"ลายมือเช่นนี้... ต่อให้เผาเป็นเถ้าธุลี ข้าก็ยังจดจำได้ไม่มีวันลืม"
เสียงกระซิบที่ลอดผ่านไรฟันของไป๋ลี่หลินนั้นเบาราวกับเสียงถอนหายใจของภูตพราย ทว่ากลับสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลในใจนาง กระดาษสาแผ่นบางที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นผ้าแพรปักลายดอกโบตั๋นในกล่องของขวัญ ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวใดนอกจากรอยพับและหมึกจีนที่นางคุ้นเคยตั้งแต่เยาว์วัย มันคือลายมือของพี่ชายแท้ๆ ผู้ที่ถูกตราหน้าว่าหนีทหารและจบชีวิตลงอย่างอนาถในคุกมืดเมื่อห้าปีก่อน
ทว่า... รอยตวัดปลายพู่กันมุมขวานั้นมีรหัสลับที่พี่ชายน้องสาวตกลงกันไว้สองคน เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า *'ข้ายังไม่ตาย ความจริงกำลังจะปรากฏ'*
ลี่หลินหลุบตาลงซ่อนประกายวาวโรจน์ที่ฉายวาบขึ้นในดวงคู่คม ปลายเล็บเรียวมนจิกเข้ากับฝ่ามือภายใต้แขนเสื้อกว้างจนเนื้อแทบปริ แต่ใบหน้าของนางยังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานราวกับสตรีผู้ไร้เดียงสา รอยยิ้มที่ผู้คนต่างขนานนามว่า 'อาบยาพิษ' เพราะเบื้องหลังความงดงามนั้นคือความหนาวเหน็บที่พร้อมจะแช่แข็งศัตรูให้ตายทั้งเป็น
รอบกายของนางในยามนี้คือท้องพระโรงใหญ่ที่ประดับประดาด้วยโคมแก้วเจียระไนส่องแสงระยิบระยับ งานเลี้ยงฉลองชัยชนะประจำฤดูเหมันต์เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่และสตรีสูงศักดิ์ กลิ่นอายของสุราหมักชั้นดีและเครื่องหอมราคาแพงคละคลุ้งปะปนไปกับบรรยากาศที่อบอวลด้วยการชิงดีชิงเด่น
เสียงปรบมือดังขึ้นเกรียวกราวเมื่อการประชันทักษะสี่อักษรศิลป์สิ้นสุดลง ไป๋รั่วซือ น้องสาวต่างมารดาผู้เหยียบย่ำซากศพความไว้วางใจของผู้อื่นเพื่อไต่เต้า ย่อกายลงทำความเคารพอย่างอ่อนช้อยงดงาม ใบหน้ารูปไข่แต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมอย่างประณีต ดวงตาหางหงส์ฉายแววลำพองใจอย่างปิดไม่มิด นางกวาดสายตาเยาะเย้ยมายังพี่สาวต่างมารดาที่นั่งอยู่บริเวณที่นั่งของชายาอ๋อง ราวกับจะประกาศให้โลกรู้ว่า ในค่ำคืนนี้นางคือผู้โดดเด่นที่สุด
"น้องรองของข้า... ฝีมือพู่กันวันนี้ช่างวิจิตรบรรจงนัก ราวกับมังกรทะยานขึ้นสู่ฟ้า องค์ชายรองช่างโชคดีเสียจริงที่มีชายาเอกเพียบพร้อมเช่นนี้" ฮ่องเต้ตรัสชมด้วยความสำราญพระทัย
ไป๋รั่วซือรีบกราบทูลด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานราวกับน้ำผึ้งอาบยาพิษ "หม่อมฉันมิกล้ารับคำชมเพคะ ฝีมือเหล่านี้ล้วนได้รับการชี้แนะจากองค์ชายรอง และความเมตตาจากฟ้าดินทั้งสิ้นเพคะ" นางแอบชำเลืองมองไป๋ลี่หลินด้วยหางตา คล้ายจะท้าทายกลายๆ ว่าต่อให้อีกฝ่ายเคยเป็นถึงฮูหยินเอกผู้เลื่องชื่อในอดีต แต่ในวันนี้ แสงสว่างในงานเลี้ยงย่อมตกเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว
