“พี่ใหญ่กล่าวเช่นนี้... เกรงว่าจะทำให้ท่านอ๋องทรงขัดเคืองพระทัยเอาได้นะคะ”
น้ำเสียงที่เอื้อiนเอ่ยนั้นเจือไปด้วยความห่วงใยอันจอมปลอม ราวกับบุปผาอาบยาพิษที่เคลือบไว้ด้วยน้ำผึ้งฉาบ
ไป๋รั่วซือในชุดกระโปรงผ้าต่วนปักลายหมู่ผีเสื้อเริงระบำสีชมพูอ่อน ย่างกรายเข้ามาในเรือนรับรองด้วยกิริยาราวกับอิสตรีผู้บอบบางดั่งดอกบัวขาวกลางสายลมหนาว นางจงใจเลือกสวมปิ่นหยกมันแพะล้ำค่าที่ปักประดับมวยผมอย่างประณีต เพื่อขับเน้นฐานะอันสูงส่งและอภิสิทธิ์ที่ตนได้รับจากองค์ชายรอง ทว่าในสายตาของไป๋ลี่หลินแล้ว ภาพตรงหน้ามิได้ต่างอะไรจากสุนัขจิ้งจอกหางด้วนที่พยายามสวมหนังแกะเดินเข้ามารingดงพยัคฆ์เลยแม้แต่น้อย
ไป๋ลี่หลินยังคงนั่งนิ่งอยู่เบื้องโต๊ะไม้ฮวาหลีตัวยาว นางบรรจงใช้ปลอกเล็บทองคำสลักลายหงส์เขี่ยใบชาหลงจิ่งชั้นดีในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ช้าๆ อย่างไม่รีบร้อน อาภรณ์สีม่วงเข้มปักดิ้นทองลายเมฆมงคลขับเน้นทรวดทรงระหงและรัศมีอันเยือกเย็นดุจพญาหงส์ผู้สูงศักดิ์ กลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างอรชรนั้น ทำให้สาวใช้ที่ติดตามไป๋รั่วซือมาถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นโดยไม่รู้ตัว
“ขัดเคืองพระทัย?” ไป๋ลี่หลินทวนคำด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม รอยยิ้มหวานหยดย้อยปรากฏขึ้นที่มุมปาก ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับไร้ซึ่งแววตาอารนีใดๆ “น้องหญิงรอง... เจ้าเอาฐานะอันใดมากล่าววาจาล่วงเกินสามีของข้าเล่า? หรือคิดว่าการที่เจ้าลอบพบปะกับองค์ชายรองหลังม่านวิวาห์ จะทำให้เจ้ามีอำนาจมาชี้หน้าสั่งสอนฮูหยินเอกแห่งจวนอ๋องพยัคฆ์เช่นข้าได้แล้ว?”
คำพูดเรียบง่ายแต่เชือดเฉือนถึงกระดูกดำ ทำให้ใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างงดงามของไป๋รั่วซือถึงกับซีดเผือดลงทันที ความมั่นอกมั่นใจที่พกมาเต็มเปี่ยมมลายหายไปในพริบตา นางไม่คาดคิดเลยว่าสตรีผู้นี้ที่เคยอ่อนแอและยอมก้มหัวให้ตนมาตลอด จะกล S เปลี่ยนเป็นคมมีดซ่อนเลือดที่แทงทะลุหัวใจได้ในคราเดียว
“พี่... พี่ใหญ่พูดจาเหลวไหลอันใดกันเพคะ! รั่วซือเพียงแต่หวังดี...”
“หวังดี?” ไป๋ลี่หลินแค่นหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไพเราะราวดนตรีสวรรค์ แต่มันกลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนสันหลังวาบราวกับยืนอยู่ปากเหว “หวังดีจนถึงขั้นส่งคนมาสอดส่องความเป็นไปในเรือนหอของข้า หรือหวังดีจนอยากจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งฮูหยินเอกเคียงข้างท่านอ๋องกันแน่? น่าเสียดายนัก... ของที่สุนัขจรจัดคาบไปกินต่อหน้าข้าในชาติก่อน ต่อให้ในชาตินี้เจ้าอยากจะคุกเข่าขอร้องให้ข้าทานเศษเดนนั้นคืน ข้าก็รังเกียจจนไม่อยากแม้แต่จะชายตามอง!”
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องโถงก็เย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด ลมหนาวพัดกรรโชกเข้ามาทางหน้าต่างบานแกะสลัก ส่งผลให้เปลวเทียนวับแวมสั่นไหว
ไป๋รั่วซือตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและความหวาดกลัวปะปนกัน นางกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ยามนี้มารยาที่ฝึกฝนมาแรมปีใช้การไม่ได้ผล นางจึงตั้งใจจะแสร้งล้มลงเพื่อเรียกร้องความสนใจ หากแต่มือเรียวบางของไป๋ลี่หลินกลับคว้าข้อมือของน้องสาวต่างมารดาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แรงบีบที่แฝงไว้ด้วยพลังภายในทำให้ไป๋รั่วซือกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“จำเอาไว้ให้ดี... ที่นี่คือจวนอ๋องพยัคฆ์ ไม่ใช่หอนางโลมที่เจ้าจะมาแสดงละครฉากใหญ่เพื่อเรียกร้องความสงสารจากใคร หากเจ้ายังกล้าก้าวล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามของข้าอีกแม้แต่ก้าวเดียว อย่าหาว่าข้าไม่เตือนว่าชาตินี้... เจ้าอาจจะไม่ได้เดินออกไปจากจวนแห่งนี้ด้วยสองขาของตนเอง!”
รอยยิ้มหวานหยดถูกส่งมอบให้อีกฝ่ายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ไป๋ลี่หลินจะสะบัดมือออกอย่างไร้เยื่อใย จนไป๋รั่วซือเซถอยหลังไปชนเข้ากับเสาไม้ด้วยความทุลักทุเล
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังพุ่งถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้ารatหนักแน่นกังวานดังก้องมาจากนอกประดูเรือน พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์ทมิฬด้วยดิ้นเงิน ที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางความเงียบงัน
ท่านอ๋องมู่หรงเฉิง... ก้าวเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายเลือดและสนามรบที่ยังคงคละคลุ้ง พระเนตรคมกริบดั่งพญาเหยี่ยววาวโรจน์กวาดตามองสตรีทั้งสองคนนิ่ง ก่อนที่มุมพระโอษฐ์จะได้รูปจะแย้มขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่หาได้ยากยิ่ง
“ดูท่า... ชายคาจวนของเปิ่นหวังในยามนี้ จะมีแขกไม่ได้รับเชิญแอบเข้ามาสุนัขเห่าหอนสร้างความรำคาญให้แก่ชายาเอกเสียแล้วกระมัง?”
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางข้ามกาลเวลามา ณ ที่นี้ค่ะ
มนตรากรรมสะท้อน
ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 3
ถ้วยชาท้าทายอำนาจ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!