสนาบดีซุนที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อย "เหตุใด... ใต้เท้าจึงไม่ดื่มเล่าเจ้าค่ะ?" เหม่ยหลินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน รอยยิ้มบนใบหน้าของนางงดงามจับใจ ทว่าแววตากลับเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี "หรือว่าสุราจอกนี้ มีสิ่งใดที่ไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้?" ซุนกั๋วหลี่อ้าปากค้าง ไร้คำพูดจะเอื้อนเอ่ย หน้าตาซีดเผือกดั่งกระดาษสา ในวินาทีที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย ทันใดนั้นเอง... *โคร้ม!* ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่หน้าตำหนักถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบ เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นควันตลบอบอวลพร้อมกับกลิ่นอายฆ่าฟันอันเข้มข้นที่แผ่พุ่งเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำสนิท ประดับด้วยผ้าคลุมไหล่สีเลือดที่ปลิวสะไหวตามแรงลมรากับยมทูตจากสนามรบ ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับถูกแกะสลักจากหินหยก ทว่าดวงตากลับเย็นชาดั่งเหยี่ยวทะเลทรายที่พร้อมขยี้เหยื่อให้แหลقคามือ หลี่จวินเหอ แม่ทัพใหญ่ผู้ไร้พ่าย ก้าวเท้าเข้ามาในตำหนักด้วยฝีเท้าหนักแน่น ดาบยาวในมือหยาดหยดด้วยโลหิตสดๆ ที่ยังไม่แห้งสนิท เขากวาดสายตาดุจคมมีดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของจางเหม่ยหลิน และจอกสุราในมือของซุนกั๋วหลี่ "ข้าไม่อยู่เพียงชั่วครู... สุนัขตัวไหนมันบังอาจกล้าลองดีกับคนของข้า?" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%