เสียงกรับไม้จันทน์ที่กระทบลงบนโต๊ะหยกขาวในห้องโถงลับ ณ จวนมหาเสนาบดีซ่ง ดังสะท้อนกังวาน ราวกับเสียงกิโยตินที่รอเวลาตัดขั้วอำนาจ
“แม่ทัพหลี่... ท่านคิดว่าชัยชนะที่ชายแดนประจิมเหนือเผ่าซีเซี่ย จะทำให้แผ่นดินนี้คุกเข่าต่อต้านอำนาจของพวกเราได้กระนั้นหรือ?”
เสียงแหบพร่าทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นจากความมืดสลัวเบื้องหลังม่านมุกโปร่งแสง ซ่งไห่ถัง อัครเสนาบดีผู้กุมกลไกราชสำนักไว้ในกำมือ นั่งเอนกายพิงเบาะรองนั่งปักลายมังกรห้าเล็บ—กิริยาที่ล่วงเกินพระราชอาญาแต่ไร้ผู้ใดกล้าทักท้วง
หลี่จวินเหอ ยืนนิ่งสนิทดั่งรูปสลักหินแกรนิต อาภรณ์คลุมกายสีนิลปักดิ้นทองลายพยัคฆ์คำรณสะท้อนแสงคบเพลิงวับแวม แววตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำพี้เยียบเย็นไร้ระลอกคลื่น เขามิได้ตอบคำถามทันที ความเงียบงันที่กดดันแผ่ซ่านจนขุนนางฝ่ายชุลีที่นั่งเรียงรายอยู่สองข้างทางต่างหายใจไม่ทั่วท้อง ทว่ามือหนาภายใต้แขนเสื้อกลับกระชับดาบประจำกายแน่นขึ้นโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
เบื้องหลังหลี่จวินเหอครึ่งก้าว คือ จางเหม่ยหลิน นางสวมชุดบัณฑิตหญิงสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับขอบเสื้อสีครามเข้ม เส้นผมดำขลับถูกรวบขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายดอกเหมย สติปัญญาอันเฉียบคมของนางกำลังคำนวณหมากทุกกระดานในห้องโถงนี้อย่างรวดเร็ว นางรู้ดีว่าการก้าวเท้าเข้าสู่เมืองหลวงในครั้งนี้ มิใช่การกลับมารับบำเหน็จความชอบ หากแต่เป็นการเดินเข้าสู่ปากถ้ำของพยัคฆ์ร้ายที่รอขย้ำให้แหลกคามือ
“อำนาจที่แท้จริงหาได้มาจากตราประทับหยกในมือท่านเสนาบดีไม่” หลี่จวินเหอเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้ความเกรงกลัว ทว่ากลับทรงพลังจนทำให้บรรยากาศรอบกายลดฮวบลงจนหนתาวเหน็บ “หากแต่สร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของเหล่าทหารกล้าสามแสนนายที่ชายแดน... หากท่านคิดจะใช้เล่ห์กลในราชสำนักมาบั่นทอนกำลังพลข้าพเจ้า เกรงว่าดาบในมือข้าพเจ้าคงไม่ยินยอมให้กระดาษแผ่นเดียวมาพลิกแผ่นดิน”
“สามหาว!”
เสียงตบโต๊ะดังสนั่น พร้อมกับขุนนางฝ่ายกังฉินผู้หนึ่งลุกขึ้นชี้หน้าแม่ทัพใหญ่ด้วยความโกรธเกรี้ยว “หลี่จวินเหอ! เจ้าคิดว่าถือครองกองทัพพยัคฆ์ประจิมแล้วจะเหิมเกริมถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ลืมไปแล้วหรือว่าสกุลจางของ... ของผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้านั้น มีชะตากรรมเช่นไรในคุกหลวง!”
สิ้นคำพูดนั้น อากาศทั่วทั้งห้องโถงคล้ายถูกสูบออกจนหมดสิ้น
จางเหม่ยหลินสะดุ้งเล็กน้อย นัยน์ตาสีหมึกไหววูบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงลึก ภาพความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อสัปดาห์ก่อนที่บิดาถูกประหารชีวิตด้วยข้อหากบฏโดยฝีมือของตาเฒ่าซ่งไห่ถังผุดขึ้นมาใน
หลี่จวินเหอไม่เหลือบมองขุนนางผู้นั้นแม้แต่น้อย ทว่าไอร้อนระอุจากจิตสังหารพวยพุ่งออกจากร่างของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายแผ่ซ่ายกดทับทุกคนจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น มือเรียวยาวของจางเหม่ยหลินยื่นออกไปแตะลงบนชายเสื้อสีนิลของหลี่จวินเหอเบาๆ เป็นเชងส่งสัญญาณเตือน นางรู้ดีว่าเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่ควรแตกหัก เลือดเนื้อของสกุลจางจะสูญเปล่าไม่ได้
ซ่งไห่ถังยกมือขึ้นห้ามลูกน้องด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น รอยย่นบนใบหน้าชราขยับไหวราulfงงูพิษขยับกาย “ฮ่าๆๆ สมกับที่เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร… ใจกล้าดีนี่ เหม่ยหลิน หลานรัก… เจ้าเองก็โตเป็นสาวงามจนสะท้อนใจ ข้าเคยอุ้มเจ้าเมื่อครั้งยังแบเบาะ น่าเสียดายนักที่บิดาของเจ้าโง่เขลาเบาปัญญา มิเช่นนั้นสกุลจางคงไม่จบลงเช่นนั้น”
