เสียงคุกเข่าของมหาดเล็กและเหล่าขุนนางที่ดังระงมพร้อมเพรียงกันในห้องโถงจัดเลี้ยงนั้น แทบไม่ดังเท่าเสียงหัวใจของไป๋รั่วซือที่เต้นรัวระทึกด้วยความตื่นตระหนก
ท่ามกลางความเงียบงันที่ถูกกดทับด้วยบรรยากาศอันน่าหวาดหวั่น องครักษ์เสื้อแพรในชุดเกราะเหล็กสีนิลกาฬต่างยืนเรียงรายราวกับประติมากรรมมรณะ ปลายดาบเบื้องหน้าสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับวาว ราชโองการลับสีทองอร่ามประทับตราหยกมังกรถูกคลี่ออกอย่างเชื่องช้าโดยขันทีเฒ่าผู้มีใบหน้าไร้ความรู้สึก
"ฮูหยินเอกไป๋ลี่หลิน... รับราชโองการ"
ดิฉันแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามราวกับบุปผาฤดูใบไม้ผลิที่เคลือบไว้ด้วยหยาดน้ำค้างผสมยาพิษ อาภรณ์ผ้าต่วนสีแดงเพลิงปักลายหงส์ทองคู่ดิ้นเงินขยับไหวตามจังหวะการย่อกายลงคำนับอย่างงดงามไร้ที่ติ ทุกกิริยาอาการเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี ไม่มีความหวาดกลัวเจือปนแม้แต่น้อยนิดในดวงตาคู่คมกริบคู่นั้น
"หม่อมฉันไป๋ลี่หลิน... น้อมรับพระราชโองการเพคะ"
สิ้นเสียงหวานกังวานดั่งไข่มุกกระทบจานหยก ขันทีเฒ่าจึงกวาดสายตามองไปยังพระพักตร์ที่เริ่มบึ้งตึงขององค์ชายรองมู่หรงจิ้น ก่อนจะประกาศข้อความในราชโองการด้วยน้ำเสียงแหลมสูงกังวาน
"ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่ง... เนื่องในการประชุมทูตานุทูตแคว้นตงหยาง ณ ท้องพระโรงใหญ่ในค่ำคืนนี้ ปรากฏว่าเหล่าสนมและคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ต่างขาดซึ่งไหวพริบในการรจนาโคลงกลอนเพื่อเชิดชูเกียรติยศแห่งแคว้น จึงมีพระราชประสงค์ให้ 'ไป๋ลี่หลิน' ฮูหยินเอกแห่งจวนท่านอ๋องมู่หรงเฉิง นำพาบทกวีสดเสด็จไปร่วมประชัน ณ ท้องพระโรงทันที!"
สิ้นคำประกาศนั้น เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นระลอกใหญ่ ไป๋รั่วซือหน้าซีดเผือดลงทันที นางกับพรรคพวกอุตส่าห์วางแผนให้ทหารบุกเข้าจวนเพื่อสร้างความอับอายและใส่ร้ายป้ายสีว่าไป๋ลี่หลินซ่องสุมกำลัง แต่วันนี้ ฮ่องเต้กลับทรงใช้ 'ราชโองการด่วน' เรียกตัวนางเข้าวังเพื่อไปหน้าบัลลังก์เพื่อกู้หน้าให้ราชสำนัก! นี่มันตบหน้าพวกนางฉาดใหญ่กลางอากาศอย่างเลือดเย็นชัดๆ
ดิฉันป้องปากหัวسะเบาเบาอย่างจริตจะก้าน ก่อนจะปรายตามองน้องสาวต่างมารดาที่กำลังกัดริมฝีปากจนห้อเลือดด้วยความแค้นเคือง
"นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งเพคะ... เกรงว่าเหล่าคุณหนูในวังหลวงคงจะอับจนปัญญาเสียแล้วกระมัง ถึงได้ต้องเดือดร้อนฮูหยินอ๋องเช่นหม่อมฉันให้ไปช่วยกอบกู้เกียรติภูมิของแคว้น" ดิฉันกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจของไป๋รั่วซือ
ทันใดนั้นเอง ม่านมุกด้านหลังห้องโถงก็ถูกแหวกออกด้วยมือหนาของบุรุษผู้หนึ่ง กลิ่นอายความเย็นเยือกและกลิ่นอายสงครามที่คุ้นเคยแผ่ซ่านเข้ามาจนทุกคนต้องกลั้นหายใจ ท่านอ๋องมู่หรงเฉิงก้าวเข้ามายืนเคียงข้างดิฉัน ร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายพยัคฆ์ทมิฬด้วยดิ้นทองดูน่าเกรงขามดุจเทพแห่งความตาย พระเนตรคมกลาบกวาดมองเหล่าองครักษ์และราชโองการด้วยความเย้ยหยัน
"ชายาข้า... ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง แม้แต่ฮ่องเต้" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นราวก้อนน้ำแข็งขั้วโลก
ดิฉันเอื้อมมือเรียวขาวไปแตะเบาๆ ที่แขนเสื้อของท่านอ๋อง พร้อมส่งสายตาปรามแกมหยอกล้อไปให้แวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปแย้มยิ้มให้ขันทีเฒ่า "ท่านกงกงนำทางเถอะค่ะ หม่อมฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า สนมในวังหลวงผู้สูงศักดิ์จะสรรหาคำใดมาประชันกับคนไร้ค่าเช่นหม่อมฉัน"
บรรยากาศภายในท้องพระโรงใหญ่ยามค่ำคืนวิจิตรตระการตาด้วยแสงจากโคมแก้วเจียระไนหลายร้อยดวง ทูตานุทูตจากแคว้นตงหยางนั่งประจำโต๊ะรับรองพร้อมรอยยิ้มเยาะหยัน ฮ่องเต้ประทับอยู่เบื้องบนด้วยสีพระพักตร์เคร่งเครียด ทันทีที่ร่างระหงในอาภรณ์สีแดงเพลิงก้าวเข้ามาพร้อมกับท่านอ๋องผู้ดุร้าย สายตาทุกคู่ก็พากันจับจ้องมาเป็นตาเดียว
สนมเอกจางผู้ควบคุมงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ แกล้งทำเป็นแย้มยิ้มหยันก่อนจะลุกขึ้นทูล "ทูลฝ่าบาท ฮูหยินอ๋องมาช้าเสียจริง หรือว่าเกรงกลัวจนไม่อยากมารับคำท้าจากท่านราชทูตตงหยาง ที่ท้าทายให้แต่งกลอนสดในหัวข้อ 'บุปผาเคลือบโลหิต' เพคะ?"