ทว่า ความเย่อหยิ่งของไป๋รั่วซือต้องสะดุดลง เมื่อเงาร่างสูงใหญ่ดั่งภูผาน้ำแข็งเคลื่อนกายลุกขึ้นยืน
ท่านอ๋องมู่หรงเฉิง... ผู้บัญชาการกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดินจนราชสำนักยังต้องสะท้าน อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นทองลายพยัคฆ์คำรณขับเน้นให้บุคลิกของพระองค์เยือกเย็น ดุร้าย และทรงอำนาจจนแทบไม่มีใครกล้าสบตา การก้าวเดินของพระองค์มั่นคงและทรงพลัง ราวกับพญาเสือที่กำลังย่างสามขุมเข้าหาเหยื่อ
ความเงียบเข้าปกคลุมท้องพระโรงในทันที แม้แต่เสียงลมหายใจของเหล่าขุนนางยังแผ่วเบาลง
มู่หรงเฉิงปรายพระเนตรมองไป๋รั่วซือเพียงนิดเดียว ประหนึ่งมองเศษฝุ่นผงไร้ค่า ก่อนจะหันพระพักตร์ไปยังสตรีที่นั่งนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังโต๊ะเสวย ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นอ่อนแสงลงวูบหนึ่งอย่างที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น... ยกเว้นตัวนางเอง
"ฝีมือของฮูหยินรองไป๋... นับว่าไม่เลว" สุรเสียงทุ้มต่ำกังวานดังก้องไปทั่วบริเวณ "แต่หากกล่าวถึงความลุ่มลึกและจิตวิญญาณแห่งศิลป์... ยังห่างไกลจากคำว่า 'ควรค่าแก่รางวัลสูงสุด' นัก"
คำพูดนั้นราวกับตบหน้าไป๋รั่วซือฉาดใหญ่ รอยยิ้มบนใบหน้าของนางแข็งค้าง สีหน้าซีดเผือดลงในพริบตา ความริษยาและอับIอายแผดเผาอกจนแทบกระอักเลือด นางกำชายเสื้อแน่นจนยับยู่ยี่
มู่หรงเฉิงหาได้ใส่ใจความรู้สึกของสตรีสกุลไป๋ผู้นั้น พระองค์โบกพระหัตถ์เพียงครั้งเดียว ขันทีคนสนิทก็ประคองถาดไม้จันทน์หอมเดินเข้ามากลางท้องพระโรง บนถาดนั้นรองรับด้วยผ้าแพรสีชาด และสิ่งที่วางอยู่เบื้องบนคือกล่องหยกขาวสลักลายเมฆา
"เปิ่นหวาง (เรา) มีของขวัญชิ้นหนึ่ง... สำหรับผู้ที่มีสติปัญญาและชัยชนะที่แท้จริงในค่ำคืนนี้"
มู่หรงเฉิงก้าวเข้าไปใกล้ที่นั่งของไป๋ลี่หลิน ร่างสูงใหญ่โน้มลงเล็กน้อยขณะเปิดกล่องหยกออก แสงสีแดงฉานสาด 2 ประกายวาววับสะท้อนเข้ากับดวงตาของทุกคนในห้อง
มันคือ 'ปิ่นหยกโลหิต' ล้ำค่า ชิ้นโบว์แดงบรรณาการจากดินแดนทางเหนือที่ขึ้นชื่อว่ามีเพียงชิ้นเดียวในใต้หล้า เนื้อหยกเนียนละเอียดดั่งน้ำนม แต่กลับมีเส้นสายสีแดงฉานพาดผ่านราวกับมีชีวิต ชีพจรแห่งหยกแผ่ไอเย็นเยียบออกมาแตะต้องผิวกาย ราวกับมันถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากหยาดโลหิตของผู้กล้าในสมรภูมิ
ทว่า สิ่งที่ทำให้ทุกคนในท้องพระโรงแทบหยุดหายใจ มิใช่เพียงเพราะมูลค่ามหาศาลของมัน... แต่เป็นความหมายเบื้องหลัง!