“ใต้เสนาบดีตรัสถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ บิดาของข้าโง่เขลาที่เชื่อใจคนทรยศ จึงทำให้สกุลจางต้องแปดเปื้อน” จางเหม่ยหลินก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว น้ำเสียงของนางไพเราะกังวานดั่งเสียงพิณ ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบราวจ้วงแทงหัวใจผู้ฟัง “ทว่า... ความจริงก็คือความจริง สิ่งใดที่พวกท่านซ่อนไว้ใต้พรม สักวันย่อมถูกเปิดเผยต่อหน้าแสงสว่าง แม้แต่เงาของท่านเองก็หนีไม่พ้นในยามเที่ยงวัน”
“ปากกล้านัก!” ซ่งไห่ถังหรี่ตาลง รังสีอำมหิตฉายชัดผ่านแววตาฝ้าฟาง “ในเมื่อพวกเจ้าสองคนดึงดันจะเดินเข้าสู่กองเพลิง ข้าก็ยินดีจะจัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ”
เสนาบดีเฒ่าโบกมือช้าๆ ขันทีเฒ่าผู้หนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืด พร้อมกับถาดไม้ลงรักปิดทอง บนนั้นมีจอกสุราชlขัดลายวิจิตรบรรจงสองจอก ส่งกลิ่นหอมหวานเย้ายวน ทว่าเจือด้วยกลิ่นฉุนประหลาดที่ผู้มีประสบการณ์ย่อมรู้ดีว่าเป็นพิษร้ายแรงไร้สีไร้กลิ่นจากดินแดนโพ้นทะเล
“นี่คือ ‘สุราชื่นชีวัน’ เป็นของพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้… เพื่อเป็นเกียรติแก่การกลับมาของแม่ทัพหลี่” ซ่งไห่ถังกล่าวด้วยรอยยิ้มเยาะ “ดื่มมันเสีย แล้วข้าจะลืมเรื่องความหยาบคาบเมื่อครู่ทั้งหมด”
หลี่จวินเหอจ้องมองจอกสุราตรงหน้า ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย เขารู้ดีว่าหากดื่มคือความตาย หากปฏิเสธคือการกบฏซึ่งหน้า
จางเหม่ยหลินสูดลมหายใจเข้าลึก มือเรียวใต้แขนเสื้อกำเข้าหากันแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว นางกำลังจะเอ่ยปากยื่นมือเข้าไปรับจอกนั้นแทน ทว่าหลี่จวินเหอ Бороมกลับยื่นมือใหญ่ไปคว้าจอกสุรามาถือไว้เสียเอง
“ท่านแม่ทัพ...” นางกระซิบเสียงแผ่วเบาด้วยความตกใจ นัยน์ตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนไว้ภายใต้ความเยือกเย็นมาตลอดทาง
หลี่จวินเหอหันมามองสตรีข้างกาย ดวงตาที่เคยไร้ความรู้สึกกลับทอประกายความอ่อนโยนล้ำลึกอย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยได้เห็น เขาคลี่ยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงดั่งหินผา
“ข้าเคยบอกแล้วว่า... ชีวิตนี้ต่อให้ต้องตกนรกหมกไหม้ ข้าก็จะเป็นผู้ปูทางให้เจ้าเดินไปจนถึงจุดหมาย”
เขากล่าวจบ ก็เงยหน้าขึ้นเตรียมจะยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางกังฉินที่กำลังลุ้นระทึกด้วยความสะใจ
ทันใดนั้นเอง!
*เปร้ง!*
เสียงลูกธนูเหล็กกล้าพุ่งแหวกอากาศทะลุกระดาษสาของหน้าต่างห้องโถง ปักเข้ากลางจอกสุราในมือของหลี่จวินเหอจนแตกละเอียด สุราพิษสีดำสนิทไหลนองลงบนพื้นหยกขาวส่งควันพิษพุ่งขึ้นกัดกร่อนพื้นจนเกิดเสียงดังฟอด!
ทุกคนในห้องโถงผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ หันไปมองยังทิศทางของหน้าต่างที่ถูกทำลาย
ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเงินยวดยวงของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเหยียบขอบหน้าต่างเข้ามาอย่างสง่างาม เส้นผมสีเงินปนดำสะท้อนกับแสงไฟ ดวงตาดุดันราวกับพญาอินทรีจับจ้องตรงมาที่ซ่งไห่ถัง พร้อมกับเสียงหัวነเราะทุ้มกังวานที่ทำให้บรรยากาศหยุดชะงัก
“ขออภัยที่ขัดจังหวะงานเลี้ยงน้ำชาอันแสนอบอุ่นของใต้เสนาบดี...” บุรุษปริศนากล่าวพร้อมกับโยกตราประทับทองคำแท้ในมือเล่นอย่างไม่ี่เกรงกลัว “...แต่พระราชโองการฉบับจริงจากองค์ฮ่องเต้ ระบุไว้ชัดเจนว่า โทษประหารของสกุลจาง ถูกระงับไว้ชั่วคราว... และผู้ที่จะต้องสวมโซ่ตรวนเข้าคุกหลวงในวันนี้ หาใช่แม่ทัพหลี่ไม่... แต่เป็นท่านต่างหากล่ะ ใต้เสนาบดี”
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า•ตอนที่ 10
ครรลองแห่งอำนาจมืด
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!