ทูตตงหยางหัวรอมร่ออย่างลำพองใจ "ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ข้าได้ยินมาว่าสตรีแคว้นต้าฉีล้วนงดงามแต่รูป ไร้ซึ่งปัญญา หากฮูหยินอ๋องแต่งกลอนไม่ได้ตามหัวข้อนี้ เกรงว่าศักดิ์ศรีของต้าฉีคงต้องป่นปี้แล้ว"
ฮ่องเต้ทรงขมวดพระขนู่แน่น ทรงส่งสายตากังวลมายังดิฉัน เนื่องจากหัวข้อนี้มีความซับซ้อนและหมิ่นเหม่ต่อการเมืองยิ่งนัก
ดิฉันย่อกายถวายบังคมอย่างชดช้อย งดงาม สง่างามราวกับเทพธิดาก้าวออกมาจากภาพวาด โค้งกายลงเล็กน้อยก่อนจะก้าวไปยืนกลางท้องพระโรงโดยไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ท่านอ๋องมู่หรงเฉิงประทับยืนกอดอกพิงเสามังกร พระเนตรคมกริบทอดมองภรรยาด้วยความเชื่อมั่นระคนเอ็นดู ไม่มีความกังวลฉายชัดในแววตานั้นเลยแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่าภรรยาตัวแสบของเขาคือนางพญาเสือซ่อนเล็บผู้ไร้พ่าย
ดิฉันกวาดสายตามองสนมเอกจางและทูตตงหยางด้วยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ก่อนจะเริ่มเอื้อนเอ่ยวาจารจนาบทกวีด้วยน้ำเสียงไพเราะกังวานราวกับเสียงพิณสวรรค์ สะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรงที่เงียบสงบราวกับป่าช้า
*“กลีบบุปผาแย้มผลิในค่ำคืนเหมันต์*
*ดั่งโลหิตหลั่งรินทาบนัตรผืนหล้า*
*รอยยิ้มหวานซ่อนมีดคมพรางนัยน์ตา*
*ผู้ใดกล้าลองดี... จงรับกรรมคืนสนอง”*
สิ้นคำกลอนสุดท้าย ทั่วทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงันสนิท ทูตตงหยางหน้าซีดเผือดลงทันทีเพราะบทกวีนี้ไม่เพียงแต่ไพเราะวิจิตรตระการตาตามฉันทลักษณ์อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ทว่ามันยังแฝงนัยยะเชือดเฉือนเตือนสติถึงผู้ที่คิดจะเล่นตอดเล็กตอดน้อยกับแคว้นต้าฉีและตัวนางอย่างเจ็บแสบถึงกระดูกดำ!
ฮ่องเต้ทรงพระสรวลออกมาเสียงดังลั่นด้วยความสะพระทัย ทรงตบพระหัตถ์ฉาดใหญ่ "ดี! ยอดเยี่ยมมาก! 'รอยยิ้มหวานซ่อนมีดคมพรางนัยน์ตา ผู้ใดกล้าลองดี... จงรับกรรมคืนสนอง' ช่างสมเป็นชายาเอกแห่งพยัคฆ์ทมิฬ สมกับที่ข้ารอคอย!"
สนมเอกจางหน้าถอดสีทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ทูตตงหยางได้แต่นิ่งงั้นพูดไม่ออก
ดิฉันแย้มยิ้มรับคำชมอย่างถ่อมตัว ทว่าในจังหวะที่กำลังจะหมุนตัวเดินกลับไปหาท่านอ๋องนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นขันทีผู้หนึ่งกำลังรีบร้อนวิ่งเข้ามาพร้อมกับห่อผ้าเปื้อนเลือด และกระดาษจดหมายลับที่หล่นร่วงออกมาจากสาบเสื้อของเขา
ข้าวกระดาษแผ่นนั้นปลิวมาแทบเท้าของดิฉัน... และเมื่อก้มลงมอง ลายมือที่ปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น ทำเอาหัวใจของยอดแพทย์หญิงจากยุคปัจจุบันกระตุกวูบ
...มันคือลายมือของ 'พี่ชายแท้ๆ' ที่ตายไปอย่างปริศนาเมื่อห้าปีก่อน!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันเข้มข้นนี้ร่วมกันนะคะ
ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 23
การประชันโคลงกลอนสะท้านวัง
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!