ปิ่นหยกโลหิตนี้ คือเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่องค์อธิบดินทร์พระราชทานให้แก่ท่านอ๋องเพื่อมอบแก่ 'ชายาเอกผู้เป็นคู่ชีวิตและคู่คิดเคียงบ่าเคียงไหล่ในยามศึก' การที่มู่หรงเฉิงนำมันมามอบให้แก่ไป๋ลี่หลินต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้... ไม่ต่างอะไรกับการประกาศชัดเจนว่า พระองค์ทรงเชิดชูและยกย่องนางเหนือสตรีใดในแผ่นดินนี้!
เสียงสูดลมหายใจเข้าลึกดังระงมไปทั่ว ทั้งความอิจฉา ริษยา และความตกตะลึงระคนปนเปกันจนแทบหายใจไม่ออก สายตานับร้อยคู่พุ่งตรงมาที่ไป๋ลี่หลินราวกับคมหอกคมดาบ โดยเฉพาะสายตาขององค์ชายรองมู่หรงจิ้นที่จ้องมองมาด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดระแวงจนสันรามเกร็ง
ไป๋รั่วซือแทบจะเป็นลมล้มพับ นางกำเล็บจิกเนื้อจนเลือดซึม นางอุตส่าห์แสดงความสามารถแทบตาย แต่สุดท้าย... สตรีที่นางเกลียดชังที่สุดกลับได้รับสิ่งที่สูงส่งที่สุดไปอย่างไร้ความพยายาม!
ลี่หลินช้อนสายตาขึ้นสบกับมู่หรงเฉิง รอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง มันเป็นรอยยิ้มที่งดงามราวกับบุปผาแรกแย้ม แต่นัยน์ตากลับพราวระยับด้วยประกายแห่งความท้าทายและความเข้าใจอันลึกซึ้ง
นางยื่นมือเรียวขาวราวหยกออกไปรับปิ่นหยกโลหิตนั้น ปลายนิ้วของนางสัมผัสกับปลายนิ้วของท่านอ๋องแผ่วเบา เกิดกระแสความอบอุ่นและแรงดึงดูดบางอย่างที่สั่นคลอนหัวใจ
"ขอบพระทัยเพคะ... ท่านอ๋อง" นางเอ่ยเสียงหวาน กลิ่นหอมจางๆ จากกายของนางลอยเข้าจมูกของบุรุษผู้เย็นชา ทำให้แววตาของมู่หรงเฉิงเข้มขึ้นด้วยความคลั่งรักที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความนิ่งขรึม
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังระอุด้วยความอิจฉาริษยาและความลุ่มหลงนั้นเอง...
ขันทีหลวงหน้าตาตื่นคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาจากนอกท้องพระโรง ชุดคลุมเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างและหิมะละลาย เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เขารีบทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น
"ทูล... ทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีผู้นั้นละล่ำละลักละลานจนแทบจับใจความไม่ได้
ฮ่องเต้ขมวดพระพักตร์อย่างไม่พอใจ ตรัสเสียงเข้ม "มีเรื่องอันใด เหตุใดจึงเสียมารยาทเช่นนี้!"
ขันทีผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมาด้วยใบหน้าซีดเผือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ก่อนจะละล่ำละลักเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในท้องพระโรงถึงกับแข็งค้างราวกราบหิน
"กองทัพพยัคฆ์ทมิฬชายแดนเหนือ... ส่งม้าเร็ว 800 ลี้ แจ้งด่วนพ่ะย่ะค่ะ... ว่า... ว่า... มีศพของบุคคลสำคัญถูกส่งกลับมาถึงประตูเมืองหลวงแล้ว และ... และตราประทับบนหีบศพนั้น... เป็นตราประทับประจำตัวของ 'แม่ทัพใหญ่ผู้ล่วงลับ' ที่ควรจะตายไปเมื่อห้าปีก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำนั้น... รอยยิ้มหวานบนใบหน้าของไป๋ลี่หลินก็แข็งค้างลงในเสี้ยววินาที ปิ่นหยกโลหิตในมือเกือบจะร่วงหล่นลงพื้น ขณะที่มู่หรงเฉิงหันขวับไปมองยังทิศทางประตูเมืองด้วยแววตาดุร้ายราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังได้กลิ่นอายอันตรายจากเงาในอดีต
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางในเส้นทางล้างแค้นอันงดงามนี้นะคะ
ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 24
ของขวัญจากแดนไกล
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!